<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Thanapon</id>
	<title>Cassava - การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้ [th]</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Thanapon"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/Thanapon"/>
	<updated>2026-05-18T15:46:35Z</updated>
	<subtitle>การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.36.0</generator>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81&amp;diff=876</id>
		<title>การเตรียมพื้นที่ปลูก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81&amp;diff=876"/>
		<updated>2021-12-02T06:17:07Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* การเตรียมดินที่เหมาะสมกับฤดูปลูก */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== '''การเตรียมดินที่เหมาะสมกับฤดูปลูก''' ==&lt;br /&gt;
'''1) ฤดูต้นฝน'''&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:S 193806387.jpg|thumb|'''ภาพ การไถดะ''']]&lt;br /&gt;
การเตรียมดินสำหรับการปลูกมันสำปะหลังในช่วงต้นฤดูฝนควรไถทั้งหมด 3 ครั้ง ได้แก่ การการไถดะในครั้งที่ 1 ไถพรวนหรือไถแปรในครั้งที่ 2 และไถเพื่อยกร่องในครั้งที่ 3 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการการไถดะเป็นการการไถพลิกหน้าดินครั้งแรกเพื่อกำจัดวัชพืช และตากดินให้แห้งโดยการใช้ผาล 3 หรือผาล 4 โดยไถลึกอย่างน้อย 30 เซนติเมตร แล้วทิ้งไว้ 7-14 วันเพื่อให้ซากพืชย่อยสลายและตากดินส่วนที่ไถขึ้นมา ควรไถดินในขณะที่มีความชื้นพอเหมาะไม่แฉะหรือแห้งเกินไป หากไถขณะที่ดินแฉะจะทำให้ดินจับตัวกันเป็นก้อนใหญ่ และเมื่อดินแห้งจะย่อยให้ละเอียดด้วยผาลพรวนได้ยาก หรือถ้าไถในขณะที่ดินแห้งเกินไปจะทำให้ไถได้ไม่ลึก ซึ่งจะพบปัญหานี้ในกลุ่มดินเนื้อละเอียด เช่น ดินเหนียว มากกว่าดินเนื้อหยาบและดินเนื้อปานกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการไถพรวนหรือไถแปรเป็นการไถครั้งที่ 2 เพื่อย่อยและคลุกเคล้า ดิน วัชพืช ฯลฯ ให้ลงไปในดิน โดยจะใช้จำนวนผาลมากขึ้น เช่น ผาล 6  ผาล 7 หรือผาลพรวนชนิดอื่น ๆ ควรทำขณะที่ดินไม่แฉะหรือแห้งเกินไป สามารถทำได้ในวันเดียวกับวันยกร่องปลูก แต่ไม่ควรเกิน 2-3 วัน เนื่องจากถ้ามีฝนตกหนักจะทำให้ยกร่องได้ยาก และวัชพืชอาจขึ้นอีกและอาจต้องมีการไถพรวนซ้ำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และการไถยกร่อง เป็นการจัดการพื้นที่ปลูกเพื่อให้สะดวกต่อการปลูกและช่วยระบายน้ำฝนเมื่อพื้นที่ปลูกมีฝนตกหนักเกินไป ควรยกร่องให้มีขนาดที่ไม่สูงหรือต่ำเกินไป ซึ่งขนาดที่เหมาะสดต่อการปลูกมันสำปะหลังที่สุดคือ ความสูงของร่องประมาณ 25-30 เซนติเมตร และความกว้างของฐานร่องประมาณ 90-100 เซนติเมตร และการยกร่องควรยกร่อนขวางทิศทางลาดชันจะทำให้ลดการกร่อนของดิน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:S 193806389.jpg|thumb|'''ภาพ การไถแปร''']]&lt;br /&gt;
'''2) ฤดูปลายฝน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเตรียมดินสำหรับการปลูกมันสำปะหลังในช่วงปลายฤดูฝนควรไถทั้งหมด 2 ครั้ง ได้แก่ การการไถดะในครั้งที่ 1 ไถพรวนหรือไถแปรในครั้งที่ 2 การไถดะการเตรียมดินสำหรับปลูกมันสำปะหลังในช่วงปลายฤดูฝนจะใช้ผาล 3 ไถ ขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม หากกินมีความชื้นมากเกินไปจะทำให้รถไม่สามารถเข้าไถให้พื้นที่ได้ การไถในรอบนี้จะเป็นการไถที่ช่วยเก็บกัดความชื้นไว้ในดินเพื่อรอการไถครั้งต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการไถพรวนหรือไถแปร ควรทำเมื่อพร้อมปลูกโดยปกติควรทำหลังการไถดะประมาณ 5-10 วัน หากเป็นดินร่วนทรายหรือดินทราย หลังจากการไถครั้งนี้สามารถปลูกได้เลยโดยปลูกแบบพื้นราบ ใช้วิธีขึงเชือกปลูก โดยไม่จำเป็นต้องยกร่องเพื่อประหยัดต้นทุนการเตรียมดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเตรียมดินตามชนิดเนื้อดิน''' ==&lt;br /&gt;
'''1) การจำแนกชนิดดินอย่างง่าย''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจำแนกเนื้อดิน เป็นการจำแนกองค์ประกอบเชิงกายภาพของดิน เนื่องจากดินในแต่ละสถานที่มีลักษณะแตกต่างกัน จำเป็นต้องเก็บตัวอย่างดินส่งห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์หาองค์ประกอบของดินว่าเป็นดินชนิดใด เพื่อจะได้วางแผนและจัดการพื้นที่ปลูกได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แต่สถาบันวิจัยพืชไร่ (2554) ได้แนะนำวิธีการตรวจสอบชนิดดินอย่างง่ายไว้โดยการปั่นดินเป็นเส้นเพื่อเปรียบเทียบดินชนิดต่าง ๆ ดังตาราง&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|+ตาราง '''เกณฑ์ในการพิจารณาเนื้อดินในแปลงปลูกอย่างง่าย'''&lt;br /&gt;
!ลักษณะดิน&lt;br /&gt;
!ปั้นเป็นเส้นยาว &lt;br /&gt;
(ซม.)&lt;br /&gt;
!เนื้อดิน&lt;br /&gt;
!เทียบเท่าเปอร์เซ็นต์ดินเหนียว (%)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายแยกเป็นเม็ด&lt;br /&gt;
|ปั้นเป็นเส้นไม่ได้&lt;br /&gt;
|ทราย&lt;br /&gt;
|0 – 5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายเป็นเม็ดและติดมือ&lt;br /&gt;
|0.5 – 1.5&lt;br /&gt;
|ทรายปนร่วน&lt;br /&gt;
|5 – 15&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายเกาะเป็นก้อนบ้าง&lt;br /&gt;
|1.5 – 2.5&lt;br /&gt;
|ร่วนปนทราย&lt;br /&gt;
|10 – 20&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|นุ่มลื่นมือ แน่น ไม่มีเม็ดทราย&lt;br /&gt;
|4.0 – 5.0&lt;br /&gt;
|ร่วนปนเหนียว&lt;br /&gt;
|25 – 40&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เหนียว หนัก ยืดมาก&lt;br /&gt;
|&amp;gt; 7.5&lt;br /&gt;
|เหนียว&lt;br /&gt;
|&amp;gt; 45&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อละเอียด ที่ประกอบไปด้วย ดินเหนียว ดินเหนียวปนทรายแป้ง ดินเหนียวปนทราย ดินร่วนเหนียว และดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง ในการเตรียมพื้นที่ต้องเตรียมขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม เนื่องจากความชื้นมีความสำคัญต่อการไถในดินชนิดนนี้ หากมีความชื้นมากเกินไป เช่น หลังฝนตกไม่ควรไถทันทีต้องรอให้ดินมีความชื้นลดลงก่อนจึงจะสามารถถะได้ ส่วนการไถพรวนสามารถทำได้หลังจากไถดะขณะที่มีความชื้นเหมาะสมเช่นกัน เพื่อทำให้ดินมีความร่วนซุย แต่หากไถขณะที่ดินที่แห้งเกินไปจะทำให้ดินแตกละเอียด แต่สามารถไถไว้ก่อนเพื่อรอฝนได้ และเมื่อฝนตกสามารถปลูกได้เลยโดยไม่ต้องยกร่องเป็นการลดค่าใช้จ่ายจากขั้นตอนการยกร่องไปอีกหนึ่งขั้นตอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อปานกลาง ที่ประกอบไปด้วย ดินร่วนเหนียวปนทราย ดินร่วน ดินร่วนปนทรายแป้ง และดินทรายแป้ง ดินชนิดนี้มีสมบัติการระบายน้ำได้ไม่เร็วหรือช้าเกินไปและมีการระบายอากาศได้ดี ดังนั้นในการเตรียมพื้นที่ต้องเตรียมขณะที่มีความชื้เหมาะสมโดยการไถ 2 ครั้ง คือ ไถดะและไถแปร ในการไถดะจะใช้ผาล 3 หรือ ผาล 4 ในการไถ โดยในการไถจะไถให้มีความลึกไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร ส่วนการไถครั้งที่ 2 เป็นการไถแปรจะไถหลังจากไถดะได้ทันทีหรือเว้นไว้ไม่เกิน 2-3 วัน และควรทำขณะที่ดินมีความชื้อเหมาะสมเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อหยาบ ที่ประกอบไปด้วย ดินทรายร่วน และดินร่วนปนทราย มีคุณสมบัติดีสามารถปลูกสำหรับการปลูกมันสำปะหลังได้ทั้งฤดูต้นฝนและปลายฝน ดังนั้นการเตรียมดินเพื่อปลูกเตรียมดินเหมือนกับการเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อปานกลางมีการไถดะและไถแปร แต่ต้องยกร่องก่อนปลูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปรับปรุงสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน''' ==&lt;br /&gt;
การปรับปรุงสมบัติของดินมีควาสำคัญต่อการผลิตมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก เนื่องจากดินในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่มักเสื่อมโทรมเพราะว่ามีการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่เดิมซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่องโดยไม่พักดินและยังขาดการบำรุงดินที่เหมาะสม นอกจากนี้การใช้เครื่องจักรกลหนักในการเตรียมดินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดินเสื่อมโทรม ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมดินและการเขตกรรมที่เหมาะสม ซึ่งปัญหาที่มักพบในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''1) ชั้นดานไถพรวน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การอัดตัวแน่นของดินเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญต่อการปลูกมันสำปะหลัง ที่มีสาเหตุมากจากการไถพรวนพื้นที่อย่างต่อเนื่องปีละหลาย ๆ ครั้ง เช่น การไถเตรียมดินก่อนการปลูกมันสำปะหลัง การไถเพื่อการยกร่อง หรือการไถเพื่อกำจัดวัชพืช ส่งผลให้เกิดชั้นดานไถพรวนขึ้นทำให้มีสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของของมันสำปะหลัง โดยทั่วไปมักพบที่ความลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร ซึ่งสามารถสังเกตได้จากเมื่อฝนตกใหม่ ๆ จะมีน้ำท่วมขังบริเวณผิวดิน ทำให้จำกัดการไหลซึมผ่านของน้ำและอากาศไปยังราก ส่งผลให้มันสำปะหลังมีขนาดหัวที่เล็ก และทำให้หัวมันสำปะหลังเน่าในช่วงฤดูฝน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีการแก้ปัญหา''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ไถระเบิดชั้นดานทำได้โดยการไถด้วยไถที่มีลักษณะพิเศษที่สามารถเจาะและทำให้ดินชั้นดานแตกกระจายได้ คือ ไถลึก (deep plowing) หรือไถทำลายดินดาน (subsoiling) ควรไถที่ระดับความลึกประมาณ 75 เซนติเมตร โดยระยะห่างรอยละ 50 เซนติเมตร การไถตัดดานจะให้ผลเต็มที่ก็ต่อเมื่อทำการไถขณะที่ดินมีชั้นดานค่อนข้างแห้ง ซึ่งจะทำให้ชั้นดานถูกทำลายโดยการเกิดรอยแตกแยกได้ง่าย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ใส่วัสดุปรับปรุงดินเพื่อทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้นไม่เกิดการอัดตัวแน่นได้ง่าย และรวมทั้งการป้องกันการสลายตัวของเม็ดดินที่มีอยู่แล้ว เช่น การใส่หินปูนบด หรือยิปซัม ฟอสโฟยิปซัมอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ หรือการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในรูปปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่แกลบ หรือแกลบดิบในอัตรา 1 ตันต่อไร่ โดยไถกลบวัสดุปรับปรุงดินเหล่านี้ให้ลึกกว่าปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ปลูกพืชทำลายชั้นดาน พืชหลายชนิดมีระบบรากที่แข็งแรง สามารถเติบโตไชชอนผ่านชั้นดานที่พืชทั่วไปไม่สามารถทำได้ พืชเหล่านี้ได้แก่ หญ้าบาเฮีย (bahiagrass) หญ้าแฝก (vetiver Grass)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ควบคุมความชื้นดิน ชั้นดานในดินล่างจะแข็งจนกระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการแพร่กระจายของรากพืชก็ต่อเมื่อแห้งถึงระดับหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีความชื้นพอเหมาะรากพืชทั่วไปก็สามารถไชชอนเข้าไปในชั้นดานได้มากขึ้น ดังนั้น การรักษาความชื้นในดินชั้นดานให้พอเหมาะจึงสามารถลดผลกระทบของชั้นดานต่อการแพร่กระจายของรากพืชได้ระดับหนึ่ง การควบคุมความชื้นให้พอเหมาะนี้กระทำได้เฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานที่ดีเท่านั้น ซึ่งในกรณีเช่นนี้ปัญหาที่พืชจะขาดแคลนน้ำ โดยเหตุที่รากพืชถูกจำกัดด้วยชั้นดานก็มีปัญหาอยู่แล้ว การส่งเสริมให้รากพืชแพร่กระจายลงในชั้นดานโดยการควบคุมความชื้นของชั้นดานให้เหมาะสมจึงเป็นการส่งเสริมให้พืชได้ใช้ประโยชน์จากธาตุอาหารพืชในดินชั้นดานและใต้ดาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2) ดินมีความจุในการกักเก็บธาตุอาหารและความชื้นต่ำ'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พบมากในกลุ่มดินเนื้อหยาบ ได้แก่ ดินทราย ดินทรายปนดินร่วน ดินร่วนปนทราย และดินที่มีการปลูกมันสำปะหลังต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหรือดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ ทำให้ความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารต่ำมาก เมื่อมีการใส่ปุ๋ยเคมีลงไปทำให้เกิดการสูญเสียไปจากดินได้ง่าย ทำให้การตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยเคมีน้อย นอกจากนี้ดินทรายยังมีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ และเก็บน้ำไว้ไม่อยู่ง่ายต่อการขาดแคลนความชื้น ทำให้การเจริญเติบโตไม่ดีและให้ผลผลิตน้อยกว่าดินปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีการแก้ปัญหา''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ควรไถกลบตอซังและวัชพืชทุกครั้ง การปรับปรุงดินทำได้โดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์จำพวกปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่ แกลบ เพื่อหวังผลในระยะยาวอย่างยั่งยืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การปรับปรุงดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปลูกพืชตระกูลถั่ว แล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารพืชและความสามารถในการอุ้มน้ำแก่ดินปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดินทำให้ดินมีการเกาะยึดตัวดีขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมปลูกพืชคลุมดินเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การใช้วัสดุคลุมดินเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำและรักษาความชื้นไว้ในดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การจัดการน้ำที่เหมาะสมเพื่อให้การใช้น้ำเป็นไปอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เช่น การให้น้ำแบบหยด เป็นต้น หรือขุดสระเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงที่พืชขาดน้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การใช้ปุ๋ยเคมีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมากและมีปริมาณธาตุอาหารพืชไม่เพียงพอ ควรใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วยตามความเหมาะสมกับชนิดพืชที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมีที่ละลายช้าแบ่งใส่ครั้งละน้อยๆ เป็นระยะใส่ในขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสมและควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์หรือใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อ้างอิง''' ==&lt;br /&gt;
กรมพัฒนาที่ดิน. (2563). สภาพการชะล้างพังทะลายของดินในประเทศไทย. กลุ่มวิจัยและพัฒนาการจัดการดินเสื่อมโทรม กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2556) เทคโนโลยี 52 สัปดาห์ มันสำปะหลัง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์:กรุงเทพฯ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย. (2552). การปลูกมันสำปะหลังที่ดี. เข้าถึงได้จาก &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tapiocathai.org/pdf/Tapioca%20Plan/b_plow.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:S_193806389.jpg&amp;diff=875</id>
		<title>ไฟล์:S 193806389.jpg</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:S_193806389.jpg&amp;diff=875"/>
		<updated>2021-12-02T06:16:36Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ภาพ การไถแปร&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:S_193806387.jpg&amp;diff=873</id>
		<title>ไฟล์:S 193806387.jpg</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:S_193806387.jpg&amp;diff=873"/>
		<updated>2021-12-02T06:15:25Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ภาพ การไถดะ&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=867</id>
		<title>การเตรียมดิน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=867"/>
		<updated>2021-12-02T06:06:09Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* อ้างอิง */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== '''การเตรียมดินที่เหมาะสมกับฤดูปลูก''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ฤดูต้นฝน''' &amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2556) เทคโนโลยี 52 สัปดาห์ มันสำปะหลัง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์:กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
การเตรียมดินสำหรับการปลูกมันสำปะหลังในช่วงต้นฤดูฝนควรไถทั้งหมด 3 ครั้ง ได้แก่ การการไถดะในครั้งที่ 1 ไถพรวนหรือไถแปรในครั้งที่ 2 และไถเพื่อยกร่องในครั้งที่ 3 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการการไถดะเป็นการการไถพลิกหน้าดินครั้งแรกเพื่อกำจัดวัชพืช และตากดินให้แห้งโดยการใช้ผาล 3 หรือผาล 4 โดยไถลึกอย่างน้อย 30 เซนติเมตร แล้วทิ้งไว้ 7-14 วันเพื่อให้ซากพืชย่อยสลายและตากดินส่วนที่ไถขึ้นมา ควรไถดินในขณะที่มีความชื้นพอเหมาะไม่แฉะหรือแห้งเกินไป หากไถขณะที่ดินแฉะจะทำให้ดินจับตัวกันเป็นก้อนใหญ่ และเมื่อดินแห้งจะย่อยให้ละเอียดด้วยผาลพรวนได้ยาก หรือถ้าไถในขณะที่ดินแห้งเกินไปจะทำให้ไถได้ไม่ลึก ซึ่งจะพบปัญหานี้ในกลุ่มดินเนื้อละเอียด เช่น ดินเหนียว มากกว่าดินเนื้อหยาบและดินเนื้อปานกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการไถพรวนหรือไถแปรเป็นการไถครั้งที่ 2 เพื่อย่อยและคลุกเคล้า ดิน วัชพืช ฯลฯ ให้ลงไปในดิน โดยจะใช้จำนวนผาลมากขึ้น เช่น ผาล 6  ผาล 7 หรือผาลพรวนชนิดอื่น ๆ ควรทำขณะที่ดินไม่แฉะหรือแห้งเกินไป สามารถทำได้ในวันเดียวกับวันยกร่องปลูก แต่ไม่ควรเกิน 2-3 วัน เนื่องจากถ้ามีฝนตกหนักจะทำให้ยกร่องได้ยาก และวัชพืชอาจขึ้นอีกและอาจต้องมีการไถพรวนซ้ำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และการไถยกร่อง เป็นการจัดการพื้นที่ปลูกเพื่อให้สะดวกต่อการปลูกและช่วยระบายน้ำฝนเมื่อพื้นที่ปลูกมีฝนตกหนักเกินไป ควรยกร่องให้มีขนาดที่ไม่สูงหรือต่ำเกินไป ซึ่งขนาดที่เหมาะสดต่อการปลูกมันสำปะหลังที่สุดคือ ความสูงของร่องประมาณ 25-30 เซนติเมตร และความกว้างของฐานร่องประมาณ 90-100 เซนติเมตร และการยกร่องควรยกร่อนขวางทิศทางลาดชันจะทำให้ลดการกร่อนของดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ฤดูปลายฝน''' &amp;lt;ref&amp;gt;กรมพัฒนาที่ดิน. (2563). สภาพการชะล้างพังทะลายของดินในประเทศไทย. กลุ่มวิจัยและพัฒนาการจัดการดินเสื่อมโทรม กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
การเตรียมดินสำหรับการปลูกมันสำปะหลังในช่วงปลายฤดูฝนควรไถทั้งหมด 2 ครั้ง ได้แก่ การการไถดะในครั้งที่ 1 ไถพรวนหรือไถแปรในครั้งที่ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การไถดะการเตรียมดินสำหรับปลูกมันสำปะหลังในช่วงปลายฤดูฝนจะใช้ผาล 3 ไถ ขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม หากกินมีความชื้นมากเกินไปจะทำให้รถไม่สามารถเข้าไถให้พื้นที่ได้ การไถในรอบนี้จะเป็นการไถที่ช่วยเก็บกัดความชื้นไว้ในดินเพื่อรอการไถครั้งต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการไถพรวนหรือไถแปร ควรทำเมื่อพร้อมปลูกโดยปกติควรทำหลังการไถดะประมาณ 5-10 วัน หากเป็นดินร่วนทรายหรือดินทราย หลังจากการไถครั้งนี้สามารถปลูกได้เลยโดยปลูกแบบพื้นราบ ใช้วิธีขึงเชือกปลูก โดยไม่จำเป็นต้องยกร่องเพื่อประหยัดต้นทุนการเตรียมดิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเตรียมดินตามชนิดเนื้อดิน''' &amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การจำแนกชนิดดินอย่างง่าย''' ===&lt;br /&gt;
การจำแนกเนื้อดิน เป็นการจำแนกองค์ประกอบเชิงกายภาพของดิน เนื่องจากดินในแต่ละสถานที่มีลักษณะแตกต่างกัน จำเป็นต้องเก็บตัวอย่างดินส่งห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์หาองค์ประกอบของดินว่าเป็นดินชนิดใด เพื่อจะได้วางแผนและจัดการพื้นที่ปลูกได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แต่สถาบันวิจัยพืชไร่ (2554) ได้แนะนำวิธีการตรวจสอบชนิดดินอย่างง่ายไว้โดยการปั่นดินเป็นเส้นเพื่อเปรียบเทียบดินชนิดต่าง ๆ ดังตาราง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ตาราง''' เกณฑ์ในการพิจารณาเนื้อดินในแปลงปลูกอย่างง่าย&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การเตรียมดินเพื่อปลูกมันสำปะหลัง.jpg|thumb|ภาพ การเตรียมดินเพื่อปลูกมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|ลักษณะดิน&lt;br /&gt;
|ปั้นเป็นเส้นยาว  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ซม.)&lt;br /&gt;
|เนื้อดิน&lt;br /&gt;
|เทียบเท่าเปอร์เซ็นต์ดินเหนียว  (%) &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายแยกเป็นเม็ด&lt;br /&gt;
|ปั้นเป็นเส้นไม่ได้&lt;br /&gt;
|ทราย&lt;br /&gt;
|0 – 5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายเป็นเม็ดและติดมือ&lt;br /&gt;
|0.5 – 1.5&lt;br /&gt;
|ทรายปนร่วน&lt;br /&gt;
|5 – 15&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายเกาะเป็นก้อนบ้าง&lt;br /&gt;
|1.5 – 2.5&lt;br /&gt;
|ร่วนปนทราย&lt;br /&gt;
|10 – 20&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|นุ่มลื่นมือ  แน่น ไม่มีเม็ดทราย&lt;br /&gt;
|4.0 – 5.0&lt;br /&gt;
|ร่วนปนเหนียว&lt;br /&gt;
|25 – 40&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เหนียว หนัก  ยืดมาก&lt;br /&gt;
|&amp;gt; 7.5&lt;br /&gt;
|เหนียว&lt;br /&gt;
