<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Salilthip</id>
	<title>Cassava - การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้ [th]</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Salilthip"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/Salilthip"/>
	<updated>2026-05-18T15:32:16Z</updated>
	<subtitle>การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.36.0</generator>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=783</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=783"/>
		<updated>2021-11-20T07:41:57Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.png|alt=การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง|thumb|การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2556. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญและแนวโน้มปี 2556: มันสำปะหลัง. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th/ewt_news.php?nid=13577&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;Sukra, A.B. 1996. Performance of API cassava root digger elevator. MARDI Report, no. 187.  Agricultural Research and Development Institute, Kuala Lumpur.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสําปะหลังแห่งประเทศไทย. 2547.  เกี่ยวกับมันสําปะหลัง.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2537. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2547. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549)&amp;lt;ref&amp;gt;บุญเหลือ ศรีมุงคุณ, จำลอง กกรัมย์ และวงเดือน ประสมทอง. 2549. ผลของอายุเก็บเกี่ยวและการจักการวัชพืชต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7. ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร,: 30 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วุฒิศักดิ์ พรพรหมประทาน, ประวัติ อุทโยภาศ และอนุชิต ทองกล่ำ. 2539. การเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 ที่ปลูกกลางฤดูฝน. หน้า 226-229. ใน รายงานผลงานวิจัยประจำปี 2539 มันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง&amp;lt;ref&amp;gt