|&amp;gt; 45&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อละเอียด ที่ประกอบไปด้วย ดินเหนียว ดินเหนียวปนทรายแป้ง ดินเหนียวปนทราย ดินร่วนเหนียว และดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง ในการเตรียมพื้นที่ต้องเตรียมขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม เนื่องจากความชื้นมีความสำคัญต่อการไถในดินชนิดนนี้ หากมีความชื้นมากเกินไป เช่น หลังฝนตกไม่ควรไถทันทีต้องรอให้ดินมีความชื้นลดลงก่อนจึงจะสามารถถะได้ ส่วนการไถพรวนสามารถทำได้หลังจากไถดะขณะที่มีความชื้นเหมาะสมเช่นกัน เพื่อทำให้ดินมีความร่วนซุย แต่หากไถขณะที่ดินที่แห้งเกินไปจะทำให้ดินแตกละเอียด แต่สามารถไถไว้ก่อนเพื่อรอฝนได้ และเมื่อฝนตกสามารถปลูกได้เลยโดยไม่ต้องยกร่องเป็นการลดค่าใช้จ่ายจากขั้นตอนการยกร่องไปอีกหนึ่งขั้นตอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อปานกลาง ที่ประกอบไปด้วย ดินร่วนเหนียวปนทราย ดินร่วน ดินร่วนปนทรายแป้ง และดินทรายแป้ง ดินชนิดนี้มีสมบัติการระบายน้ำได้ไม่เร็วหรือช้าเกินไปและมีการระบายอากาศได้ดี ดังนั้นในการเตรียมพื้นที่ต้องเตรียมขณะที่มีความชื้เหมาะสมโดยการไถ 2 ครั้ง คือ ไถดะและไถแปร ในการไถดะจะใช้ผาล 3 หรือ ผาล 4 ในการไถ โดยในการไถจะไถให้มีความลึกไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร ส่วนการไถครั้งที่ 2 เป็นการไถแปรจะไถหลังจากไถดะได้ทันทีหรือเว้นไว้ไม่เกิน 2-3 วัน และควรทำขณะที่ดินมีความชื้อเหมาะสมเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อหยาบ ที่ประกอบไปด้วย ดินทรายร่วน และดินร่วนปนทราย มีคุณสมบัติดีสามารถปลูกสำหรับการปลูกมันสำปะหลังได้ทั้งฤดูต้นฝนและปลายฝน ดังนั้นการเตรียมดินเพื่อปลูกเตรียมดินเหมือนกับการเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อปานกลางมีการไถดะและไถแปร แต่ต้องยกร่องก่อนปลูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปรับปรุงสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน''' &amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
การปรับปรุงสมบัติของดินมีควาสำคัญต่อการผลิตมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก เนื่องจากดินในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่มักเสื่อมโทรมเพราะว่ามีการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่เดิมซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่องโดยไม่พักดินและยังขาดการบำรุงดินที่เหมาะสม นอกจากนี้การใช้เครื่องจักรกลหนักในการเตรียมดินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดินเสื่อมโทรม ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมดินและการเขตกรรมที่เหมาะสม ซึ่งปัญหาที่มักพบในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ชั้นดานไถพรวน''' ===&lt;br /&gt;
การอัดตัวแน่นของดินเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญต่อการปลูกมันสำปะหลัง ที่มีสาเหตุมากจากการไถพรวนพื้นที่อย่างต่อเนื่องปีละหลาย ๆ ครั้ง เช่น การไถเตรียมดินก่อนการปลูกมันสำปะหลัง การไถเพื่อการยกร่อง หรือการไถเพื่อกำจัดวัชพืช ส่งผลให้เกิดชั้นดานไถพรวนขึ้นทำให้มีสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของของมันสำปะหลัง โดยทั่วไปมักพบที่ความลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร ซึ่งสามารถสังเกตได้จากเมื่อฝนตกใหม่ ๆ จะมีน้ำท่วมขังบริเวณผิวดิน ทำให้จำกัดการไหลซึมผ่านของน้ำและอากาศไปยังราก ส่งผลให้มันสำปะหลังมีขนาดหัวที่เล็ก และทำให้หัวมันสำปะหลังเน่าในช่วงฤดูฝน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''วิธีการแก้ปัญหา''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ไถระเบิดชั้นดานทำได้โดยการไถด้วยไถที่มีลักษณะพิเศษที่สามารถเจาะและทำให้ดินชั้นดานแตกกระจายได้ คือ ไถลึก (deep plowing) หรือไถทำลายดินดาน (subsoiling) ควรไถที่ระดับความลึกประมาณ 75 เซนติเมตร โดยระยะห่างรอยละ 50 เซนติเมตร การไถตัดดานจะให้ผลเต็มที่ก็ต่อเมื่อทำการไถขณะที่ดินมีชั้นดานค่อนข้างแห้ง ซึ่งจะทำให้ชั้นดานถูกทำลายโดยการเกิดรอยแตกแยกได้ง่าย &lt;br /&gt;
# ใส่วัสดุปรับปรุงดินเพื่อทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้นไม่เกิดการอัดตัวแน่นได้ง่าย และรวมทั้งการป้องกันการสลายตัวของเม็ดดินที่มีอยู่แล้ว เช่น การใส่หินปูนบด หรือยิปซัม ฟอสโฟยิปซัมอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ หรือการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในรูปปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่แกลบ หรือแกลบดิบในอัตรา 1 ตันต่อไร่ โดยไถกลบวัสดุปรับปรุงดินเหล่านี้ให้ลึกกว่าปกติ&lt;br /&gt;
# ปลูกพืชทำลายชั้นดาน พืชหลายชนิดมีระบบรากที่แข็งแรง สามารถเติบโตไชชอนผ่านชั้นดานที่พืชทั่วไปไม่สามารถทำได้ พืชเหล่านี้ได้แก่ หญ้าบาเฮีย (bahiagrass) หญ้าแฝก (vetiver Grass)&lt;br /&gt;
# ควบคุมความชื้นดิน ชั้นดานในดินล่างจะแข็งจนกระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการแพร่กระจายของรากพืชก็ต่อเมื่อแห้งถึงระดับหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีความชื้นพอเหมาะรากพืชทั่วไปก็สามารถไชชอนเข้าไปในชั้นดานได้มากขึ้น ดังนั้น การรักษาความชื้นในดินชั้นดานให้พอเหมาะจึงสามารถลดผลกระทบของชั้นดานต่อการแพร่กระจายของรากพืชได้ระดับหนึ่ง การควบคุมความชื้นให้พอเหมาะนี้กระทำได้เฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานที่ดีเท่านั้น ซึ่งในกรณีเช่นนี้ปัญหาที่พืชจะขาดแคลนน้ำ โดยเหตุที่รากพืชถูกจำกัดด้วยชั้นดานก็มีปัญหาอยู่แล้ว การส่งเสริมให้รากพืชแพร่กระจายลงในชั้นดานโดยการควบคุมความชื้นของชั้นดานให้เหมาะสมจึงเป็นการส่งเสริมให้พืชได้ใช้ประโยชน์จากธาตุอาหารพืชในดินชั้นดานและใต้ดาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ดินมีความจุในการกักเก็บธาตุอาหารและความชื้นต่ำ''' &amp;lt;ref&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย. (2552). การปลูกมันสำปะหลังที่ดี. เข้าถึงได้จาก &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tapiocathai.org/pdf/Tapioca%20Plan/b_plow.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&amp;lt;/ref&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
พบมากในกลุ่มดินเนื้อหยาบ ได้แก่ ดินทราย ดินทรายปนดินร่วน ดินร่วนปนทราย และดินที่มีการปลูกมันสำปะหลังต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหรือดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ ทำให้ความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารต่ำมาก เมื่อมีการใส่ปุ๋ยเคมีลงไปทำให้เกิดการสูญเสียไปจากดินได้ง่าย ทำให้การตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยเคมีน้อย นอกจากนี้ดินทรายยังมีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ และเก็บน้ำไว้ไม่อยู่ง่ายต่อการขาดแคลนความชื้น ทำให้การเจริญเติบโตไม่ดีและให้ผลผลิตน้อยกว่าดินปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''วิธีการแก้ปัญหา''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ควรไถกลบตอซังและวัชพืชทุกครั้ง การปรับปรุงดินทำได้โดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์จำพวกปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่แกลบ เพื่อหวังผลในระยะยาวอย่างยั่งยืน &lt;br /&gt;
# การปรับปรุงดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปลูกพืชตระกูลถั่ว แล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารพืชและความสามารถในการอุ้มน้ำแก่ดินปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดินทำให้ดินมีการเกาะยึดตัวดีขึ้น&lt;br /&gt;
# การอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมปลูกพืชคลุมดินเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การใช้วัสดุคลุมดินเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำและรักษาความชื้นไว้ในดิน&lt;br /&gt;
# การจัดการน้ำที่เหมาะสมเพื่อให้การใช้น้ำเป็นไปอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เช่น การให้น้ำแบบหยด เป็นต้น หรือขุดสระเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงที่พืชขาดน้ำ&lt;br /&gt;
# การใช้ปุ๋ยเคมีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมากและมีปริมาณธาตุอาหารพืชไม่เพียงพอ ควรใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วยตามความเหมาะสมกับชนิดพืชที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมีที่ละลายช้าแบ่งใส่ครั้งละน้อยๆ เป็นระยะใส่ในขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสมและควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์หรือใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อ้างอิง''' ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=866</id>
		<title>การเตรียมดิน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=866"/>
		<updated>2021-12-02T06:04:31Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* การเตรียมดินตามชนิดเนื้อดิน [1] */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== '''การเตรียมดินที่เหมาะสมกับฤดูปลูก''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ฤดูต้นฝน''' &amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2556) เทคโนโลยี 52 สัปดาห์ มันสำปะหลัง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์:กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
การเตรียมดินสำหรับการปลูกมันสำปะหลังในช่วงต้นฤดูฝนควรไถทั้งหมด 3 ครั้ง ได้แก่ การการไถดะในครั้งที่ 1 ไถพรวนหรือไถแปรในครั้งที่ 2 และไถเพื่อยกร่องในครั้งที่ 3 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการการไถดะเป็นการการไถพลิกหน้าดินครั้งแรกเพื่อกำจัดวัชพืช และตากดินให้แห้งโดยการใช้ผาล 3 หรือผาล 4 โดยไถลึกอย่างน้อย 30 เซนติเมตร แล้วทิ้งไว้ 7-14 วันเพื่อให้ซากพืชย่อยสลายและตากดินส่วนที่ไถขึ้นมา ควรไถดินในขณะที่มีความชื้นพอเหมาะไม่แฉะหรือแห้งเกินไป หากไถขณะที่ดินแฉะจะทำให้ดินจับตัวกันเป็นก้อนใหญ่ และเมื่อดินแห้งจะย่อยให้ละเอียดด้วยผาลพรวนได้ยาก หรือถ้าไถในขณะที่ดินแห้งเกินไปจะทำให้ไถได้ไม่ลึก ซึ่งจะพบปัญหานี้ในกลุ่มดินเนื้อละเอียด เช่น ดินเหนียว มากกว่าดินเนื้อหยาบและดินเนื้อปานกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการไถพรวนหรือไถแปรเป็นการไถครั้งที่ 2 เพื่อย่อยและคลุกเคล้า ดิน วัชพืช ฯลฯ ให้ลงไปในดิน โดยจะใช้จำนวนผาลมากขึ้น เช่น ผาล 6  ผาล 7 หรือผาลพรวนชนิดอื่น ๆ ควรทำขณะที่ดินไม่แฉะหรือแห้งเกินไป สามารถทำได้ในวันเดียวกับวันยกร่องปลูก แต่ไม่ควรเกิน 2-3 วัน เนื่องจากถ้ามีฝนตกหนักจะทำให้ยกร่องได้ยาก และวัชพืชอาจขึ้นอีกและอาจต้องมีการไถพรวนซ้ำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และการไถยกร่อง เป็นการจัดการพื้นที่ปลูกเพื่อให้สะดวกต่อการปลูกและช่วยระบายน้ำฝนเมื่อพื้นที่ปลูกมีฝนตกหนักเกินไป ควรยกร่องให้มีขนาดที่ไม่สูงหรือต่ำเกินไป ซึ่งขนาดที่เหมาะสดต่อการปลูกมันสำปะหลังที่สุดคือ ความสูงของร่องประมาณ 25-30 เซนติเมตร และความกว้างของฐานร่องประมาณ 90-100 เซนติเมตร และการยกร่องควรยกร่อนขวางทิศทางลาดชันจะทำให้ลดการกร่อนของดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ฤดูปลายฝน''' &amp;lt;ref&amp;gt;กรมพัฒนาที่ดิน. (2563). สภาพการชะล้างพังทะลายของดินในประเทศไทย. กลุ่มวิจัยและพัฒนาการจัดการดินเสื่อมโทรม กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
การเตรียมดินสำหรับการปลูกมันสำปะหลังในช่วงปลายฤดูฝนควรไถทั้งหมด 2 ครั้ง ได้แก่ การการไถดะในครั้งที่ 1 ไถพรวนหรือไถแปรในครั้งที่ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การไถดะการเตรียมดินสำหรับปลูกมันสำปะหลังในช่วงปลายฤดูฝนจะใช้ผาล 3 ไถ ขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม หากกินมีความชื้นมากเกินไปจะทำให้รถไม่สามารถเข้าไถให้พื้นที่ได้ การไถในรอบนี้จะเป็นการไถที่ช่วยเก็บกัดความชื้นไว้ในดินเพื่อรอการไถครั้งต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการไถพรวนหรือไถแปร ควรทำเมื่อพร้อมปลูกโดยปกติควรทำหลังการไถดะประมาณ 5-10 วัน หากเป็นดินร่วนทรายหรือดินทราย หลังจากการไถครั้งนี้สามารถปลูกได้เลยโดยปลูกแบบพื้นราบ ใช้วิธีขึงเชือกปลูก โดยไม่จำเป็นต้องยกร่องเพื่อประหยัดต้นทุนการเตรียมดิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเตรียมดินตามชนิดเนื้อดิน''' &amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การจำแนกชนิดดินอย่างง่าย''' ===&lt;br /&gt;
การจำแนกเนื้อดิน เป็นการจำแนกองค์ประกอบเชิงกายภาพของดิน เนื่องจากดินในแต่ละสถานที่มีลักษณะแตกต่างกัน จำเป็นต้องเก็บตัวอย่างดินส่งห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์หาองค์ประกอบของดินว่าเป็นดินชนิดใด เพื่อจะได้วางแผนและจัดการพื้นที่ปลูกได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แต่สถาบันวิจัยพืชไร่ (2554) ได้แนะนำวิธีการตรวจสอบชนิดดินอย่างง่ายไว้โดยการปั่นดินเป็นเส้นเพื่อเปรียบเทียบดินชนิดต่าง ๆ ดังตาราง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ตาราง''' เกณฑ์ในการพิจารณาเนื้อดินในแปลงปลูกอย่างง่าย&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การเตรียมดินเพื่อปลูกมันสำปะหลัง.jpg|thumb|ภาพ การเตรียมดินเพื่อปลูกมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|ลักษณะดิน&lt;br /&gt;
|ปั้นเป็นเส้นยาว  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ซม.)&lt;br /&gt;
|เนื้อดิน&lt;br /&gt;
|เทียบเท่าเปอร์เซ็นต์ดินเหนียว  (%) &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายแยกเป็นเม็ด&lt;br /&gt;
|ปั้นเป็นเส้นไม่ได้&lt;br /&gt;
|ทราย&lt;br /&gt;
|0 – 5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายเป็นเม็ดและติดมือ&lt;br /&gt;
|0.5 – 1.5&lt;br /&gt;
|ทรายปนร่วน&lt;br /&gt;
|5 – 15&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายเกาะเป็นก้อนบ้าง&lt;br /&gt;
|1.5 – 2.5&lt;br /&gt;
|ร่วนปนทราย&lt;br /&gt;
|10 – 20&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|นุ่มลื่นมือ  แน่น ไม่มีเม็ดทราย&lt;br /&gt;
|4.0 – 5.0&lt;br /&gt;
|ร่วนปนเหนียว&lt;br /&gt;
|25 – 40&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เหนียว หนัก  ยืดมาก&lt;br /&gt;
|&amp;gt; 7.5&lt;br /&gt;
|เหนียว&lt;br /&gt;
|&amp;gt; 45&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อละเอียด ที่ประกอบไปด้วย ดินเหนียว ดินเหนียวปนทรายแป้ง ดินเหนียวปนทราย ดินร่วนเหนียว และดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง ในการเตรียมพื้นที่ต้องเตรียมขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม เนื่องจากความชื้นมีความสำคัญต่อการไถในดินชนิดนนี้ หากมีความชื้นมากเกินไป เช่น หลังฝนตกไม่ควรไถทันทีต้องรอให้ดินมีความชื้นลดลงก่อนจึงจะสามารถถะได้ ส่วนการไถพรวนสามารถทำได้หลังจากไถดะขณะที่มีความชื้นเหมาะสมเช่นกัน เพื่อทำให้ดินมีความร่วนซุย แต่หากไถขณะที่ดินที่แห้งเกินไปจะทำให้ดินแตกละเอียด แต่สามารถไถไว้ก่อนเพื่อรอฝนได้ และเมื่อฝนตกสามารถปลูกได้เลยโดยไม่ต้องยกร่องเป็นการลดค่าใช้จ่ายจากขั้นตอนการยกร่องไปอีกหนึ่งขั้นตอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อปานกลาง ที่ประกอบไปด้วย ดินร่วนเหนียวปนทราย ดินร่วน ดินร่วนปนทรายแป้ง และดินทรายแป้ง ดินชนิดนี้มีสมบัติการระบายน้ำได้ไม่เร็วหรือช้าเกินไปและมีการระบายอากาศได้ดี ดังนั้นในการเตรียมพื้นที่ต้องเตรียมขณะที่มีความชื้เหมาะสมโดยการไถ 2 ครั้ง คือ ไถดะและไถแปร ในการไถดะจะใช้ผาล 3 หรือ ผาล 4 ในการไถ โดยในการไถจะไถให้มีความลึกไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร ส่วนการไถครั้งที่ 2 เป็นการไถแปรจะไถหลังจากไถดะได้ทันทีหรือเว้นไว้ไม่เกิน 2-3 วัน และควรทำขณะที่ดินมีความชื้อเหมาะสมเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อหยาบ ที่ประกอบไปด้วย ดินทรายร่วน และดินร่วนปนทราย มีคุณสมบัติดีสามารถปลูกสำหรับการปลูกมันสำปะหลังได้ทั้งฤดูต้นฝนและปลายฝน ดังนั้นการเตรียมดินเพื่อปลูกเตรียมดินเหมือนกับการเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อปานกลางมีการไถดะและไถแปร แต่ต้องยกร่องก่อนปลูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปรับปรุงสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน''' &amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
การปรับปรุงสมบัติของดินมีควาสำคัญต่อการผลิตมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก เนื่องจากดินในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่มักเสื่อมโทรมเพราะว่ามีการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่เดิมซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่องโดยไม่พักดินและยังขาดการบำรุงดินที่เหมาะสม นอกจากนี้การใช้เครื่องจักรกลหนักในการเตรียมดินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดินเสื่อมโทรม ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมดินและการเขตกรรมที่เหมาะสม ซึ่งปัญหาที่มักพบในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ชั้นดานไถพรวน''' ===&lt;br /&gt;
การอัดตัวแน่นของดินเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญต่อการปลูกมันสำปะหลัง ที่มีสาเหตุมากจากการไถพรวนพื้นที่อย่างต่อเนื่องปีละหลาย ๆ ครั้ง เช่น การไถเตรียมดินก่อนการปลูกมันสำปะหลัง การไถเพื่อการยกร่อง หรือการไถเพื่อกำจัดวัชพืช ส่งผลให้เกิดชั้นดานไถพรวนขึ้นทำให้มีสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของของมันสำปะหลัง โดยทั่วไปมักพบที่ความลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร ซึ่งสามารถสังเกตได้จากเมื่อฝนตกใหม่ ๆ จะมีน้ำท่วมขังบริเวณผิวดิน ทำให้จำกัดการไหลซึมผ่านของน้ำและอากาศไปยังราก ส่งผลให้มันสำปะหลังมีขนาดหัวที่เล็ก และทำให้หัวมันสำปะหลังเน่าในช่วงฤดูฝน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''วิธีการแก้ปัญหา''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ไถระเบิดชั้นดานทำได้โดยการไถด้วยไถที่มีลักษณะพิเศษที่สามารถเจาะและทำให้ดินชั้นดานแตกกระจายได้ คือ ไถลึก (deep plowing) หรือไถทำลายดินดาน (subsoiling) ควรไถที่ระดับความลึกประมาณ 75 เซนติเมตร โดยระยะห่างรอยละ 50 เซนติเมตร การไถตัดดานจะให้ผลเต็มที่ก็ต่อเมื่อทำการไถขณะที่ดินมีชั้นดานค่อนข้างแห้ง ซึ่งจะทำให้ชั้นดานถูกทำลายโดยการเกิดรอยแตกแยกได้ง่าย &lt;br /&gt;
# ใส่วัสดุปรับปรุงดินเพื่อทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้นไม่เกิดการอัดตัวแน่นได้ง่าย และรวมทั้งการป้องกันการสลายตัวของเม็ดดินที่มีอยู่แล้ว เช่น การใส่หินปูนบด หรือยิปซัม ฟอสโฟยิปซัมอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ หรือการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในรูปปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่แกลบ หรือแกลบดิบในอัตรา 1 ตันต่อไร่ โดยไถกลบวัสดุปรับปรุงดินเหล่านี้ให้ลึกกว่าปกติ&lt;br /&gt;
# ปลูกพืชทำลายชั้นดาน พืชหลายชนิดมีระบบรากที่แข็งแรง สามารถเติบโตไชชอนผ่านชั้นดานที่พืชทั่วไปไม่สามารถทำได้ พืชเหล่านี้ได้แก่ หญ้าบาเฮีย (bahiagrass) หญ้าแฝก (vetiver Grass)&lt;br /&gt;
# ควบคุมความชื้นดิน ชั้นดานในดินล่างจะแข็งจนกระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการแพร่กระจายของรากพืชก็ต่อเมื่อแห้งถึงระดับหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีความชื้นพอเหมาะรากพืชทั่วไปก็สามารถไชชอนเข้าไปในชั้นดานได้มากขึ้น ดังนั้น การรักษาความชื้นในดินชั้นดานให้พอเหมาะจึงสามารถลดผลกระทบของชั้นดานต่อการแพร่กระจายของรากพืชได้ระดับหนึ่ง การควบคุมความชื้นให้พอเหมาะนี้กระทำได้เฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานที่ดีเท่านั้น ซึ่งในกรณีเช่นนี้ปัญหาที่พืชจะขาดแคลนน้ำ โดยเหตุที่รากพืชถูกจำกัดด้วยชั้นดานก็มีปัญหาอยู่แล้ว การส่งเสริมให้รากพืชแพร่กระจายลงในชั้นดานโดยการควบคุมความชื้นของชั้นดานให้เหมาะสมจึงเป็นการส่งเสริมให้พืชได้ใช้ประโยชน์จากธาตุอาหารพืชในดินชั้นดานและใต้ดาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ดินมีความจุในการกักเก็บธาตุอาหารและความชื้นต่ำ''' &amp;lt;ref&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย. (2552). การปลูกมันสำปะหลังที่ดี. เข้าถึงได้จาก &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tapiocathai.org/pdf/Tapioca%20Plan/b_plow.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&amp;lt;/ref&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
พบมากในกลุ่มดินเนื้อหยาบ ได้แก่ ดินทราย ดินทรายปนดินร่วน ดินร่วนปนทราย และดินที่มีการปลูกมันสำปะหลังต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหรือดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ ทำให้ความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารต่ำมาก เมื่อมีการใส่ปุ๋ยเคมีลงไปทำให้เกิดการสูญเสียไปจากดินได้ง่าย ทำให้การตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยเคมีน้อย นอกจากนี้ดินทรายยังมีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ และเก็บน้ำไว้ไม่อยู่ง่ายต่อการขาดแคลนความชื้น ทำให้การเจริญเติบโตไม่ดีและให้ผลผลิตน้อยกว่าดินปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''วิธีการแก้ปัญหา''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ควรไถกลบตอซังและวัชพืชทุกครั้ง การปรับปรุงดินทำได้โดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์จำพวกปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่แกลบ เพื่อหวังผลในระยะยาวอย่างยั่งยืน &lt;br /&gt;
# การปรับปรุงดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปลูกพืชตระกูลถั่ว แล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารพืชและความสามารถในการอุ้มน้ำแก่ดินปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดินทำให้ดินมีการเกาะยึดตัวดีขึ้น&lt;br /&gt;
# การอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมปลูกพืชคลุมดินเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การใช้วัสดุคลุมดินเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำและรักษาความชื้นไว้ในดิน&lt;br /&gt;
# การจัดการน้ำที่เหมาะสมเพื่อให้การใช้น้ำเป็นไปอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เช่น การให้น้ำแบบหยด เป็นต้น หรือขุดสระเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงที่พืชขาดน้ำ&lt;br /&gt;
# การใช้ปุ๋ยเคมีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมากและมีปริมาณธาตุอาหารพืชไม่เพียงพอ ควรใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วยตามความเหมาะสมกับชนิดพืชที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมีที่ละลายช้าแบ่งใส่ครั้งละน้อยๆ เป็นระยะใส่ในขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสมและควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์หรือใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.jpg&amp;diff=865</id>
		<title>ไฟล์:การเตรียมดินเพื่อปลูกมันสำปะหลัง.jpg</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.jpg&amp;diff=865"/>
		<updated>2021-12-02T06:03:47Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;การเตรียมดินเพื่อปลูกมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81&amp;diff=845</id>
		<title>การเตรียมพื้นที่ปลูก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81&amp;diff=845"/>
		<updated>2021-11-24T10:27:55Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* อ้างอิง */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== '''การเตรียมดินที่เหมาะสมกับฤดูปลูก''' ==&lt;br /&gt;
'''1) ฤดูต้นฝน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเตรียมดินสำหรับการปลูกมันสำปะหลังในช่วงต้นฤดูฝนควรไถทั้งหมด 3 ครั้ง ได้แก่ การการไถดะในครั้งที่ 1 ไถพรวนหรือไถแปรในครั้งที่ 2 และไถเพื่อยกร่องในครั้งที่ 3 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการการไถดะเป็นการการไถพลิกหน้าดินครั้งแรกเพื่อกำจัดวัชพืช และตากดินให้แห้งโดยการใช้ผาล 3 หรือผาล 4 โดยไถลึกอย่างน้อย 30 เซนติเมตร แล้วทิ้งไว้ 7-14 วันเพื่อให้ซากพืชย่อยสลายและตากดินส่วนที่ไถขึ้นมา ควรไถดินในขณะที่มีความชื้นพอเหมาะไม่แฉะหรือแห้งเกินไป หากไถขณะที่ดินแฉะจะทำให้ดินจับตัวกันเป็นก้อนใหญ่ และเมื่อดินแห้งจะย่อยให้ละเอียดด้วยผาลพรวนได้ยาก หรือถ้าไถในขณะที่ดินแห้งเกินไปจะทำให้ไถได้ไม่ลึก ซึ่งจะพบปัญหานี้ในกลุ่มดินเนื้อละเอียด เช่น ดินเหนียว มากกว่าดินเนื้อหยาบและดินเนื้อปานกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการไถพรวนหรือไถแปรเป็นการไถครั้งที่ 2 เพื่อย่อยและคลุกเคล้า ดิน วัชพืช ฯลฯ ให้ลงไปในดิน โดยจะใช้จำนวนผาลมากขึ้น เช่น ผาล 6  ผาล 7 หรือผาลพรวนชนิดอื่น ๆ ควรทำขณะที่ดินไม่แฉะหรือแห้งเกินไป สามารถทำได้ในวันเดียวกับวันยกร่องปลูก แต่ไม่ควรเกิน 2-3 วัน เนื่องจากถ้ามีฝนตกหนักจะทำให้ยกร่องได้ยาก และวัชพืชอาจขึ้นอีกและอาจต้องมีการไถพรวนซ้ำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และการไถยกร่อง เป็นการจัดการพื้นที่ปลูกเพื่อให้สะดวกต่อการปลูกและช่วยระบายน้ำฝนเมื่อพื้นที่ปลูกมีฝนตกหนักเกินไป ควรยกร่องให้มีขนาดที่ไม่สูงหรือต่ำเกินไป ซึ่งขนาดที่เหมาะสดต่อการปลูกมันสำปะหลังที่สุดคือ ความสูงของร่องประมาณ 25-30 เซนติเมตร และความกว้างของฐานร่องประมาณ 90-100 เซนติเมตร และการยกร่องควรยกร่อนขวางทิศทางลาดชันจะทำให้ลดการกร่อนของดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2) ฤดูปลายฝน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเตรียมดินสำหรับการปลูกมันสำปะหลังในช่วงปลายฤดูฝนควรไถทั้งหมด 2 ครั้ง ได้แก่ การการไถดะในครั้งที่ 1 ไถพรวนหรือไถแปรในครั้งที่ 2 การไถดะการเตรียมดินสำหรับปลูกมันสำปะหลังในช่วงปลายฤดูฝนจะใช้ผาล 3 ไถ ขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม หากกินมีความชื้นมากเกินไปจะทำให้รถไม่สามารถเข้าไถให้พื้นที่ได้ การไถในรอบนี้จะเป็นการไถที่ช่วยเก็บกัดความชื้นไว้ในดินเพื่อรอการไถครั้งต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการไถพรวนหรือไถแปร ควรทำเมื่อพร้อมปลูกโดยปกติควรทำหลังการไถดะประมาณ 5-10 วัน หากเป็นดินร่วนทรายหรือดินทราย หลังจากการไถครั้งนี้สามารถปลูกได้เลยโดยปลูกแบบพื้นราบ ใช้วิธีขึงเชือกปลูก โดยไม่จำเป็นต้องยกร่องเพื่อประหยัดต้นทุนการเตรียมดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเตรียมดินตามชนิดเนื้อดิน''' ==&lt;br /&gt;
'''1) การจำแนกชนิดดินอย่างง่าย''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจำแนกเนื้อดิน เป็นการจำแนกองค์ประกอบเชิงกายภาพของดิน เนื่องจากดินในแต่ละสถานที่มีลักษณะแตกต่างกัน จำเป็นต้องเก็บตัวอย่างดินส่งห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์หาองค์ประกอบของดินว่าเป็นดินชนิดใด เพื่อจะได้วางแผนและจัดการพื้นที่ปลูกได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แต่สถาบันวิจัยพืชไร่ (2554) ได้แนะนำวิธีการตรวจสอบชนิดดินอย่างง่ายไว้โดยการปั่นดินเป็นเส้นเพื่อเปรียบเทียบดินชนิดต่าง ๆ ดังตาราง&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|+ตาราง '''เกณฑ์ในการพิจารณาเนื้อดินในแปลงปลูกอย่างง่าย'''&lt;br /&gt;
!ลักษณะดิน&lt;br /&gt;
!ปั้นเป็นเส้นยาว &lt;br /&gt;
(ซม.)&lt;br /&gt;
!เนื้อดิน&lt;br /&gt;
!เทียบเท่าเปอร์เซ็นต์ดินเหนียว (%)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายแยกเป็นเม็ด&lt;br /&gt;
|ปั้นเป็นเส้นไม่ได้&lt;br /&gt;
|ทราย&lt;br /&gt;
|0 – 5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายเป็นเม็ดและติดมือ&lt;br /&gt;
|0.5 – 1.5&lt;br /&gt;
|ทรายปนร่วน&lt;br /&gt;
|5 – 15&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายเกาะเป็นก้อนบ้าง&lt;br /&gt;
|1.5 – 2.5&lt;br /&gt;
|ร่วนปนทราย&lt;br /&gt;
|10 – 20&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|นุ่มลื่นมือ แน่น ไม่มีเม็ดทราย&lt;br /&gt;
|4.0 – 5.0&lt;br /&gt;
|ร่วนปนเหนียว&lt;br /&gt;
|25 – 40&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เหนียว หนัก ยืดมาก&lt;br /&gt;
|&amp;gt; 7.5&lt;br /&gt;
|เหนียว&lt;br /&gt;
|&amp;gt; 45&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อละเอียด ที่ประกอบไปด้วย ดินเหนียว ดินเหนียวปนทรายแป้ง ดินเหนียวปนทราย ดินร่วนเหนียว และดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง ในการเตรียมพื้นที่ต้องเตรียมขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม เนื่องจากความชื้นมีความสำคัญต่อการไถในดินชนิดนนี้ หากมีความชื้นมากเกินไป เช่น หลังฝนตกไม่ควรไถทันทีต้องรอให้ดินมีความชื้นลดลงก่อนจึงจะสามารถถะได้ ส่วนการไถพรวนสามารถทำได้หลังจากไถดะขณะที่มีความชื้นเหมาะสมเช่นกัน เพื่อทำให้ดินมีความร่วนซุย แต่หากไถขณะที่ดินที่แห้งเกินไปจะทำให้ดินแตกละเอียด แต่สามารถไถไว้ก่อนเพื่อรอฝนได้ และเมื่อฝนตกสามารถปลูกได้เลยโดยไม่ต้องยกร่องเป็นการลดค่าใช้จ่ายจากขั้นตอนการยกร่องไปอีกหนึ่งขั้นตอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อปานกลาง ที่ประกอบไปด้วย ดินร่วนเหนียวปนทราย ดินร่วน ดินร่วนปนทรายแป้ง และดินทรายแป้ง ดินชนิดนี้มีสมบัติการระบายน้ำได้ไม่เร็วหรือช้าเกินไปและมีการระบายอากาศได้ดี ดังนั้นในการเตรียมพื้นที่ต้องเตรียมขณะที่มีความชื้เหมาะสมโดยการไถ 2 ครั้ง คือ ไถดะและไถแปร ในการไถดะจะใช้ผาล 3 หรือ ผาล 4 ในการไถ โดยในการไถจะไถให้มีความลึกไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร ส่วนการไถครั้งที่ 2 เป็นการไถแปรจะไถหลังจากไถดะได้ทันทีหรือเว้นไว้ไม่เกิน 2-3 วัน และควรทำขณะที่ดินมีความชื้อเหมาะสมเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อหยาบ ที่ประกอบไปด้วย ดินทรายร่วน และดินร่วนปนทราย มีคุณสมบัติดีสามารถปลูกสำหรับการปลูกมันสำปะหลังได้ทั้งฤดูต้นฝนและปลายฝน ดังนั้นการเตรียมดินเพื่อปลูกเตรียมดินเหมือนกับการเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อปานกลางมีการไถดะและไถแปร แต่ต้องยกร่องก่อนปลูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปรับปรุงสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน''' ==&lt;br /&gt;
การปรับปรุงสมบัติของดินมีควาสำคัญต่อการผลิตมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก เนื่องจากดินในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่มักเสื่อมโทรมเพราะว่ามีการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่เดิมซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่องโดยไม่พักดินและยังขาดการบำรุงดินที่เหมาะสม นอกจากนี้การใช้เครื่องจักรกลหนักในการเตรียมดินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดินเสื่อมโทรม ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมดินและการเขตกรรมที่เหมาะสม ซึ่งปัญหาที่มักพบในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''1) ชั้นดานไถพรวน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การอัดตัวแน่นของดินเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญต่อการปลูกมันสำปะหลัง ที่มีสาเหตุมากจากการไถพรวนพื้นที่อย่างต่อเนื่องปีละหลาย ๆ ครั้ง เช่น การไถเตรียมดินก่อนการปลูกมันสำปะหลัง การไถเพื่อการยกร่อง หรือการไถเพื่อกำจัดวัชพืช ส่งผลให้เกิดชั้นดานไถพรวนขึ้นทำให้มีสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของของมันสำปะหลัง โดยทั่วไปมักพบที่ความลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร ซึ่งสามารถสังเกตได้จากเมื่อฝนตกใหม่ ๆ จะมีน้ำท่วมขังบริเวณผิวดิน ทำให้จำกัดการไหลซึมผ่านของน้ำและอากาศไปยังราก ส่งผลให้มันสำปะหลังมีขนาดหัวที่เล็ก และทำให้หัวมันสำปะหลังเน่าในช่วงฤดูฝน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีการแก้ปัญหา''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ไถระเบิดชั้นดานทำได้โดยการไถด้วยไถที่มีลักษณะพิเศษที่สามารถเจาะและทำให้ดินชั้นดานแตกกระจายได้ คือ ไถลึก (deep plowing) หรือไถทำลายดินดาน (subsoiling) ควรไถที่ระดับความลึกประมาณ 75 เซนติเมตร โดยระยะห่างรอยละ 50 เซนติเมตร การไถตัดดานจะให้ผลเต็มที่ก็ต่อเมื่อทำการไถขณะที่ดินมีชั้นดานค่อนข้างแห้ง ซึ่งจะทำให้ชั้นดานถูกทำลายโดยการเกิดรอยแตกแยกได้ง่าย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ใส่วัสดุปรับปรุงดินเพื่อทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้นไม่เกิดการอัดตัวแน่นได้ง่าย และรวมทั้งการป้องกันการสลายตัวของเม็ดดินที่มีอยู่แล้ว เช่น การใส่หินปูนบด หรือยิปซัม ฟอสโฟยิปซัมอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ หรือการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในรูปปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่แกลบ หรือแกลบดิบในอัตรา 1 ตันต่อไร่ โดยไถกลบวัสดุปรับปรุงดินเหล่านี้ให้ลึกกว่าปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ปลูกพืชทำลายชั้นดาน พืชหลายชนิดมีระบบรากที่แข็งแรง สามารถเติบโตไชชอนผ่านชั้นดานที่พืชทั่วไปไม่สามารถทำได้ พืชเหล่านี้ได้แก่ หญ้าบาเฮีย (bahiagrass) หญ้าแฝก (vetiver Grass)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ควบคุมความชื้นดิน ชั้นดานในดินล่างจะแข็งจนกระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการแพร่กระจายของรากพืชก็ต่อเมื่อแห้งถึงระดับหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีความชื้นพอเหมาะรากพืชทั่วไปก็สามารถไชชอนเข้าไปในชั้นดานได้มากขึ้น ดังนั้น การรักษาความชื้นในดินชั้นดานให้พอเหมาะจึงสามารถลดผลกระทบของชั้นดานต่อการแพร่กระจายของรากพืชได้ระดับหนึ่ง การควบคุมความชื้นให้พอเหมาะนี้กระทำได้เฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานที่ดีเท่านั้น ซึ่งในกรณีเช่นนี้ปัญหาที่พืชจะขาดแคลนน้ำ โดยเหตุที่รากพืชถูกจำกัดด้วยชั้นดานก็มีปัญหาอยู่แล้ว การส่งเสริมให้รากพืชแพร่กระจายลงในชั้นดานโดยการควบคุมความชื้นของชั้นดานให้เหมาะสมจึงเป็นการส่งเสริมให้พืชได้ใช้ประโยชน์จากธาตุอาหารพืชในดินชั้นดานและใต้ดาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2) ดินมีความจุในการกักเก็บธาตุอาหารและความชื้นต่ำ'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พบมากในกลุ่มดินเนื้อหยาบ ได้แก่ ดินทราย ดินทรายปนดินร่วน ดินร่วนปนทราย และดินที่มีการปลูกมันสำปะหลังต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหรือดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ ทำให้ความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารต่ำมาก เมื่อมีการใส่ปุ๋ยเคมีลงไปทำให้เกิดการสูญเสียไปจากดินได้ง่าย ทำให้การตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยเคมีน้อย นอกจากนี้ดินทรายยังมีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ และเก็บน้ำไว้ไม่อยู่ง่ายต่อการขาดแคลนความชื้น ทำให้การเจริญเติบโตไม่ดีและให้ผลผลิตน้อยกว่าดินปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีการแก้ปัญหา''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ควรไถกลบตอซังและวัชพืชทุกครั้ง การปรับปรุงดินทำได้โดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์จำพวกปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่ แกลบ เพื่อหวังผลในระยะยาวอย่างยั่งยืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การปรับปรุงดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปลูกพืชตระกูลถั่ว แล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารพืชและความสามารถในการอุ้มน้ำแก่ดินปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดินทำให้ดินมีการเกาะยึดตัวดีขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมปลูกพืชคลุมดินเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การใช้วัสดุคลุมดินเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำและรักษาความชื้นไว้ในดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การจัดการน้ำที่เหมาะสมเพื่อให้การใช้น้ำเป็นไปอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เช่น การให้น้ำแบบหยด เป็นต้น หรือขุดสระเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงที่พืชขาดน้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การใช้ปุ๋ยเคมีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมากและมีปริมาณธาตุอาหารพืชไม่เพียงพอ ควรใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วยตามความเหมาะสมกับชนิดพืชที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมีที่ละลายช้าแบ่งใส่ครั้งละน้อยๆ เป็นระยะใส่ในขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสมและควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์หรือใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อ้างอิง''' ==&lt;br /&gt;
กรมพัฒนาที่ดิน. (2563). สภาพการชะล้างพังทะลายของดินในประเทศไทย. กลุ่มวิจัยและพัฒนาการจัดการดินเสื่อมโทรม กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2556) เทคโนโลยี 52 สัปดาห์ มันสำปะหลัง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์:กรุงเทพฯ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย. (2552). การปลูกมันสำปะหลังที่ดี. เข้าถึงได้จาก &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tapiocathai.org/pdf/Tapioca%20Plan/b_plow.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=767</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=767"/>
		<updated>2021-11-19T08:28:23Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&amp;lt;ref&amp;gt;พรชัย เหลืองอาภาพงศ์ 2523 การป้องกันกำจัดวัชพืช ภาควิชาพืชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 164 หน้า &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&amp;lt;ref&amp;gt;สุชาดา ศรีเพ็ญ. 2525. การจำแนกวัชพืช. วิทยาการวัชพืช เอกสารวิชาการของสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย เล่ม 1 หน้า 11-13 &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds)''' เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# '''วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds)''' เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หญ้าแพรก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:4.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''กระถิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี[[ไฟล์:5.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ตีนตุ๊กแก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นตีนตุ๊กแก]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักโขมหนาม''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ุ6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักโขมหนาม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักบุ้งนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''มะระ'''                     ===&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:8.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักบุ้ง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เลื้อย มีมือเกาะเป็นเส้นยาวออกตรงข้ามใบ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกว้างและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเป็นรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:9.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นมะระ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''จิงจ้อเหลี่ยม''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:10.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นจิงจ้อเหลี่ยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''แตงโมป่า''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:11.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นแตงโมป่ะ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''พะดอเงียว''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:12.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นพะดอเงียว]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หนาดดอย''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:13.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหนาดดอย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''สาบแล้งสาบกา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:14.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นสาบแล้งสาบกา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&amp;lt;ref&amp;gt;พรชัย เหลืองอาภาพงศ์ 2523 การป้องกันกำจัดวัชพืช ภาควิชาพืชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 164 หน้า &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล''' เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก&lt;br /&gt;
# '''การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช''' เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides)''' หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
# '''ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides)''' หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&amp;lt;ref&amp;gt;อัมพร สุวรรณเมฆ มปป. สิ่งที่ต้องพิจารณาบางประการในการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เอกสารโรเนียว ภาควิชาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 7 หน้า &amp;lt;/ref&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''ประเภทใช้ทางใบ (foliar application)''' หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
#'''ประเภทใช้ทางดิน (soil application)''' หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81&amp;diff=766</id>
		<title>การจัดการน้ำในแปลงปลูก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81&amp;diff=766"/>
		<updated>2021-11-19T08:25:58Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* การให้น้ำใต้ดิน (Subirrigation) */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;=== '''ความต้องการน้ำของมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้ง แบ่งระยะการเจริญเติบโตออกเป็น 5 ระยะ คือ ระยะแตกตาอายุ 5-15 วัน ระยะสร้างเนื้อเยื่อใบและรากอายุ 16-90 วัน ระยะการเจริญทางต้นและใบอายุ 91-180 วัน ระยะสะสมอาหารที่หัวอายุ 181-300 วัน และระยะพักตัว อายุ 301-365 วัน แต่มีระยะเวลาที่ควรได้รับน้ำอย่างเพียงพอ คือ 150 วันหลังปลูก ได้แก่ ระยะแตกตาถึงระยะการเจริญทางต้นและใบ &amp;lt;ref&amp;gt;Alves, A., Panis, Y., Trancart, D., Regimbeau, J. M., Pocard, M., &amp;amp; Valleur, P. (2002). Factors associated with clinically significant anastomotic leakage after large bowel resection: multivariate analysis of 707 patients. ''World journal of surgery'', ''26''(4), 499-502.&amp;lt;/ref&amp;gt; เพื่อให้ต้นมันสำปะหลังเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช (Crop Coefficient; Kc) สำหรับมันสำปะหลังแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงของการเจริญเติบโต เมื่อมันสำปะหลังมีอายุ 0-60 (ระยะแตกตาถึงระยะสร้างเนื้อเยื่อใบและราก), 61-150 (ระยะสร้างเนื้อเยื่อใบและรากถึงระยะสะสมอาหารที่หัว) และ 151-210 (ระยะสะสมอาหารที่หัว) วันหลังปลูก มีค่า Kc เท่ากับ 0.3, 0.8 และ 0.3 และมีความต้องการน้ำเท่ากับ 1.8, 5.0 และ 1.8 มิลลิเมตรต่อวันตามลำดับ หรือประมาณ 760 มิลลิเมตร หรือ 1,274 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ตลอดระยะเวลาปลูก 365 วัน  ทั้งนี้มันสำปะหลังควรได้รับน้ำไม่น้อยกว่า 50 มิลลิเมตรต่อเดือน หรือ 500-600 มิลลิเมตรต่อปี เพื่อป้องกันไม่ให้หัวมันสำปะหลังหยุดการเจริญเติบโต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดการน้ำสำหรับมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปในการพิจารณาการให้น้ำแก่พืชเพื่อให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี จะต้องคำนึงถึง 5 ปัจจัย ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# สภาพแวดล้อมบริเวณที่ปลูก เช่น อุณหภูมิ เมื่ออุณภูมิสูงขึ้นจะเกิดการถ่ายเทความร้อนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ดินมีการระเหยน้ำจากดินขึ้นสู่บรรยากาศ สำหรับพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังควรมีอุณภูมิอากาศ 25-29 องศาเซลเซียส&lt;br /&gt;
# ชนิดของดินที่ต่างกันจะมีผลต่อความดูดซับน้ำของเนื้อดินได้ต่างกัน ทำให้รากพืชดูดน้ำไปใช้ได้ต่างกัน สำหรับมันสำปะหลังเหมาะสำหรับดินที่มีลักษณะเป็นดินร่วนถึงร่วนปนทราย มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศ&lt;br /&gt;
# ระยะการเจริญเติบโตของมันสำประหลังจะมีความต้องการน้ำมากในช่วง 5 เดือนแรกหลังปลูก หรือประมาณ 150 วันหลังปลูก โดยต้องการน้ำประมาณ 1,274 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อปี&lt;br /&gt;
# แหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตมันสำปะหลัง ซึ่งโดยทั่วไป 80 เปอร์เซ็นต์เป็นการผลิตโดยอาศัยน้ำฝน ส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นการผลิตโดยอาศัยน้ำฝนร่วมกับการจัดการน้ำระบบชลประทานรูปแบบต่าง ๆ เช่น ระบบน้ำหยด&lt;br /&gt;
# วิธีการสังเกตเมื่อมันสำปะหลังขาดน้ำ เมื่อมันสำปะหลังไม่สามารถดูดน้ำได้เพียงพอต่ออัตราการคายน้ำ จะทำให้พืชเริ่มแสดงอาการเหี่ยวเฉาอย่างถาวร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การจัดการน้ำสำหรับมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
สำหรับการปลูกมันสำปะหลังทั่วโลกประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นการปลูกโดยอาศัยน้ำฝน และส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นการปลูกโดยอาศัยน้ำฝนร่วมกับการจัดการน้ำชลประทาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการให้น้ำแบบน้ำหยด โดยเป็นการให้น้ำแก่มันสำปะหลังในช่วงที่ฝนไม่ตกเพื่อให้มันสำปะหลังได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ผลผลิตของมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นจากไม่ให้น้ำถึง 2 เท่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''การปลูกในเขตน้ำฝน''' มันสำปะหลังสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีหากปริมาณน้ำฝนสม่ำเสมอ หรือมีความชื้นที่เพียงพอต่อการงอกในระยะแรก สำหรับประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเกือบร้อยละ 50 ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั้งหมด พบว่า ปลูกมันสำปะหลังในช่วงเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับการปลูกมันสำปะหลังที่อาศัยน้ำฝน คือ ปริมาณน้ำที่จะได้รับจากฝนว่าเพียงพอหรือไม่ หรือหากได้รับน้ำฝนในปริมาณที่มากเกินไปมีการจัดการพื้นที่เพื่อระบายน้ำได้ดีไหม เพื่อลดอาการเน่าของผลผลิต แต่สำหรับประเทศไทยยังเจอปัญหาในช่วงแล้งที่ฝนไม่ตก คือ ส่งผลต่อการแตกตาและการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังกระทบไปยังผลผลิต อีกด้วย&lt;br /&gt;
# '''การปลูกในเขตชลประทาน''' การจัดการน้ำชลประทานเพื่อการปลูกมันสำปะหลังสามารถจัดการได้หลายรูปแบบทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ลักษณะภูมิประเทศ สมบัติของดิน ลักษณะพื้นที่ หรือการเตรียมดินเพื่อปลูก ตลอดจนแหล่งน้ำมีปริมาณมากน้อยเพียงใดที่จะนำมาให้แก่พืช&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;ธรรมนูญ แก้วคงคา. (2549). ''การให้น้ำชลประทานกับพืช: เอกสารวิชาการ''.  [ม.ป.ท.]: กรมวิชาการเกษตร สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ คือ การให้น้ำแบบเหนือผิวดิน การให้น้ำทางผิวดิน และการให้น้ำใต้ผิวดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''รูปแบบการให้น้ำสำหรับมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== '''การให้น้ำแบบเหนือผิวดิน''' ====&lt;br /&gt;
เป็นการให้น้ำในแปลงปลูกพืชที่มีพื้นที่มีความลาดเทมากและไม่สามารถปรับพื้นที่ให้มีความสม่ำเสมอ ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น การให้น้ำระบบฝนโปรย (sprinkler) หรือรูปแบบน้ำหยด เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำระบบฝนโปรย (sprinkler)''' เป็นการใช้ปั้มน้ำส่งน้ำผ่านท่อไปยังหัวสปริงเกอร์เพื่อฉีดพ่นขึ้นสู่อากาศ เหมาะสำหรับพื้นที่ที่พื้นที่มีความลาดเทมากและไม่สามารถปรับพื้นที่ให้มีความสม่ำเสมอได้ วิธีนี้จะทำให้น้ำกระจายสม่ำเสมอและเป็นไปอย่างช้า ๆ และใช้ได้กับทุกอัตราการซึมน้ำจากผิวดิน มีประสิทธิภาพการใช้น้ำ 70-85 เปอร์เซ็นต์ ช่วยลดการไหลบ่าของน้ำที่ชะล้างหน้าดิน แต่การให้น้ำวิธีนี้ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีลมแรงมาก เพราะลมจะพัดพาละอองน้ำบางส่วนออกไปจากพื้นที่ที่จะให้น้ำ&lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำรูปบน้ำหยด (Drip หรือ Trickle)''' เป็นการใช้ปั้มน้ำส่งน้ำผ่านท่อไปยังหัวน้ำหยดซึ่งน้ำจะหยดลงดิน ทำให้ดินบางส่วนภายใต้รัศมีทรงพุ่มของพืชได้รับน้ำ ซึ่งเหมาะสำหรับให้น้ำในแปลงมันสำปะหลังที่ปลูกในฤดูแล้งปลายฝน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; เป็นวิธีที่ประหยัดแรงงานในการให้น้ำ สามารถให้ปุ๋ยและสารเคมีพร้อม ๆ กับการให้น้ำได้ ลดปัญหาของโรคที่เกี่ยวเนื่องกับความเปียกชื้นและปัญหาวัชพืชในแปลง รวมทั้งมีประสิทธิภาพการใช้น้ำ 95-100 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;มนตรี ค้ำชู. (2538). ระบบให้น้ำในการเกษตรแบบทันสมัย. ''เมืองเกษตร'', 7(82), 75-77.&amp;lt;/ref&amp;gt; นอกจากนี้ ข้อดีของการให้น้ำแบบหยด คือ ให้น้ำปริมาณน้อย ให้ได้บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดน้ำและช่วยรักษาความชื้นในดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:K.chatchaisiri.jpg|thumb|'''ภาพ แสดงการให้น้ำแบบน้ำหยดในมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== '''การให้น้ำทางผิวดิน (surface)''' ====&lt;br /&gt;
เป็นรูปแบบการให้น้ำที่ขังไว้ หรือปล่อยไหลไปตามผิวดิน และซึมลงไปในดินตรงจุดที่น้ำนั้นขัง หรือตรงบริเวณที่น้ำไหลผ่าน การให้น้ำรูปแบบนี้มีประสิทธิภาพ 60-80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการให้น้ำผิวดินแบ่งได้ 2 ลักษณะด้วยกันคือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำท่วมผิวดินเป็นผืนใหญ่ (Flooding)''' เหมาะสำหรับพืชปลูกชิดกันโดยไม่ต้องการการไถพรวนหรือพืชที่ปลูกโดยการหว่านเมล็ด เช่น ข้าว ส่วนมันสำปะหลังไม่เหมาะกับการให้น้ำรูปแบบนี้เนื่องจากช่วงแรกของการปลูกกระแสของน้ำอาจพัดพาท่อนพันธุ์ออกจากบริเวณที่ปลูกได้ สามารถทำได้ในดินเกือบทุกชนิดที่ไม่สูงหรือไม่ต่ำเกินไป มีความลาดเทของพื้นที่ไม่เกิน 0.5% ในพืชทั่วไปและพื้นที่ลาดเทไม่เกิน 4% ในพืชลำต้นเตี้ยใกล้ดิน แต่ไม่ควรใช้วิธีนี้สำหรับพืชต้นเล็ก ซึ่งระยะสะสมอาหารที่หัวอายุ อาจจะได้รับความเสียหายระยะสะสมอาหารที่หัวอายุ ในขณะให้น้ำ และไม่เหมาะสมกับดินทรายเพราะว่าจะทำให้สูญเสียน้ำเนื่องจากการซึมในเขตรากพืชมาก นอกจากนี้ดินบางชนิดอาจแตกระแหงหลังจากการท่วมน้ำบนผิวดินแล้ว&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2556) เทคโนโลยี 52 สัปดาห์ มันสำปะหลัง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์:กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำตามร่อง (Contour Furrow)''' เหมาะสำหรับการปลูกพืชที่มีระยะห่าง มีการไถยกร่องและปลูกส่วนขยายพันธุ์ของพืชบนสันร่องเป็นแถว เช่น มันสำปะหลัง พื้นที่ปลูกควรมีความลาดเท 1 - 8% จะช่วยให้พืชได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ ข้อควรระวังคือ ร่องปลูกจะต้องไม่ยาวมากและมีการป้องกันร่องระบายน้ำอย่างดีเพื่อให้ระบายน้ำที่เหลือออกได้โดยไม่เกิดการกัดเซาะที่รุนแรง นอกจากนี้การใช้เครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตรในพื้นที่ปลูกอาจทำได้ลำบาก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== '''การให้น้ำใต้ดิน (Subirrigation)''' ====&lt;br /&gt;
เป็นการให้น้ำโดยการยกระดับน้ำใต้ดินให้ขึ้นมาอยู่ในระดับที่น้ำจะไหลซึมขึ้นมาสู่เขตรากพืชได้ จะทำให้น้ำบริเวณเขตรากพืชเกิดการเคลื่อนที่โดยแรงดึงดูดของช่องว่างภายในอนุภาคดิน จากที่ที่มีความชื้นไปยังบริเวณที่แห้ง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ การให้น้ำในคูและการฝั่งท่อน้ำไว้ใต้ดิน โดยความลึกของระดับน้ำใต้ดินขณะให้น้ำจะอยู่ระหว่าง 30-60 ซม. การให้น้ำรูปแบบนี้มีประสิทธิภาพ 30-50 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสมที่จะใช้กับดินที่มีเนื้อดินชนิดเดียวกัน แต่จำกัดใช้ได้กับพืชเพียงบางชนิดที่มีรากลึก หากพืชยืนต้นไม่เหมาะที่จะให้น้ำรูปแบบนี้ &amp;lt;ref&amp;gt;วิบูลย์ บุญยธโรกุล. (2526). ''หลักการชลประทาน''. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&amp;lt;references /&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81&amp;diff=761</id>
		<title>การจัดการน้ำในแปลงปลูก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81&amp;diff=761"/>
		<updated>2021-11-19T08:15:39Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* การให้น้ำทางผิวดิน (surface) */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;=== '''ความต้องการน้ำของมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้ง แบ่งระยะการเจริญเติบโตออกเป็น 5 ระยะ คือ ระยะแตกตาอายุ 5-15 วัน ระยะสร้างเนื้อเยื่อใบและรากอายุ 16-90 วัน ระยะการเจริญทางต้นและใบอายุ 91-180 วัน ระยะสะสมอาหารที่หัวอายุ 181-300 วัน และระยะพักตัว อายุ 301-365 วัน แต่มีระยะเวลาที่ควรได้รับน้ำอย่างเพียงพอ คือ 150 วันหลังปลูก ได้แก่ ระยะแตกตาถึงระยะการเจริญทางต้นและใบ &amp;lt;ref&amp;gt;Alves, A., Panis, Y., Trancart, D., Regimbeau, J. M., Pocard, M., &amp;amp; Valleur, P. (2002). Factors associated with clinically significant anastomotic leakage after large bowel resection: multivariate analysis of 707 patients. ''World journal of surgery'', ''26''(4), 499-502.&amp;lt;/ref&amp;gt; เพื่อให้ต้นมันสำปะหลังเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช (Crop Coefficient; Kc) สำหรับมันสำปะหลังแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงของการเจริญเติบโต เมื่อมันสำปะหลังมีอายุ 0-60 (ระยะแตกตาถึงระยะสร้างเนื้อเยื่อใบและราก), 61-150 (ระยะสร้างเนื้อเยื่อใบและรากถึงระยะสะสมอาหารที่หัว) และ 151-210 (ระยะสะสมอาหารที่หัว) วันหลังปลูก มีค่า Kc เท่ากับ 0.3, 0.8 และ 0.3 และมีความต้องการน้ำเท่ากับ 1.8, 5.0 และ 1.8 มิลลิเมตรต่อวันตามลำดับ หรือประมาณ 760 มิลลิเมตร หรือ 1,274 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ตลอดระยะเวลาปลูก 365 วัน  ทั้งนี้มันสำปะหลังควรได้รับน้ำไม่น้อยกว่า 50 มิลลิเมตรต่อเดือน หรือ 500-600 มิลลิเมตรต่อปี เพื่อป้องกันไม่ให้หัวมันสำปะหลังหยุดการเจริญเติบโต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดการน้ำสำหรับมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปในการพิจารณาการให้น้ำแก่พืชเพื่อให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี จะต้องคำนึงถึง 5 ปัจจัย ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# สภาพแวดล้อมบริเวณที่ปลูก เช่น อุณหภูมิ เมื่ออุณภูมิสูงขึ้นจะเกิดการถ่ายเทความร้อนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ดินมีการระเหยน้ำจากดินขึ้นสู่บรรยากาศ สำหรับพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังควรมีอุณภูมิอากาศ 25-29 องศาเซลเซียส&lt;br /&gt;
# ชนิดของดินที่ต่างกันจะมีผลต่อความดูดซับน้ำของเนื้อดินได้ต่างกัน ทำให้รากพืชดูดน้ำไปใช้ได้ต่างกัน สำหรับมันสำปะหลังเหมาะสำหรับดินที่มีลักษณะเป็นดินร่วนถึงร่วนปนทราย มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศ&lt;br /&gt;
# ระยะการเจริญเติบโตของมันสำประหลังจะมีความต้องการน้ำมากในช่วง 5 เดือนแรกหลังปลูก หรือประมาณ 150 วันหลังปลูก โดยต้องการน้ำประมาณ 1,274 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อปี&lt;br /&gt;
# แหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตมันสำปะหลัง ซึ่งโดยทั่วไป 80 เปอร์เซ็นต์เป็นการผลิตโดยอาศัยน้ำฝน ส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นการผลิตโดยอาศัยน้ำฝนร่วมกับการจัดการน้ำระบบชลประทานรูปแบบต่าง ๆ เช่น ระบบน้ำหยด&lt;br /&gt;
# วิธีการสังเกตเมื่อมันสำปะหลังขาดน้ำ เมื่อมันสำปะหลังไม่สามารถดูดน้ำได้เพียงพอต่ออัตราการคายน้ำ จะทำให้พืชเริ่มแสดงอาการเหี่ยวเฉาอย่างถาวร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การจัดการน้ำสำหรับมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
สำหรับการปลูกมันสำปะหลังทั่วโลกประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นการปลูกโดยอาศัยน้ำฝน และส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นการปลูกโดยอาศัยน้ำฝนร่วมกับการจัดการน้ำชลประทาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการให้น้ำแบบน้ำหยด โดยเป็นการให้น้ำแก่มันสำปะหลังในช่วงที่ฝนไม่ตกเพื่อให้มันสำปะหลังได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ผลผลิตของมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นจากไม่ให้น้ำถึง 2 เท่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''การปลูกในเขตน้ำฝน''' มันสำปะหลังสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีหากปริมาณน้ำฝนสม่ำเสมอ หรือมีความชื้นที่เพียงพอต่อการงอกในระยะแรก สำหรับประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเกือบร้อยละ 50 ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั้งหมด พบว่า ปลูกมันสำปะหลังในช่วงเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับการปลูกมันสำปะหลังที่อาศัยน้ำฝน คือ ปริมาณน้ำที่จะได้รับจากฝนว่าเพียงพอหรือไม่ หรือหากได้รับน้ำฝนในปริมาณที่มากเกินไปมีการจัดการพื้นที่เพื่อระบายน้ำได้ดีไหม เพื่อลดอาการเน่าของผลผลิต แต่สำหรับประเทศไทยยังเจอปัญหาในช่วงแล้งที่ฝนไม่ตก คือ ส่งผลต่อการแตกตาและการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังกระทบไปยังผลผลิต อีกด้วย&lt;br /&gt;
# '''การปลูกในเขตชลประทาน''' การจัดการน้ำชลประทานเพื่อการปลูกมันสำปะหลังสามารถจัดการได้หลายรูปแบบทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ลักษณะภูมิประเทศ สมบัติของดิน ลักษณะพื้นที่ หรือการเตรียมดินเพื่อปลูก ตลอดจนแหล่งน้ำมีปริมาณมากน้อยเพียงใดที่จะนำมาให้แก่พืช&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;ธรรมนูญ แก้วคงคา. (2549). ''การให้น้ำชลประทานกับพืช: เอกสารวิชาการ''.  [ม.ป.ท.]: กรมวิชาการเกษตร สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ คือ การให้น้ำแบบเหนือผิวดิน การให้น้ำทางผิวดิน และการให้น้ำใต้ผิวดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''รูปแบบการให้น้ำสำหรับมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== '''การให้น้ำแบบเหนือผิวดิน''' ====&lt;br /&gt;
เป็นการให้น้ำในแปลงปลูกพืชที่มีพื้นที่มีความลาดเทมากและไม่สามารถปรับพื้นที่ให้มีความสม่ำเสมอ ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น การให้น้ำระบบฝนโปรย (sprinkler) หรือรูปแบบน้ำหยด เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำระบบฝนโปรย (sprinkler)''' เป็นการใช้ปั้มน้ำส่งน้ำผ่านท่อไปยังหัวสปริงเกอร์เพื่อฉีดพ่นขึ้นสู่อากาศ เหมาะสำหรับพื้นที่ที่พื้นที่มีความลาดเทมากและไม่สามารถปรับพื้นที่ให้มีความสม่ำเสมอได้ วิธีนี้จะทำให้น้ำกระจายสม่ำเสมอและเป็นไปอย่างช้า ๆ และใช้ได้กับทุกอัตราการซึมน้ำจากผิวดิน มีประสิทธิภาพการใช้น้ำ 70-85 เปอร์เซ็นต์ ช่วยลดการไหลบ่าของน้ำที่ชะล้างหน้าดิน แต่การให้น้ำวิธีนี้ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีลมแรงมาก เพราะลมจะพัดพาละอองน้ำบางส่วนออกไปจากพื้นที่ที่จะให้น้ำ&lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำรูปบน้ำหยด (Drip หรือ Trickle)''' เป็นการใช้ปั้มน้ำส่งน้ำผ่านท่อไปยังหัวน้ำหยดซึ่งน้ำจะหยดลงดิน ทำให้ดินบางส่วนภายใต้รัศมีทรงพุ่มของพืชได้รับน้ำ ซึ่งเหมาะสำหรับให้น้ำในแปลงมันสำปะหลังที่ปลูกในฤดูแล้งปลายฝน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; เป็นวิธีที่ประหยัดแรงงานในการให้น้ำ สามารถให้ปุ๋ยและสารเคมีพร้อม ๆ กับการให้น้ำได้ ลดปัญหาของโรคที่เกี่ยวเนื่องกับความเปียกชื้นและปัญหาวัชพืชในแปลง รวมทั้งมีประสิทธิภาพการใช้น้ำ 95-100 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;มนตรี ค้ำชู. (2538). ระบบให้น้ำในการเกษตรแบบทันสมัย. ''เมืองเกษตร'', 7(82), 75-77.&amp;lt;/ref&amp;gt; นอกจากนี้ ข้อดีของการให้น้ำแบบหยด คือ ให้น้ำปริมาณน้อย ให้ได้บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดน้ำและช่วยรักษาความชื้นในดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:K.chatchaisiri.jpg|thumb|'''ภาพ แสดงการให้น้ำแบบน้ำหยดในมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== '''การให้น้ำทางผิวดิน (surface)''' ====&lt;br /&gt;
เป็นรูปแบบการให้น้ำที่ขังไว้ หรือปล่อยไหลไปตามผิวดิน และซึมลงไปในดินตรงจุดที่น้ำนั้นขัง หรือตรงบริเวณที่น้ำไหลผ่าน การให้น้ำรูปแบบนี้มีประสิทธิภาพ 60-80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการให้น้ำผิวดินแบ่งได้ 2 ลักษณะด้วยกันคือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำท่วมผิวดินเป็นผืนใหญ่ (Flooding)''' เหมาะสำหรับพืชปลูกชิดกันโดยไม่ต้องการการไถพรวนหรือพืชที่ปลูกโดยการหว่านเมล็ด เช่น ข้าว ส่วนมันสำปะหลังไม่เหมาะกับการให้น้ำรูปแบบนี้เนื่องจากช่วงแรกของการปลูกกระแสของน้ำอาจพัดพาท่อนพันธุ์ออกจากบริเวณที่ปลูกได้ สามารถทำได้ในดินเกือบทุกชนิดที่ไม่สูงหรือไม่ต่ำเกินไป มีความลาดเทของพื้นที่ไม่เกิน 0.5% ในพืชทั่วไปและพื้นที่ลาดเทไม่เกิน 4% ในพืชลำต้นเตี้ยใกล้ดิน แต่ไม่ควรใช้วิธีนี้สำหรับพืชต้นเล็ก ซึ่งระยะสะสมอาหารที่หัวอายุ อาจจะได้รับความเสียหายระยะสะสมอาหารที่หัวอายุ ในขณะให้น้ำ และไม่เหมาะสมกับดินทรายเพราะว่าจะทำให้สูญเสียน้ำเนื่องจากการซึมในเขตรากพืชมาก นอกจากนี้ดินบางชนิดอาจแตกระแหงหลังจากการท่วมน้ำบนผิวดินแล้ว&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2556) เทคโนโลยี 52 สัปดาห์ มันสำปะหลัง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์:กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำตามร่อง (Contour Furrow)''' เหมาะสำหรับการปลูกพืชที่มีระยะห่าง มีการไถยกร่องและปลูกส่วนขยายพันธุ์ของพืชบนสันร่องเป็นแถว เช่น มันสำปะหลัง พื้นที่ปลูกควรมีความลาดเท 1 - 8% จะช่วยให้พืชได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ ข้อควรระวังคือ ร่องปลูกจะต้องไม่ยาวมากและมีการป้องกันร่องระบายน้ำอย่างดีเพื่อให้ระบายน้ำที่เหลือออกได้โดยไม่เกิดการกัดเซาะที่รุนแรง นอกจากนี้การใช้เครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตรในพื้นที่ปลูกอาจทำได้ลำบาก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== '''การให้น้ำใต้ดิน (Subirrigation)''' ====&lt;br /&gt;
เป็นการให้น้ำโดยการยกระดับน้ำใต้ดินให้ขึ้นมาอยู่ในระดับที่น้ำจะไหลซึมขึ้นมาสู่เขตรากพืชได้ จะทำให้น้ำบริเวณเขตรากพืชเกิดการเคลื่อนที่โดยแรงดึงดูดของช่องว่างภายในอนุภาคดิน จากที่ที่มีความชื้นไปยังบริเวณที่แห้ง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ การให้น้ำในคูและการฝั่งท่อน้ำไว้ใต้ดิน โดยความลึกของระดับน้ำใต้ดินขณะให้น้ำจะอยู่ระหว่าง 30-60 ซม. การให้น้ำรูปแบบนี้มีประสิทธิภาพ 30-50 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสมที่จะใช้กับดินที่มีเนื้อดินชนิดเดียวกัน แต่จำกัดใช้ได้กับพืชเพียงบางชนิดที่มีรากลึก หากพืชยืนต้นไม่เหมาะที่จะให้น้ำรูปแบบนี้ &amp;lt;ref&amp;gt;วิบูลย์ บุญยธโรกุล. (2526). ''หลักการชลประทาน''. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&amp;lt;references /&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:K.chatchaisiri.jpg&amp;diff=757</id>
		<title>ไฟล์:K.chatchaisiri.jpg</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:K.chatchaisiri.jpg&amp;diff=757"/>
		<updated>2021-11-19T08:09:21Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;น้ำหยด&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81&amp;diff=752</id>
		<title>การจัดการน้ำในแปลงปลูก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81&amp;diff=752"/>
		<updated>2021-11-19T08:00:31Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* การให้น้ำใต้ดิน (Subirrigation) */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;=== '''ความต้องการน้ำของมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้ง แบ่งระยะการเจริญเติบโตออกเป็น 5 ระยะ คือ ระยะแตกตาอายุ 5-15 วัน ระยะสร้างเนื้อเยื่อใบและรากอายุ 16-90 วัน ระยะการเจริญทางต้นและใบอายุ 91-180 วัน ระยะสะสมอาหารที่หัวอายุ 181-300 วัน และระยะพักตัว อายุ 301-365 วัน แต่มีระยะเวลาที่ควรได้รับน้ำอย่างเพียงพอ คือ 150 วันหลังปลูก ได้แก่ ระยะแตกตาถึงระยะการเจริญทางต้นและใบ &amp;lt;ref&amp;gt;Alves, A., Panis, Y., Trancart, D., Regimbeau, J. M., Pocard, M., &amp;amp; Valleur, P. (2002). Factors associated with clinically significant anastomotic leakage after large bowel resection: multivariate analysis of 707 patients. ''World journal of surgery'', ''26''(4), 499-502.&amp;lt;/ref&amp;gt; เพื่อให้ต้นมันสำปะหลังเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช (Crop Coefficient; Kc) สำหรับมันสำปะหลังแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงของการเจริญเติบโต เมื่อมันสำปะหลังมีอายุ 0-60 (ระยะแตกตาถึงระยะสร้างเนื้อเยื่อใบและราก), 61-150 (ระยะสร้างเนื้อเยื่อใบและรากถึงระยะสะสมอาหารที่หัว) และ 151-210 (ระยะสะสมอาหารที่หัว) วันหลังปลูก มีค่า Kc เท่ากับ 0.3, 0.8 และ 0.3 และมีความต้องการน้ำเท่ากับ 1.8, 5.0 และ 1.8 มิลลิเมตรต่อวันตามลำดับ หรือประมาณ 760 มิลลิเมตร หรือ 1,274 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ตลอดระยะเวลาปลูก 365 วัน  ทั้งนี้มันสำปะหลังควรได้รับน้ำไม่น้อยกว่า 50 มิลลิเมตรต่อเดือน หรือ 500-600 มิลลิเมตรต่อปี เพื่อป้องกันไม่ให้หัวมันสำปะหลังหยุดการเจริญเติบโต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดการน้ำสำหรับมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปในการพิจารณาการให้น้ำแก่พืชเพื่อให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี จะต้องคำนึงถึง 5 ปัจจัย ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# สภาพแวดล้อมบริเวณที่ปลูก เช่น อุณหภูมิ เมื่ออุณภูมิสูงขึ้นจะเกิดการถ่ายเทความร้อนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ดินมีการระเหยน้ำจากดินขึ้นสู่บรรยากาศ สำหรับพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังควรมีอุณภูมิอากาศ 25-29 องศาเซลเซียส&lt;br /&gt;
# ชนิดของดินที่ต่างกันจะมีผลต่อความดูดซับน้ำของเนื้อดินได้ต่างกัน ทำให้รากพืชดูดน้ำไปใช้ได้ต่างกัน สำหรับมันสำปะหลังเหมาะสำหรับดินที่มีลักษณะเป็นดินร่วนถึงร่วนปนทราย มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศ&lt;br /&gt;
# ระยะการเจริญเติบโตของมันสำประหลังจะมีความต้องการน้ำมากในช่วง 5 เดือนแรกหลังปลูก หรือประมาณ 150 วันหลังปลูก โดยต้องการน้ำประมาณ 1,274 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อปี&lt;br /&gt;
# แหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตมันสำปะหลัง ซึ่งโดยทั่วไป 80 เปอร์เซ็นต์เป็นการผลิตโดยอาศัยน้ำฝน ส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นการผลิตโดยอาศัยน้ำฝนร่วมกับการจัดการน้ำระบบชลประทานรูปแบบต่าง ๆ เช่น ระบบน้ำหยด&lt;br /&gt;
# วิธีการสังเกตเมื่อมันสำปะหลังขาดน้ำ เมื่อมันสำปะหลังไม่สามารถดูดน้ำได้เพียงพอต่ออัตราการคายน้ำ จะทำให้พืชเริ่มแสดงอาการเหี่ยวเฉาอย่างถาวร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การจัดการน้ำสำหรับมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
สำหรับการปลูกมันสำปะหลังทั่วโลกประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นการปลูกโดยอาศัยน้ำฝน และส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นการปลูกโดยอาศัยน้ำฝนร่วมกับการจัดการน้ำชลประทาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการให้น้ำแบบน้ำหยด โดยเป็นการให้น้ำแก่มันสำปะหลังในช่วงที่ฝนไม่ตกเพื่อให้มันสำปะหลังได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ผลผลิตของมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นจากไม่ให้น้ำถึง 2 เท่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''การปลูกในเขตน้ำฝน''' มันสำปะหลังสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีหากปริมาณน้ำฝนสม่ำเสมอ หรือมีความชื้นที่เพียงพอต่อการงอกในระยะแรก สำหรับประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเกือบร้อยละ 50 ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั้งหมด พบว่า ปลูกมันสำปะหลังในช่วงเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับการปลูกมันสำปะหลังที่อาศัยน้ำฝน คือ ปริมาณน้ำที่จะได้รับจากฝนว่าเพียงพอหรือไม่ หรือหากได้รับน้ำฝนในปริมาณที่มากเกินไปมีการจัดการพื้นที่เพื่อระบายน้ำได้ดีไหม เพื่อลดอาการเน่าของผลผลิต แต่สำหรับประเทศไทยยังเจอปัญหาในช่วงแล้งที่ฝนไม่ตก คือ ส่งผลต่อการแตกตาและการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังกระทบไปยังผลผลิต อีกด้วย&lt;br /&gt;
# '''การปลูกในเขตชลประทาน''' การจัดการน้ำชลประทานเพื่อการปลูกมันสำปะหลังสามารถจัดการได้หลายรูปแบบทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ลักษณะภูมิประเทศ สมบัติของดิน ลักษณะพื้นที่ หรือการเตรียมดินเพื่อปลูก ตลอดจนแหล่งน้ำมีปริมาณมากน้อยเพียงใดที่จะนำมาให้แก่พืช&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;ธรรมนูญ แก้วคงคา. (2549). ''การให้น้ำชลประทานกับพืช: เอกสารวิชาการ''.  [ม.ป.ท.]: กรมวิชาการเกษตร สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ คือ การให้น้ำแบบเหนือผิวดิน การให้น้ำทางผิวดิน และการให้น้ำใต้ผิวดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''รูปแบบการให้น้ำสำหรับมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== '''การให้น้ำแบบเหนือผิวดิน''' ====&lt;br /&gt;
เป็นการให้น้ำในแปลงปลูกพืชที่มีพื้นที่มีความลาดเทมากและไม่สามารถปรับพื้นที่ให้มีความสม่ำเสมอ ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น การให้น้ำระบบฝนโปรย (sprinkler) หรือรูปแบบน้ำหยด เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำระบบฝนโปรย (sprinkler)''' เป็นการใช้ปั้มน้ำส่งน้ำผ่านท่อไปยังหัวสปริงเกอร์เพื่อฉีดพ่นขึ้นสู่อากาศ เหมาะสำหรับพื้นที่ที่พื้นที่มีความลาดเทมากและไม่สามารถปรับพื้นที่ให้มีความสม่ำเสมอได้ วิธีนี้จะทำให้น้ำกระจายสม่ำเสมอและเป็นไปอย่างช้า ๆ และใช้ได้กับทุกอัตราการซึมน้ำจากผิวดิน มีประสิทธิภาพการใช้น้ำ 70-85 เปอร์เซ็นต์ ช่วยลดการไหลบ่าของน้ำที่ชะล้างหน้าดิน แต่การให้น้ำวิธีนี้ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีลมแรงมาก เพราะลมจะพัดพาละอองน้ำบางส่วนออกไปจากพื้นที่ที่จะให้น้ำ &lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำรูปบน้ำหยด (Drip หรือ Trickle)''' เป็นการใช้ปั้มน้ำส่งน้ำผ่านท่อไปยังหัวน้ำหยดซึ่งน้ำจะหยดลงดิน ทำให้ดินบางส่วนภายใต้รัศมีทรงพุ่มของพืชได้รับน้ำ ซึ่งเหมาะสำหรับให้น้ำในแปลงมันสำปะหลังที่ปลูกในฤดูแล้งปลายฝน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; เป็นวิธีที่ประหยัดแรงงานในการให้น้ำ สามารถให้ปุ๋ยและสารเคมีพร้อม ๆ กับการให้น้ำได้ ลดปัญหาของโรคที่เกี่ยวเนื่องกับความเปียกชื้นและปัญหาวัชพืชในแปลง รวมทั้งมีประสิทธิภาพการใช้น้ำ 95-100 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;มนตรี ค้ำชู. (2538). ระบบให้น้ำในการเกษตรแบบทันสมัย. ''เมืองเกษตร'', 7(82), 75-77.&amp;lt;/ref&amp;gt; นอกจากนี้ ข้อดีของการให้น้ำแบบหยด คือ ให้น้ำปริมาณน้อย ให้ได้บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดน้ำและช่วยรักษาความชื้นในดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== '''การให้น้ำทางผิวดิน (surface)''' ====&lt;br /&gt;
เป็นรูปแบบการให้น้ำที่ขังไว้ หรือปล่อยไหลไปตามผิวดิน และซึมลงไปในดินตรงจุดที่น้ำนั้นขัง หรือตรงบริเวณที่น้ำไหลผ่าน การให้น้ำรูปแบบนี้มีประสิทธิภาพ 60-80 เปอร์เซ็นต์ (พงษ์ศักดิ์, 2548) ซึ่งการให้น้ำผิวดินแบ่งได้ 2 ลักษณะด้วยกันคือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำท่วมผิวดินเป็นผืนใหญ่ (Flooding)''' เหมาะสำหรับพืชปลูกชิดกันโดยไม่ต้องการการไถพรวนหรือพืชที่ปลูกโดยการหว่านเมล็ด เช่น ข้าว ส่วนมันสำปะหลังไม่เหมาะกับการให้น้ำรูปแบบนี้เนื่องจากช่วงแรกของการปลูกกระแสของน้ำอาจพัดพาท่อนพันธุ์ออกจากบริเวณที่ปลูกได้ สามารถทำได้ในดินเกือบทุกชนิดที่ไม่สูงหรือไม่ต่ำเกินไป มีความลาดเทของพื้นที่ไม่เกิน 0.5% ในพืชทั่วไปและพื้นที่ลาดเทไม่เกิน 4% ในพืชลำต้นเตี้ยใกล้ดิน แต่ไม่ควรใช้วิธีนี้สำหรับพืชต้นเล็ก ซึ่งระยะสะสมอาหารที่หัวอายุ อาจจะได้รับความเสียหายระยะสะสมอาหารที่หัวอายุ ในขณะให้น้ำ และไม่เหมาะสมกับดินทรายเพราะว่าจะทำให้สูญเสียน้ำเนื่องจากการซึมในเขตรากพืชมาก นอกจากนี้ดินบางชนิดอาจแตกระแหงหลังจากการท่วมน้ำบนผิวดินแล้ว (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2556)&lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำตามร่อง (Contour Furrow)''' เหมาะสำหรับการปลูกพืชที่มีระยะห่าง มีการไถยกร่องและปลูกส่วนขยายพันธุ์ของพืชบนสันร่องเป็นแถว เช่น มันสำปะหลัง พื้นที่ปลูกควรมีความลาดเท 1 - 8% จะช่วยให้พืชได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ ข้อควรระวังคือ ร่องปลูกจะต้องไม่ยาวมากและมีการป้องกันร่องระบายน้ำอย่างดีเพื่อให้ระบายน้ำที่เหลือออกได้โดยไม่เกิดการกัดเซาะที่รุนแรง นอกจากนี้การใช้เครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตรในพื้นที่ปลูกอาจทำได้ลำบาก (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== '''การให้น้ำใต้ดิน (Subirrigation)''' ====&lt;br /&gt;
เป็นการให้น้ำโดยการยกระดับน้ำใต้ดินให้ขึ้นมาอยู่ในระดับที่น้ำจะไหลซึมขึ้นมาสู่เขตรากพืชได้ จะทำให้น้ำบริเวณเขตรากพืชเกิดการเคลื่อนที่โดยแรงดึงดูดของช่องว่างภายในอนุภาคดิน จากที่ที่มีความชื้นไปยังบริเวณที่แห้ง (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2556) สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ การให้น้ำในคูและการฝั่งท่อน้ำไว้ใต้ดิน โดยความลึกของระดับน้ำใต้ดินขณะให้น้ำจะอยู่ระหว่าง 30-60 ซม. การให้น้ำรูปแบบนี้มีประสิทธิภาพ 30-50 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสมที่จะใช้กับดินที่มีเนื้อดินชนิดเดียวกัน แต่จำกัดใช้ได้กับพืชเพียงบางชนิดที่มีรากลึก หากพืชยืนต้นไม่เหมาะที่จะให้น้ำรูปแบบนี้ &amp;lt;ref&amp;gt;วิบูลย์ บุญยธโรกุล. (2526). ''หลักการชลประทาน''. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81&amp;diff=745</id>
		<title>การจัดการน้ำในแปลงปลูก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81&amp;diff=745"/>
		<updated>2021-11-19T07:45:01Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* ความต้องการน้ำของมันสำปะหลัง */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;=== '''ความต้องการน้ำของมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้ง แบ่งระยะการเจริญเติบโตออกเป็น 5 ระยะ คือ ระยะแตกตาอายุ 5-15 วัน ระยะสร้างเนื้อเยื่อใบและรากอายุ 16-90 วัน ระยะการเจริญทางต้นและใบอายุ 91-180 วัน ระยะสะสมอาหารที่หัวอายุ 181-300 วัน และระยะพักตัว อายุ 301-365 วัน แต่มีระยะเวลาที่ควรได้รับน้ำอย่างเพียงพอ คือ 150 วันหลังปลูก ได้แก่ ระยะแตกตาถึงระยะการเจริญทางต้นและใบ (Alves, 2002) เพื่อให้ต้นมันสำปะหลังเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี ค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช (Crop Coefficient; Kc) สำหรับมันสำปะหลังแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงของการเจริญเติบโต เมื่อมันสำปะหลังมีอายุ 0-60 (ระยะแตกตาถึงระยะสร้างเนื้อเยื่อใบและราก), 61-150 (ระยะสร้างเนื้อเยื่อใบและรากถึงระยะสะสมอาหารที่หัว) และ 151-210 (ระยะสะสมอาหารที่หัว) วันหลังปลูก มีค่า Kc เท่ากับ 0.3, 0.8 และ 0.3 และมีความต้องการน้ำเท่ากับ 1.8, 5.0 และ 1.8 มิลลิเมตรต่อวันตามลำดับ หรือประมาณ 760 มิลลิเมตร หรือ 1,274 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ตลอดระยะเวลาปลูก 365 วัน  ทั้งนี้มันสำปะหลังควรได้รับน้ำไม่น้อยกว่า 50 มิลลิเมตรต่อเดือน หรือ 500-600 มิลลิเมตรต่อปี เพื่อป้องกันไม่ให้หัวมันสำปะหลังหยุดการเจริญเติบโต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดการน้ำสำหรับมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปในการพิจารณาการให้น้ำแก่พืชเพื่อให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดี จะต้องคำนึงถึง 5 ปัจจัย ได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# สภาพแวดล้อมบริเวณที่ปลูก เช่น อุณหภูมิ เมื่ออุณภูมิสูงขึ้นจะเกิดการถ่ายเทความร้อนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ดินมีการระเหยน้ำจากดินขึ้นสู่บรรยากาศ สำหรับพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังควรมีอุณภูมิอากาศ 25-29 องศาเซลเซียส&lt;br /&gt;
# ชนิดของดินที่ต่างกันจะมีผลต่อความดูดซับน้ำของเนื้อดินได้ต่างกัน ทำให้รากพืชดูดน้ำไปใช้ได้ต่างกัน สำหรับมันสำปะหลังเหมาะสำหรับดินที่มีลักษณะเป็นดินร่วนถึงร่วนปนทราย มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศ&lt;br /&gt;
# ระยะการเจริญเติบโตของมันสำประหลังจะมีความต้องการน้ำมากในช่วง 5 เดือนแรกหลังปลูก หรือประมาณ 150 วันหลังปลูก โดยต้องการน้ำประมาณ 1,274 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อปี&lt;br /&gt;
# แหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตมันสำปะหลัง ซึ่งโดยทั่วไป 80 เปอร์เซ็นต์เป็นการผลิตโดยอาศัยน้ำฝน ส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นการผลิตโดยอาศัยน้ำฝนร่วมกับการจัดการน้ำระบบชลประทานรูปแบบต่าง ๆ เช่น ระบบน้ำหยด&lt;br /&gt;
# วิธีการสังเกตเมื่อมันสำปะหลังขาดน้ำ เมื่อมันสำปะหลังไม่สามารถดูดน้ำได้เพียงพอต่ออัตราการคายน้ำ จะทำให้พืชเริ่มแสดงอาการเหี่ยวเฉาอย่างถาวร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การจัดการน้ำสำหรับมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
สำหรับการปลูกมันสำปะหลังทั่วโลกประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นการปลูกโดยอาศัยน้ำฝน และส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นการปลูกโดยอาศัยน้ำฝนร่วมกับการจัดการน้ำชลประทาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการให้น้ำแบบน้ำหยด โดยเป็นการให้น้ำแก่มันสำปะหลังในช่วงที่ฝนไม่ตกเพื่อให้มันสำปะหลังได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ส่งผลให้ผลผลิตของมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นจากไม่ให้น้ำถึง 2 เท่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''การปลูกในเขตน้ำฝน''' มันสำปะหลังสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีหากปริมาณน้ำฝนสม่ำเสมอ หรือมีความชื้นที่เพียงพอต่อการงอกในระยะแรก สำหรับประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเกือบร้อยละ 50 ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั้งหมด พบว่า ปลูกมันสำปะหลังในช่วงเดือนเมษายน ถึง เดือนมิถุนายน โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับการปลูกมันสำปะหลังที่อาศัยน้ำฝน คือ ปริมาณน้ำที่จะได้รับจากฝนว่าเพียงพอหรือไม่ หรือหากได้รับน้ำฝนในปริมาณที่มากเกินไปมีการจัดการพื้นที่เพื่อระบายน้ำได้ดีไหม เพื่อลดอาการเน่าของผลผลิต แต่สำหรับประเทศไทยยังเจอปัญหาในช่วงแล้งที่ฝนไม่ตก คือ ส่งผลต่อการแตกตาและการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังกระทบไปยังผลผลิต อีกด้วย (Fao, 2013)&lt;br /&gt;
# '''การปลูกในเขตชลประทาน''' การจัดการน้ำชลประทานเพื่อการปลูกมันสำปะหลังสามารถจัดการได้หลายรูปแบบทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ลักษณะภูมิประเทศ สมบัติของดิน ลักษณะพื้นที่ หรือการเตรียมดินเพื่อปลูก ตลอดจนแหล่งน้ำมีปริมาณมากน้อยเพียงใดที่จะนำมาให้แก่พืช (ธรรมนูญ, 2549) ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ คือ การให้น้ำแบบเหนือผิวดิน การให้น้ำทางผิวดิน และการให้น้ำใต้ผิวดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''รูปแบบการให้น้ำสำหรับมันสำปะหลัง''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== '''การให้น้ำแบบเหนือผิวดิน''' ====&lt;br /&gt;
เป็นการให้น้ำในแปลงปลูกพืชที่มีพื้นที่มีความลาดเทมากและไม่สามารถปรับพื้นที่ให้มีความสม่ำเสมอ ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น การให้น้ำระบบฝนโปรย (sprinkler) หรือรูปแบบน้ำหยด เป็นต้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำระบบฝนโปรย (sprinkler)''' เป็นการใช้ปั้มน้ำส่งน้ำผ่านท่อไปยังหัวสปริงเกอร์เพื่อฉีดพ่นขึ้นสู่อากาศ เหมาะสำหรับพื้นที่ที่พื้นที่มีความลาดเทมากและไม่สามารถปรับพื้นที่ให้มีความสม่ำเสมอได้ วิธีนี้จะทำให้น้ำกระจายสม่ำเสมอและเป็นไปอย่างช้า ๆ และใช้ได้กับทุกอัตราการซึมน้ำจากผิวดิน มีประสิทธิภาพการใช้น้ำ 70-85 เปอร์เซ็นต์ ช่วยลดการไหลบ่าของน้ำที่ชะล้างหน้าดิน แต่การให้น้ำวิธีนี้ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีลมแรงมาก เพราะลมจะพัดพาละอองน้ำบางส่วนออกไปจากพื้นที่ที่จะให้น้ำ (กรมพัฒนาที่ดิน, 2525; สมเกียรติ, 2546; มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2556)&lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำรูปบน้ำหยด (Drip หรือ Trickle)''' เป็นการใช้ปั้มน้ำส่งน้ำผ่านท่อไปยังหัวน้ำหยดซึ่งน้ำจะหยดลงดิน ทำให้ดินบางส่วนภายใต้รัศมีทรงพุ่มของพืชได้รับน้ำ ซึ่งเหมาะสำหรับให้น้ำในแปลงมันสำปะหลังที่ปลูกในฤดูแล้งปลายฝน (ธรรมนูญ, 2549)  เป็นวิธีที่ประหยัดแรงงานในการให้น้ำ สามารถให้ปุ๋ยและสารเคมีพร้อม ๆ กับการให้น้ำได้ ลดปัญหาของโรคที่เกี่ยวเนื่องกับความเปียกชื้นและปัญหาวัชพืชในแปลง รวมทั้งมีประสิทธิภาพการใช้น้ำ 95-100 เปอร์เซ็นต์ (ธรรมนูญ, 2549; พงษ์ศักดิ์, 2548; มนตรี, 2554) นอกจากนี้ ข้อดีของการให้น้ำแบบหยด คือ ให้น้ำปริมาณน้อย ให้ได้บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดน้ำและช่วยรักษาความชื้นในดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช (Fao, 2013)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== '''การให้น้ำทางผิวดิน (surface)''' ====&lt;br /&gt;
เป็นรูปแบบการให้น้ำที่ขังไว้ หรือปล่อยไหลไปตามผิวดิน และซึมลงไปในดินตรงจุดที่น้ำนั้นขัง หรือตรงบริเวณที่น้ำไหลผ่าน การให้น้ำรูปแบบนี้มีประสิทธิภาพ 60-80 เปอร์เซ็นต์ (พงษ์ศักดิ์, 2548) ซึ่งการให้น้ำผิวดินแบ่งได้ 2 ลักษณะด้วยกันคือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำท่วมผิวดินเป็นผืนใหญ่ (Flooding)''' เหมาะสำหรับพืชปลูกชิดกันโดยไม่ต้องการการไถพรวนหรือพืชที่ปลูกโดยการหว่านเมล็ด เช่น ข้าว ส่วนมันสำปะหลังไม่เหมาะกับการให้น้ำรูปแบบนี้เนื่องจากช่วงแรกของการปลูกกระแสของน้ำอาจพัดพาท่อนพันธุ์ออกจากบริเวณที่ปลูกได้ สามารถทำได้ในดินเกือบทุกชนิดที่ไม่สูงหรือไม่ต่ำเกินไป มีความลาดเทของพื้นที่ไม่เกิน 0.5% ในพืชทั่วไปและพื้นที่ลาดเทไม่เกิน 4% ในพืชลำต้นเตี้ยใกล้ดิน แต่ไม่ควรใช้วิธีนี้สำหรับพืชต้นเล็ก ซึ่งระยะสะสมอาหารที่หัวอายุ อาจจะได้รับความเสียหายระยะสะสมอาหารที่หัวอายุ ในขณะให้น้ำ และไม่เหมาะสมกับดินทรายเพราะว่าจะทำให้สูญเสียน้ำเนื่องจากการซึมในเขตรากพืชมาก นอกจากนี้ดินบางชนิดอาจแตกระแหงหลังจากการท่วมน้ำบนผิวดินแล้ว (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2556)&lt;br /&gt;
# '''การให้น้ำตามร่อง (Contour Furrow)''' เหมาะสำหรับการปลูกพืชที่มีระยะห่าง มีการไถยกร่องและปลูกส่วนขยายพันธุ์ของพืชบนสันร่องเป็นแถว เช่น มันสำปะหลัง พื้นที่ปลูกควรมีความลาดเท 1 - 8% จะช่วยให้พืชได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ ข้อควรระวังคือ ร่องปลูกจะต้องไม่ยาวมากและมีการป้องกันร่องระบายน้ำอย่างดีเพื่อให้ระบายน้ำที่เหลือออกได้โดยไม่เกิดการกัดเซาะที่รุนแรง นอกจากนี้การใช้เครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตรในพื้นที่ปลูกอาจทำได้ลำบาก (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== '''การให้น้ำใต้ดิน (Subirrigation)''' ====&lt;br /&gt;
เป็นการให้น้ำโดยการยกระดับน้ำใต้ดินให้ขึ้นมาอยู่ในระดับที่น้ำจะไหลซึมขึ้นมาสู่เขตรากพืชได้ จะทำให้น้ำบริเวณเขตรากพืชเกิดการเคลื่อนที่โดยแรงดึงดูดของช่องว่างภายในอนุภาคดิน จากที่ที่มีความชื้นไปยังบริเวณที่แห้ง (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2556) สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ การให้น้ำในคูและการฝั่งท่อน้ำไว้ใต้ดิน โดยความลึกของระดับน้ำใต้ดินขณะให้น้ำจะอยู่ระหว่าง 30-60 ซม. การให้น้ำรูปแบบนี้มีประสิทธิภาพ 30-50 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสมที่จะใช้กับดินที่มีเนื้อดินชนิดเดียวกัน แต่จำกัดใช้ได้กับพืชเพียงบางชนิดที่มีรากลึก หากพืชยืนต้นไม่เหมาะที่จะให้น้ำรูปแบบนี้ (วิบูลย์, 2526)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=744</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=744"/>
		<updated>2021-11-19T07:42:54Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช[4] */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&amp;lt;ref&amp;gt;พรชัย เหลืองอาภาพงศ์ 2523 การป้องกันกำจัดวัชพืช ภาควิชาพืชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 164 หน้า &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&amp;lt;ref&amp;gt;สุชาดา ศรีเพ็ญ. 2525. การจำแนกวัชพืช. วิทยาการวัชพืช เอกสารวิชาการของสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย เล่ม 1 หน้า 11-13 &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หญ้าแพรก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:4.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''กระถิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี[[ไฟล์:5.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ตีนตุ๊กแก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นตีนตุ๊กแก]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักโขมหนาม''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ุ6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักโขมหนาม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักบุ้งนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''มะระ'''                     ===&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:8.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักบุ้ง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เลื้อย มีมือเกาะเป็นเส้นยาวออกตรงข้ามใบ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกว้างและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเป็นรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:9.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นมะระ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''จิงจ้อเหลี่ยม''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:10.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นจิงจ้อเหลี่ยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''แตงโมป่า''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:11.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นแตงโมป่ะ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''พะดอเงียว''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:12.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นพะดอเงียว]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หนาดดอย''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:13.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหนาดดอย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''สาบแล้งสาบกา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:14.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นสาบแล้งสาบกา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&amp;lt;ref&amp;gt;พรชัย เหลืองอาภาพงศ์ 2523 การป้องกันกำจัดวัชพืช ภาควิชาพืชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 164 หน้า &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
* การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
# ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&amp;lt;ref&amp;gt;อัมพร สุวรรณเมฆ มปป. สิ่งที่ต้องพิจารณาบางประการในการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เอกสารโรเนียว ภาควิชาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 7 หน้า &amp;lt;/ref&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
#ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=743</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=743"/>
		<updated>2021-11-19T07:42:11Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&amp;lt;ref&amp;gt;พรชัย เหลืองอาภาพงศ์ 2523 การป้องกันกำจัดวัชพืช ภาควิชาพืชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 164 หน้า &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&amp;lt;ref&amp;gt;สุชาดา ศรีเพ็ญ. 2525. การจำแนกวัชพืช. วิทยาการวัชพืช เอกสารวิชาการของสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย เล่ม 1 หน้า 11-13 &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หญ้าแพรก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:4.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''กระถิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี[[ไฟล์:5.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ตีนตุ๊กแก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นตีนตุ๊กแก]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักโขมหนาม''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ุ6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักโขมหนาม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักบุ้งนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''มะระ'''                     ===&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:8.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักบุ้ง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เลื้อย มีมือเกาะเป็นเส้นยาวออกตรงข้ามใบ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกว้างและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเป็นรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:9.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นมะระ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''จิงจ้อเหลี่ยม''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:10.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นจิงจ้อเหลี่ยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''แตงโมป่า''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:11.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นแตงโมป่ะ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''พะดอเงียว''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:12.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นพะดอเงียว]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หนาดดอย''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:13.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหนาดดอย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''สาบแล้งสาบกา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:14.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นสาบแล้งสาบกา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&amp;lt;ref&amp;gt;พรชัย เหลืองอาภาพงศ์ 2523 การป้องกันกำจัดวัชพืช ภาควิชาพืชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 164 หน้า &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
* การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
# ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&amp;lt;ref&amp;gt;อัมพร สุวรรณเมฆ มปป. สิ่งที่ต้องพิจารณาบางประการในการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เอกสารโรเนียว ภาควิชาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 7 หน้า &amp;lt;/ref&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ &lt;br /&gt;
1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
# ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=740</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=740"/>
		<updated>2021-11-19T07:30:16Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* หนาดดอย */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หญ้าแพรก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:4.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''กระถิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี[[ไฟล์:5.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ตีนตุ๊กแก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นตีนตุ๊กแก]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักโขมหนาม''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ุ6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักโขมหนาม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักบุ้งนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''มะระ'''                     ===&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:8.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักบุ้ง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เลื้อย มีมือเกาะเป็นเส้นยาวออกตรงข้ามใบ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกว้างและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเป็นรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:9.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นมะระ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''จิงจ้อเหลี่ยม''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:10.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นจิงจ้อเหลี่ยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''แตงโมป่า''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:11.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นแตงโมป่ะ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''พะดอเงียว''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:12.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นพะดอเงียว]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หนาดดอย''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:13.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหนาดดอย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''สาบแล้งสาบกา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:14.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นสาบแล้งสาบกา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
* การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
# ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
# ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=738</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=738"/>
		<updated>2021-11-19T07:23:15Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* สาบแล้งสาบกา */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หญ้าแพรก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:4.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''กระถิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี[[ไฟล์:5.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ตีนตุ๊กแก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นตีนตุ๊กแก]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักโขมหนาม''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ุ6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักโขมหนาม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักบุ้งนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''มะระ'''                     ===&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:8.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักบุ้ง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เลื้อย มีมือเกาะเป็นเส้นยาวออกตรงข้ามใบ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกว้างและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเป็นรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:9.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นมะระ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''จิงจ้อเหลี่ยม''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:10.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นจิงจ้อเหลี่ยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''แตงโมป่า''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:11.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นแตงโมป่ะ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''พะดอเงียว''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:12.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นพะดอเงียว]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หนาดดอย''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:13.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหนาดดอย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''สาบแล้งสาบกา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:14.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นสาบแล้งสาบกา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:14.png&amp;diff=737</id>
		<title>ไฟล์:14.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:14.png&amp;diff=737"/>
		<updated>2021-11-19T07:21:07Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;สาบแล้งสาบกา&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=735</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=735"/>
		<updated>2021-11-19T07:20:10Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* ผักบุ้งนา */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หญ้าแพรก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:4.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''กระถิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี[[ไฟล์:5.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ตีนตุ๊กแก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นตีนตุ๊กแก]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักโขมหนาม''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ุ6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักโขมหนาม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักบุ้งนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''มะระ'''                     ===&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:8.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักบุ้ง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เลื้อย มีมือเกาะเป็นเส้นยาวออกตรงข้ามใบ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกว้างและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเป็นรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:9.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นมะระ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''จิงจ้อเหลี่ยม''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:10.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นจิงจ้อเหลี่ยม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''แตงโมป่า''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:11.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นแตงโมป่ะ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''พะดอเงียว''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:12.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นพะดอเงียว]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หนาดดอย''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:13.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหนาดดอย]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''สาบแล้งสาบกา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:13.png&amp;diff=734</id>
		<title>ไฟล์:13.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:13.png&amp;diff=734"/>
		<updated>2021-11-19T07:18:25Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;หนาดดอย&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:12.png&amp;diff=733</id>
		<title>ไฟล์:12.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:12.png&amp;diff=733"/>
		<updated>2021-11-19T07:14:04Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;พะดอเงียว&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:11.png&amp;diff=732</id>
		<title>ไฟล์:11.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:11.png&amp;diff=732"/>
		<updated>2021-11-19T07:11:31Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;แตกโมป่า&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:10.png&amp;diff=731</id>
		<title>ไฟล์:10.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:10.png&amp;diff=731"/>
		<updated>2021-11-19T07:07:11Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;จิงจ้อเหลี่ยม&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:9.png&amp;diff=730</id>
		<title>ไฟล์:9.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:9.png&amp;diff=730"/>
		<updated>2021-11-19T07:04:09Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มะระ&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=728</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=728"/>
		<updated>2021-11-19T06:59:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* ตีนตุ๊กแก */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หญ้าแพรก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:4.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''กระถิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี[[ไฟล์:5.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ตีนตุ๊กแก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นตีนตุ๊กแก]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักโขมหนาม''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ุ6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักโขมหนาม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักบุ้งนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:8.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักบุ้ง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=727</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=727"/>
		<updated>2021-11-19T06:58:43Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* ตีนตุ๊กแก */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หญ้าแพรก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:4.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''กระถิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:5.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ตีนตุ๊กแก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นตีนตุ๊กแก]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักโขมหนาม''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ุ6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักโขมหนาม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักบุ้งนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:8.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักบุ้ง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:8.png&amp;diff=726</id>
		<title>ไฟล์:8.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:8.png&amp;diff=726"/>
		<updated>2021-11-19T06:58:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ผักบุ้ง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%B86.png&amp;diff=725</id>
		<title>ไฟล์:ุ6.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%B86.png&amp;diff=725"/>
		<updated>2021-11-19T06:55:47Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ผักโขมหนาม&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=724</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=724"/>
		<updated>2021-11-19T06:51:17Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* กระถิน */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หญ้าแพรก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:4.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''กระถิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:5.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ตีนตุ๊กแก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:6.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นตีนตุ๊กแก]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''7. ผักโขมหนาม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                                         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''8. ผักบุ้งนา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:6.png&amp;diff=722</id>
		<title>ไฟล์:6.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:6.png&amp;diff=722"/>
		<updated>2021-11-19T06:50:38Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ตีนตุ๊กแก&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=721</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=721"/>
		<updated>2021-11-19T06:48:02Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* กระถิน */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หญ้าแพรก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:4.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''กระถิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:5.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''6. ตีนตุ๊กแก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''7. ผักโขมหนาม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                                         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''8. ผักบุ้งนา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=720</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=720"/>
		<updated>2021-11-19T06:47:47Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หญ้าแพรก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:4.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''กระถิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:5.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''6. ตีนตุ๊กแก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''7. ผักโขมหนาม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                                         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''8. ผักบุ้งนา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:5.png&amp;diff=719</id>
		<title>ไฟล์:5.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:5.png&amp;diff=719"/>
		<updated>2021-11-19T06:47:18Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;กระถิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=716</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=716"/>
		<updated>2021-11-19T06:45:12Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หญ้าแพรก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:4.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''5. กระถิน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''6. ตีนตุ๊กแก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''7. ผักโขมหนาม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                                         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''8. ผักบุ้งนา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=715</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=715"/>
		<updated>2021-11-19T06:44:50Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''หญ้าแพรก''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:4.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นหญ้าแพรก]]&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''5. กระถิน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''6. ตีนตุ๊กแก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''7. ผักโขมหนาม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                                         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''8. ผักบุ้งนา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:4.png&amp;diff=713</id>
		<title>ไฟล์:4.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:4.png&amp;diff=713"/>
		<updated>2021-11-19T06:43:45Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;หญ้าแพรก&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=711</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=711"/>
		<updated>2021-11-19T06:41:09Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. หญ้าแพรก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''5. กระถิน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''6. ตีนตุ๊กแก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''7. ผักโขมหนาม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                                         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''8. ผักบุ้งนา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:3.png&amp;diff=710</id>
		<title>ไฟล์:3.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:3.png&amp;diff=710"/>
		<updated>2021-11-19T06:40:39Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ภาพ แสดงลักษณะของต้นผักเบี้ยหิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=709</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=709"/>
		<updated>2021-11-19T06:39:51Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. หญ้าแพรก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''5. กระถิน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''6. ตีนตุ๊กแก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''7. ผักโขมหนาม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                                         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''8. ผักบุ้งนา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=707</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=707"/>
		<updated>2021-11-19T06:39:06Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. หญ้าแพรก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''5. กระถิน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''6. ตีนตุ๊กแก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''7. ผักโขมหนาม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                                         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''8. ผักบุ้งนา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=706</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=706"/>
		<updated>2021-11-19T06:38:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ผักเบี้ยหิน''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn.&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:3.png|thumb]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. หญ้าแพรก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''5. กระถิน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''6. ตีนตุ๊กแก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''7. ผักโขมหนาม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                                         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''8. ผักบุ้งนา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:3.png&amp;diff=703</id>
		<title>ไฟล์:3.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:3.png&amp;diff=703"/>
		<updated>2021-11-19T06:35:41Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ผักเบี้ยหิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=701</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=701"/>
		<updated>2021-11-19T06:34:35Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''3. ผักเบี้ยหิน'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. หญ้าแพรก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''5. กระถิน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''6. ตีนตุ๊กแก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''7. ผักโขมหนาม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                                         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''8. ผักบุ้งนา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=700</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=700"/>
		<updated>2021-11-19T06:34:03Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''3. ผักเบี้ยหิน'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. หญ้าแพรก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''5. กระถิน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''6. ตีนตุ๊กแก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''7. ผักโขมหนาม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                                         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''8. ผักบุ้งนา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=698</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=698"/>
		<updated>2021-11-19T06:33:26Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''1. ปอวัชพืช''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''2. ถั่วลิสงนา''' ===&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:2.png|thumb|ภาพ แสดงลักษณะของต้นถั่วลิงสงนา]]&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''3. ผักเบี้ยหิน'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. หญ้าแพรก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''5. กระถิน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''6. ตีนตุ๊กแก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''7. ผักโขมหนาม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                                         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''8. ผักบุ้งนา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:2.png&amp;diff=697</id>
		<title>ไฟล์:2.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:2.png&amp;diff=697"/>
		<updated>2021-11-19T06:32:17Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ภาพลักษณะของต้นถั่วลิสงนา&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=695</id>
		<title>การจำแนกและการจัดการวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=695"/>
		<updated>2021-11-19T06:29:26Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมัน...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;วัชพืช (Weeds) เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญต่อพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมันสำปะหลังมีอายุการปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 8-12 เดือน ดังนั้นระหว่างการเจริญเติบโตจนให้ผลผลิตที่ใช้ระยะเวลานานทำให้วัชพืชมีบทบาทสำคัญต่อการแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโต เช่น ธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และอากาศ เป็นต้น ของมันสำปะหลัง ส่งผลให้มันสำปะหลังมีผลผลิตที่ลดลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืช (Weed classification)''' ==&lt;br /&gt;
วัชพืชมีจำนวนหลากหลายชนิดมากจึงสามารถจำแนกออกได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลายประเภท เช่น จำแนกตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (botany) จำแนกสัณฐานวิทยา (morphology) ชีพจำแนกพจักร (life cycle) หรือจำแนกถิ่นที่อยู่อาศัย (habitat) แต่การจำแนกวัชพืชโดยสัณฐานวิทยา (morphology) ที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะช่วยให้สามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
การจำแนกชนิดของวัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะจำแนกโดยทั่วไปจะใช้ลักษณะสัณฐานวิทยา (morphology) เนื่องจากจะทำให้สามารถทราบว่าวัชพืชที่พบในแปลงเป็นวัชพืชในกลุ่มใด เพื่อส่งผลสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการวัชพืชได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีของการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ซึ่งการจำแนกวัชพืชที่ใช้ลักษณะสัณฐานวิทยาสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบกว้าง (broadleaved weeds) เป็นวัชพืชที่มีใบเลี้ยงคู่ (dicotyledon) มีลักษณะใบแผ่นกว้างเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบจัดเรียงเป็นร่างแห หรือตาข่าย ลําต้นมีกิ่งก้านสาขามากมาย ส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด การเจริญเติบโตของวัชพืชใบกว้างส่วนใหญ่จะอยู่ที่ปลายยอดหรือซอกกิ่ง&lt;br /&gt;
# วัชพืชใบแคบ (narrowleaved weeds) เป็นวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (monocotyledon) มีลักษณะใบแคบเมื่อเทียบกับความยาวใบ เส้นใบขนานกับก้านใบส่วนใหญ่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ส่วนของราก หรือส่วนลำต้น วัชพืชใบแคบจำแนกได้ 2 จำพวก คือ จำพวกหญ้า (grasses) ลำต้นมีลักษณะกลมและมีข้อ (node) และปล้อง (internode) มีจุดเจริญอยู่ใต้ดินและตามข้อ และจำพวกกก (sedges) จะมีลักษณะที่สำคัญที่แตกต่างจากจำพวกหญ้าคือ ลำต้นไม่มีข้อและปล้องและลำต้นมักเป็นเหลี่ยม โดยมากมักมีชื่อเรียกขึ้นต้นว่ากก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''วัชพืชที่พบในแปลงปลูกมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
'''1. ปอวัชพืช'''&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:1.png|thumb|ภาพแสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Corchorus aestuans'' L'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' east indian jew´s-mallow&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านมากสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นไร่ ใบใหญ่คล้ายปอกระเจา ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. ถั่วลิสงนา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Alysicarpus vaginalis'' (L.) DC.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' alyce clover&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียวหรือข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวหรือข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นเล็กแผ่ราบไปตามผิวดิน ระบบรากแบบหยั่งลึก ใบเป็นใบเดียวกลมป้อมคล้ายใบถั่วลิงสง ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดมีสีม่วงปนแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''3. ผักเบี้ยหิน'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Trianthema portulacastrum'' Linn. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' house purslane&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นแผ่แนบไปตามพื้น ใบและลำต้นอวบน้ำ กิ่งก้านโปร่งมีขนละเอียด ออกดอกได้ตลอดปี ผลมีลักษณะเป็นฝักอยู่ติดตามซอกใบ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดงอกได้ในสภาพดินแห้งและชื้น เจริญเติบโตได้ในสภาพแห้งไม่ชอบสภาพน้ำขัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. หญ้าแพรก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Cynodon dactylon'' (L.) Pers.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' bermuda grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นทอดนาบกับพื้นดิน และยกสูงขึ้นได้ประมาณ 30 เซนติเมตร ใบแหลมเล็กแคบและเรียว ผิวใบเกลี้ยง ลิ้นใบเป็นแผ่นบาง ช่อดอกมี 3-7 ช่อดอกย่อยซี่งอยู่ติดกัน ตรงปลายโคนก้านเรียงเป็นวงรอบข้อ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือไหล เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแห้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''5. กระถิน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Xyris indica'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Tall yellow-eyed grass&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะลำต้นตั้งตรงสูงประมาณ 30 เซนติเมตร เจริญเติบโตเป็นกอ ใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ คล้ายใบหญ้าแต่อ่อนกว่า ที่ส่วนโคนของใบจะแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น  ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยว ๆ มีกลีบประดับสีน้ำตาลซ้อนกันแน่นห่อหุ้มดอก ดอกมีสีเหลืองสด มีกลีบดอก 3 กลีบ กลีบดอกจะเหี่ยวง่าย ทยอยบานจากโคนช่อดอกไปทางปลายช่อดอก ออกดอกในฤดูหนาว ผลเป็นชนิดแคปซูล แบ่งเป็น 3 ซีก ถูกห่อหุ้มด้วยกลีบดอกที่แห้งติดอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''6. ตีนตุ๊กแก'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Tridax procumbens'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Coat Buttons/Tridax/Wild Daisy&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นมีขนทอดนอนตามพื้นดิน ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันปลายใบแหลม ขอบใบหยักมน ผิวใบทั้งสองด้านมีขน แต่ผิวใบด้านล่างมีหนาแน่นกว่า ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ ก้านดอกสั้นหรือไม่มีก้านดอก ผลเป็นรูปหอก 2 อันประกบกัน กว้าง 1-3 เซนติเมตร ด้านข้างของผลมีจะงอยเล็กน้อย ผิวมีขน มีกลีบเลี้ยงหุ้มผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''7. ผักโขมหนาม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                                         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Amaranthus spinosus'' Linn'''.'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Spiny amaranth&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งมากรอบตัวต้นสูงประมาณ 30–110 เซนติเมตร มีหนามแหลมตามข้อ ใบมีอ่อนจะมีขนปกคลุมเล็กน้อย เป็นใบเดียวรูปหอก เรียงสลับปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกเป็นดอกช่อบริเวณซอกใบ ปลายกิ่ง หรือข้อข้างลำต้น เมล็ดมีขนาดเล็กสีดำหรือสีน้ำตาลเป็นมันเงา ทรงกลม ตรงกลางทั้งสองด้านนูนขนาดเล็กประมาณ 0.05 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''8. ผักบุ้งนา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ipomoea aquatica'' Forsk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Swamp morning glory&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีที่มีลักษณะลำต้นกลมเป็นเถาเลื้อยยาวหลายเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและลำต้นทั้งลำต้นและใบเมื่อตัดแล้วจะมียางสีขาว ลำต้นกลวงลอยน้ำได้ จึงสามารถอยู่ได้ในสภาพระดับน้ำลึกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                                                                                          &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''9. มะระ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Momordica charantia'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Balsam pear, Bitter cucumber, Leprosy gourd.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไมเลื้อย มีมือเกาะเปนเสนยาวออกตรงขามใบ ใบเปนใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปฝามือกวางและยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้าเป็นแฉก ออกดอกเปนดอกเดี่ยวบริเวณซอกใบ มีกลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเปนรูปรีหัวท้ายแหลมผิวขรุขระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''10. จิงจ้อเหลี่ยม'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Operculina turpethum'' (L.) S. Manso&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถายาว 1–2 เมตร มีขนยาวหนาแน่นตามลำต้น แผ่นใบด้านล่าง ใบประดับ ใบประดับย่อย และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบรูปหัวใจ ออกดอกเป็นช่อกระจุกเป็นรูปแตร สีม่วงหรือชมพูแน่นบริเวณบนวงใบประดับ เมล็ดมีขนสั้นนุ่มยาว 3–4 มิลลิเมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''11. แตงโมป่า'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Gymnopetalum integrifolim'' Kurz.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ: -'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวที่มีลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำเถาอวบน้ำ และสากมีขนสีขาวสั้นตั้งตรงเกาะติดหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียนและมีหนวดที่โคนก้านใบ ใบรูปไข่เกือบกลม 5 เหลี่ยม ปลายแหลม ขอบหยักบิดเป็นคลื่น ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณที่ซอกใบ ดอกสีขาวกลีบดอกส่วนโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดส่วนปลายแยกเป็นกลีบ 4 - 5 กลีบ ผลเป็นทรงกลมโต ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว มีริ้วสีขาวจาง ๆ ผลสุกนั้นจะมีสีแดงภายในมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดทรงกลมรีแบนมีเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นเมือกใสสีเขียวเข้มเกือบดำ เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสีเขียวเข้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''12. พะดอเงียว'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' syn. ''Andropogon annul''atus Forssk.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Hindi grass, sheda grass, two flowered golden beard&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุข้ามปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุข้ามปีมีลักษณะเป็นกอสูง 90 - 115 ใบเรียวยาวไปที่ปลายใบ หน้าใบมีขนละเอียดจำนวนมาก ส่วนหลังใบมีขนน้อยกว่าหน้าใบ ข้อต่อกาบใบมีเยื่อกันน้ำหรือลิ้นใบ (ligule) ลักษณะเป็นแผ่นสีขาวปลาย ช่อดอกมี 2 - 3 raceme เรียงตัวอยู่บนจุดเดียวกันคล้ายรูปนิ้วมือ (digitate) หรือ subdigitate แต่ละดอกย่อยยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เปลือกหุ้มเมล็ดมีขนละเอียดสีขาวและมีหางยาวประมาณ 1.7 - 2.1 เซนติเมตร ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหน่อพันธุ์อายุน้อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''13. หนาดดอย'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Laggera pterodonta'' (DC.) Sch.Bip. ex Oliv.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Conyza ctenoptera Kunth, Laggera pterodonta&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท/ชีพจักร:''' ใบแคบ/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นตั้งตรงความสูงของต้นได้ถึง 2 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นสันสี่เหลี่ยมแผ่เป็นปีกบาง ๆ สีเขียว มีขนละเอียด ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับแผ่นใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวหม่นถึงสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียว ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นแยกแขนงหรือเชิงหลั่นบริเวณซอกใบ มีชั้นใบประดับ กลีบดอกเป็นสีม่วงเข้ม เชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ผลเป็นรูปเส้นยาว ขอบเป็นสัน ไม่แตก และมีขนละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''14. สาบแล้งสาบกา'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|} &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์:''' ''Ageratum conyzoides'' L.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ:''' Goat weed&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประเภท:''' ใบกว้าง/อายุปีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะ:''' เป็นวัชพืชอายุปีเดียวมีลักษณะลำต้นเรียวยาวมีขนสีขาวสูง 24-30 เซนติเมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับออกตรงข้ามคล้ายรูปไข่แกมรูปหัวใจผิวใบทั้ง 2 ด้านมีขน ขอบใบหยักมนหรือแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นออกเป็นช่อเชิงหลั่นประกอบด้วย 5-15 ช่อย่อยผล ผลแห้ง เมล็ดรูปขนานสีดำยาว 1.5-1.7 มิลลิเมตร        &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การจัดการวัชพืชในแปลงปลูกมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจัดการวัชพืช (weed management) เป็นการบูรณาการระหว่างการป้องกัน การควบคุมและการกำจัดมาใช้ร่วมกัน แต่จะใช้วิธีการมากกว่าหรือน้อยกว่ากันใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของปัญหา แต่โดยทั่วไปการจัดการจะเน้นไปที่การแก้ปัญหามากกว่าการป้องกัน ที่เรียกโดยทั่วไปว่า การควบคุมกำจัด ซึ่งการควบคุมกำจัดวัชพืชสามารถทำได้หลายวิธีโดยต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและสามารถแบ่งออกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. การป้องกันกำจัดโดยวิธีกล เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้แรงงานคนถากหญ้า หรือใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กเข้ากำจัดวัชพืชในร่องขณะที่ต้นมันสำปะหลังยังเล็ก หรือช่วงมันสำปะหลังมีอายุ 4 เดือนแรกหลังปลูก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. การป้องกันกำจัดโดยการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นวิธีกำจัดวัชพืชโดยการใช้สารกำจัดวัชพืช (herbicide) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดวัชพืชที่ส่งผลให้วัชพืชยับยั้งการเจริญเติบโตหรือตายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1 แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบคุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.1 ประเภทเลือกทำลาย (selective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชอีกบางชนิด สามารถควบคุมกำจัดวัชพืชได้บางชนิด โดยไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอันตรายเพียงเล็กน้อยต่อต้นมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1.2 ประเภทไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicides) หมายถึง สารเคมีที่มีฤทธิ์ในการควบคุมกำจัดพืชหรือวัชพืชทุกชนิด หากฉีดพ่นในการปลูกมันสำปะหลังต้องระมัดระวังอันตรายที่จะส่งผลต่อความเสียหายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2 แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.1 ประเภทใช้ทางใบ (foliar application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้อีก คือ 1) ประเภทสัมผัสตาย (contact herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่มีความสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สารไปสัมผัสเท่านั้นโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายของสารไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพืช 2) ประเภทดูดซึม (systemic หรือ translocated herbicides) คือ สารกำจัดวัชพืชที่เมื่อเข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนอื่นของพืชได้ โดยจะเคลื่อนย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะแสดงผลในการทำลายในจุดต่าง ๆ ที่สารประเภทนี้เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.2.2 ประเภทใช้ทางดิน (soil application) หมายถึง สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นพื้นผิวดิน มีผลทำให้ส่วนขยายพันธุ์ของพืช ซึ่งเริ่มจะงอกหรือกำลังงอกได้รับอันตราย สารกำจัดวัชพืชประเภทใช้ทางดินมักจะมีผลตกค้างในดิน (residue) สารบางชนิดอยู่ในดินได้นานเป็นปี ขึ้นกับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม เช่น ความชื้นและชนิดของดิน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:1.png&amp;diff=693</id>
		<title>ไฟล์:1.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:1.png&amp;diff=693"/>
		<updated>2021-11-19T06:26:33Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ภาพ แสดงลักษณะของต้นปอวัชพืช&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=Cassava_Wiki&amp;diff=692</id>
		<title>Cassava Wiki</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=Cassava_Wiki&amp;diff=692"/>
		<updated>2021-11-19T06:19:28Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: /* ฐานความรู้ */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
วิกินี้จัดทำโดย [https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3_%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์] โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้าง [https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89#:~:text=%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%20(%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9%3A%20knowledge,%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87 ฐานความรู้] เกี่ยวกับ [https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87 มันสำปะหลัง][[ไฟล์:Ku banner.jpg|thumb|269x269px|alt=เกษตรศาสตร์; RTGS: Mahawitthayalai Kasetsat), commonly known and referred to as Kaset or KU, is a public research university in Bangkok, Thailand. It was Thailand's first agricultural university and Thailand's third oldest university.[citation needed] It was established on 2 February 1943 to promote subjects related to agricultural science. Since then, Kasetsart University has expanded its subject areas to cover life sciences, science, engineering, social sciences, and|Kasetsart University]]&lt;br /&gt;
==การเริ่มต้น==&lt;br /&gt;
* [https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89:%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88#:~:text=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%20%E0%B9%83%E0%B8%99,%5D%5D%20%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%94%E0%B9%86 การสร้างบทความใหม่]&lt;br /&gt;
* [[Special:CreateAccount|สร้างบัญชี]]&lt;br /&gt;
* [https://www.mediawiki.org/wiki/Help:Formatting/th การจัดรูปแบบ]&lt;br /&gt;
* [[mediawikiwiki:Help:VisualEditor/User_guide/th|การแก้ไขหน้า]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ฐานความรู้==&lt;br /&gt;
*'''[[การวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง]]''' &lt;br /&gt;
*'''[[การเตรียมพื้นที่ปลูก]]'''&lt;br /&gt;
*'''[[การจำแนกพันธุ์]]''' &lt;br /&gt;
*'''[[การเลือกพันธุ์ปลูก]]''' &lt;br /&gt;
*'''[[คุณภาพต้นพันธุ์]]''' &lt;br /&gt;
*'''[[การทำแปลงขยายพันธุ์]]''' &lt;br /&gt;
*'''[[การเตรียมท่อนพันธุ์]]''' &lt;br /&gt;
*'''[[การเตรียมดิน]]'''&lt;br /&gt;
*'''[[การใส่ปุ๋ยและปรับปรุงดิน]]''' &lt;br /&gt;
*'''[[การจัดการน้ำในแปลงปลูก]]''' &lt;br /&gt;
*'''[[การจำแนกและการจัดการวัชพืช|การจำแนกวัชพืช]]'''&lt;br /&gt;
*'''[[การจัดการแมลง]]'''&lt;br /&gt;
*'''[[การจัดการโรค]]''' &lt;br /&gt;
*'''[[โรคใบด่างมันสำปะหลัง]]''' &lt;br /&gt;
*'''[[อาการขาดธาตุอาหาร]]''' &lt;br /&gt;
*'''[[สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช]]'''&lt;br /&gt;
*[[การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง|'''การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
*[[การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง|'''การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง''']]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=690</id>
		<title>การเตรียมดิน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=690"/>
		<updated>2021-11-19T05:01:06Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Thanapon: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== '''การเตรียมดินที่เหมาะสมกับฤดูปลูก''' ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ฤดูต้นฝน''' &amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2556) เทคโนโลยี 52 สัปดาห์ มันสำปะหลัง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์:กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
การเตรียมดินสำหรับการปลูกมันสำปะหลังในช่วงต้นฤดูฝนควรไถทั้งหมด 3 ครั้ง ได้แก่ การการไถดะในครั้งที่ 1 ไถพรวนหรือไถแปรในครั้งที่ 2 และไถเพื่อยกร่องในครั้งที่ 3 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับการการไถดะเป็นการการไถพลิกหน้าดินครั้งแรกเพื่อกำจัดวัชพืช และตากดินให้แห้งโดยการใช้ผาล 3 หรือผาล 4 โดยไถลึกอย่างน้อย 30 เซนติเมตร แล้วทิ้งไว้ 7-14 วันเพื่อให้ซากพืชย่อยสลายและตากดินส่วนที่ไถขึ้นมา ควรไถดินในขณะที่มีความชื้นพอเหมาะไม่แฉะหรือแห้งเกินไป หากไถขณะที่ดินแฉะจะทำให้ดินจับตัวกันเป็นก้อนใหญ่ และเมื่อดินแห้งจะย่อยให้ละเอียดด้วยผาลพรวนได้ยาก หรือถ้าไถในขณะที่ดินแห้งเกินไปจะทำให้ไถได้ไม่ลึก ซึ่งจะพบปัญหานี้ในกลุ่มดินเนื้อละเอียด เช่น ดินเหนียว มากกว่าดินเนื้อหยาบและดินเนื้อปานกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการไถพรวนหรือไถแปรเป็นการไถครั้งที่ 2 เพื่อย่อยและคลุกเคล้า ดิน วัชพืช ฯลฯ ให้ลงไปในดิน โดยจะใช้จำนวนผาลมากขึ้น เช่น ผาล 6  ผาล 7 หรือผาลพรวนชนิดอื่น ๆ ควรทำขณะที่ดินไม่แฉะหรือแห้งเกินไป สามารถทำได้ในวันเดียวกับวันยกร่องปลูก แต่ไม่ควรเกิน 2-3 วัน เนื่องจากถ้ามีฝนตกหนักจะทำให้ยกร่องได้ยาก และวัชพืชอาจขึ้นอีกและอาจต้องมีการไถพรวนซ้ำได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และการไถยกร่อง เป็นการจัดการพื้นที่ปลูกเพื่อให้สะดวกต่อการปลูกและช่วยระบายน้ำฝนเมื่อพื้นที่ปลูกมีฝนตกหนักเกินไป ควรยกร่องให้มีขนาดที่ไม่สูงหรือต่ำเกินไป ซึ่งขนาดที่เหมาะสดต่อการปลูกมันสำปะหลังที่สุดคือ ความสูงของร่องประมาณ 25-30 เซนติเมตร และความกว้างของฐานร่องประมาณ 90-100 เซนติเมตร และการยกร่องควรยกร่อนขวางทิศทางลาดชันจะทำให้ลดการกร่อนของดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ฤดูปลายฝน''' &amp;lt;ref&amp;gt;กรมพัฒนาที่ดิน. (2563). สภาพการชะล้างพังทะลายของดินในประเทศไทย. กลุ่มวิจัยและพัฒนาการจัดการดินเสื่อมโทรม กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
การเตรียมดินสำหรับการปลูกมันสำปะหลังในช่วงปลายฤดูฝนควรไถทั้งหมด 2 ครั้ง ได้แก่ การการไถดะในครั้งที่ 1 ไถพรวนหรือไถแปรในครั้งที่ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การไถดะการเตรียมดินสำหรับปลูกมันสำปะหลังในช่วงปลายฤดูฝนจะใช้ผาล 3 ไถ ขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม หากกินมีความชื้นมากเกินไปจะทำให้รถไม่สามารถเข้าไถให้พื้นที่ได้ การไถในรอบนี้จะเป็นการไถที่ช่วยเก็บกัดความชื้นไว้ในดินเพื่อรอการไถครั้งต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการไถพรวนหรือไถแปร ควรทำเมื่อพร้อมปลูกโดยปกติควรทำหลังการไถดะประมาณ 5-10 วัน หากเป็นดินร่วนทรายหรือดินทราย หลังจากการไถครั้งนี้สามารถปลูกได้เลยโดยปลูกแบบพื้นราบ ใช้วิธีขึงเชือกปลูก โดยไม่จำเป็นต้องยกร่องเพื่อประหยัดต้นทุนการเตรียมดิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเตรียมดินตามชนิดเนื้อดิน''' &amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การจำแนกชนิดดินอย่างง่าย''' ===&lt;br /&gt;
การจำแนกเนื้อดิน เป็นการจำแนกองค์ประกอบเชิงกายภาพของดิน เนื่องจากดินในแต่ละสถานที่มีลักษณะแตกต่างกัน จำเป็นต้องเก็บตัวอย่างดินส่งห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์หาองค์ประกอบของดินว่าเป็นดินชนิดใด เพื่อจะได้วางแผนและจัดการพื้นที่ปลูกได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แต่สถาบันวิจัยพืชไร่ (2554) ได้แนะนำวิธีการตรวจสอบชนิดดินอย่างง่ายไว้โดยการปั่นดินเป็นเส้นเพื่อเปรียบเทียบดินชนิดต่าง ๆ ดังตาราง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ตาราง''' เกณฑ์ในการพิจารณาเนื้อดินในแปลงปลูกอย่างง่าย&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|ลักษณะดิน&lt;br /&gt;
|ปั้นเป็นเส้นยาว  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ซม.)&lt;br /&gt;
|เนื้อดิน&lt;br /&gt;
|เทียบเท่าเปอร์เซ็นต์ดินเหนียว  (%) &lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายแยกเป็นเม็ด&lt;br /&gt;
|ปั้นเป็นเส้นไม่ได้&lt;br /&gt;
|ทราย&lt;br /&gt;
|0 – 5&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายเป็นเม็ดและติดมือ&lt;br /&gt;
|0.5 – 1.5&lt;br /&gt;
|ทรายปนร่วน&lt;br /&gt;
|5 – 15&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ทรายเกาะเป็นก้อนบ้าง&lt;br /&gt;
|1.5 – 2.5&lt;br /&gt;
|ร่วนปนทราย&lt;br /&gt;
|10 – 20&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|นุ่มลื่นมือ  แน่น ไม่มีเม็ดทราย&lt;br /&gt;
|4.0 – 5.0&lt;br /&gt;
|ร่วนปนเหนียว&lt;br /&gt;
|25 – 40&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เหนียว หนัก  ยืดมาก&lt;br /&gt;
|&amp;gt; 7.5&lt;br /&gt;
|เหนียว&lt;br /&gt;
|&amp;gt; 45&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อละเอียด ที่ประกอบไปด้วย ดินเหนียว ดินเหนียวปนทรายแป้ง ดินเหนียวปนทราย ดินร่วนเหนียว และดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง ในการเตรียมพื้นที่ต้องเตรียมขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสม เนื่องจากความชื้นมีความสำคัญต่อการไถในดินชนิดนนี้ หากมีความชื้นมากเกินไป เช่น หลังฝนตกไม่ควรไถทันทีต้องรอให้ดินมีความชื้นลดลงก่อนจึงจะสามารถถะได้ ส่วนการไถพรวนสามารถทำได้หลังจากไถดะขณะที่มีความชื้นเหมาะสมเช่นกัน เพื่อทำให้ดินมีความร่วนซุย แต่หากไถขณะที่ดินที่แห้งเกินไปจะทำให้ดินแตกละเอียด แต่สามารถไถไว้ก่อนเพื่อรอฝนได้ และเมื่อฝนตกสามารถปลูกได้เลยโดยไม่ต้องยกร่องเป็นการลดค่าใช้จ่ายจากขั้นตอนการยกร่องไปอีกหนึ่งขั้นตอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อปานกลาง ที่ประกอบไปด้วย ดินร่วนเหนียวปนทราย ดินร่วน ดินร่วนปนทรายแป้ง และดินทรายแป้ง ดินชนิดนี้มีสมบัติการระบายน้ำได้ไม่เร็วหรือช้าเกินไปและมีการระบายอากาศได้ดี ดังนั้นในการเตรียมพื้นที่ต้องเตรียมขณะที่มีความชื้เหมาะสมโดยการไถ 2 ครั้ง คือ ไถดะและไถแปร ในการไถดะจะใช้ผาล 3 หรือ ผาล 4 ในการไถ โดยในการไถจะไถให้มีความลึกไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร ส่วนการไถครั้งที่ 2 เป็นการไถแปรจะไถหลังจากไถดะได้ทันทีหรือเว้นไว้ไม่เกิน 2-3 วัน และควรทำขณะที่ดินมีความชื้อเหมาะสมเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อหยาบ ที่ประกอบไปด้วย ดินทรายร่วน และดินร่วนปนทราย มีคุณสมบัติดีสามารถปลูกสำหรับการปลูกมันสำปะหลังได้ทั้งฤดูต้นฝนและปลายฝน ดังนั้นการเตรียมดินเพื่อปลูกเตรียมดินเหมือนกับการเตรียมดินกลุ่มดินเนื้อปานกลางมีการไถดะและไถแปร แต่ต้องยกร่องก่อนปลูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปรับปรุงสมบัติทางฟิสิกส์ของดิน''' &amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
การปรับปรุงสมบัติของดินมีควาสำคัญต่อการผลิตมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก เนื่องจากดินในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่มักเสื่อมโทรมเพราะว่ามีการปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่เดิมซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่องโดยไม่พักดินและยังขาดการบำรุงดินที่เหมาะสม นอกจากนี้การใช้เครื่องจักรกลหนักในการเตรียมดินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดินเสื่อมโทรม ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมดินและการเขตกรรมที่เหมาะสม ซึ่งปัญหาที่มักพบในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ชั้นดานไถพรวน''' ===&lt;br /&gt;
การอัดตัวแน่นของดินเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญต่อการปลูกมันสำปะหลัง ที่มีสาเหตุมากจากการไถพรวนพื้นที่อย่างต่อเนื่องปีละหลาย ๆ ครั้ง เช่น การไถเตรียมดินก่อนการปลูกมันสำปะหลัง การไถเพื่อการยกร่อง หรือการไถเพื่อกำจัดวัชพืช ส่งผลให้เกิดชั้นดานไถพรวนขึ้นทำให้มีสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของของมันสำปะหลัง โดยทั่วไปมักพบที่ความลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร ซึ่งสามารถสังเกตได้จากเมื่อฝนตกใหม่ ๆ จะมีน้ำท่วมขังบริเวณผิวดิน ทำให้จำกัดการไหลซึมผ่านของน้ำและอากาศไปยังราก ส่งผลให้มันสำปะหลังมีขนาดหัวที่เล็ก และทำให้หัวมันสำปะหลังเน่าในช่วงฤดูฝน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''วิธีการแก้ปัญหา''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ไถระเบิดชั้นดานทำได้โดยการไถด้วยไถที่มีลักษณะพิเศษที่สามารถเจาะและทำให้ดินชั้นดานแตกกระจายได้ คือ ไถลึก (deep plowing) หรือไถทำลายดินดาน (subsoiling) ควรไถที่ระดับความลึกประมาณ 75 เซนติเมตร โดยระยะห่างรอยละ 50 เซนติเมตร การไถตัดดานจะให้ผลเต็มที่ก็ต่อเมื่อทำการไถขณะที่ดินมีชั้นดานค่อนข้างแห้ง ซึ่งจะทำให้ชั้นดานถูกทำลายโดยการเกิดรอยแตกแยกได้ง่าย &lt;br /&gt;
# ใส่วัสดุปรับปรุงดินเพื่อทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้นไม่เกิดการอัดตัวแน่นได้ง่าย และรวมทั้งการป้องกันการสลายตัวของเม็ดดินที่มีอยู่แล้ว เช่น การใส่หินปูนบด หรือยิปซัม ฟอสโฟยิปซัมอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ หรือการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในรูปปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่แกลบ หรือแกลบดิบในอัตรา 1 ตันต่อไร่ โดยไถกลบวัสดุปรับปรุงดินเหล่านี้ให้ลึกกว่าปกติ&lt;br /&gt;
# ปลูกพืชทำลายชั้นดาน พืชหลายชนิดมีระบบรากที่แข็งแรง สามารถเติบโตไชชอนผ่านชั้นดานที่พืชทั่วไปไม่สามารถทำได้ พืชเหล่านี้ได้แก่ หญ้าบาเฮีย (bahiagrass) หญ้าแฝก (vetiver Grass)&lt;br /&gt;
# ควบคุมความชื้นดิน ชั้นดานในดินล่างจะแข็งจนกระทั่งเป็นอุปสรรคต่อการแพร่กระจายของรากพืชก็ต่อเมื่อแห้งถึงระดับหนึ่งเท่านั้น เมื่อมีความชื้นพอเหมาะรากพืชทั่วไปก็สามารถไชชอนเข้าไปในชั้นดานได้มากขึ้น ดังนั้น การรักษาความชื้นในดินชั้นดานให้พอเหมาะจึงสามารถลดผลกระทบของชั้นดานต่อการแพร่กระจายของรากพืชได้ระดับหนึ่ง การควบคุมความชื้นให้พอเหมาะนี้กระทำได้เฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานที่ดีเท่านั้น ซึ่งในกรณีเช่นนี้ปัญหาที่พืชจะขาดแคลนน้ำ โดยเหตุที่รากพืชถูกจำกัดด้วยชั้นดานก็มีปัญหาอยู่แล้ว การส่งเสริมให้รากพืชแพร่กระจายลงในชั้นดานโดยการควบคุมความชื้นของชั้นดานให้เหมาะสมจึงเป็นการส่งเสริมให้พืชได้ใช้ประโยชน์จากธาตุอาหารพืชในดินชั้นดานและใต้ดาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ดินมีความจุในการกักเก็บธาตุอาหารและความชื้นต่ำ''' &amp;lt;ref&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย. (2552). การปลูกมันสำปะหลังที่ดี. เข้าถึงได้จาก &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tapiocathai.org/pdf/Tapioca%20Plan/b_plow.pdf&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&amp;lt;/ref&amp;gt; ==&lt;br /&gt;
พบมากในกลุ่มดินเนื้อหยาบ ได้แก่ ดินทราย ดินทรายปนดินร่วน ดินร่วนปนทราย และดินที่มีการปลูกมันสำปะหลังต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหรือดินที่มีปริมาณอินทรียวัตถุต่ำ ทำให้ความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารและแลกเปลี่ยนธาตุอาหารต่ำมาก เมื่อมีการใส่ปุ๋ยเคมีลงไปทำให้เกิดการสูญเสียไปจากดินได้ง่าย ทำให้การตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยเคมีน้อย นอกจากนี้ดินทรายยังมีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ และเก็บน้ำไว้ไม่อยู่ง่ายต่อการขาดแคลนความชื้น ทำให้การเจริญเติบโตไม่ดีและให้ผลผลิตน้อยกว่าดินปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''วิธีการแก้ปัญหา''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ควรไถกลบตอซังและวัชพืชทุกครั้ง การปรับปรุงดินทำได้โดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์จำพวกปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่แกลบ เพื่อหวังผลในระยะยาวอย่างยั่งยืน &lt;br /&gt;
# การปรับปรุงดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปลูกพืชตระกูลถั่ว แล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซับธาตุอาหารพืชและความสามารถในการอุ้มน้ำแก่ดินปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดินทำให้ดินมีการเกาะยึดตัวดีขึ้น&lt;br /&gt;
# การอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมปลูกพืชคลุมดินเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การใช้วัสดุคลุมดินเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำและรักษาความชื้นไว้ในดิน&lt;br /&gt;
# การจัดการน้ำที่เหมาะสมเพื่อให้การใช้น้ำเป็นไปอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เช่น การให้น้ำแบบหยด เป็นต้น หรือขุดสระเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงที่พืชขาดน้ำ&lt;br /&gt;
# การใช้ปุ๋ยเคมีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมากและมีปริมาณธาตุอาหารพืชไม่เพียงพอ ควรใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วยตามความเหมาะสมกับชนิดพืชที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมีที่ละลายช้าแบ่งใส่ครั้งละน้อยๆ เป็นระยะใส่ในขณะที่ดินมีความชื้นเหมาะสมและควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์หรือใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Thanapon</name></author>
	</entry>
</feed>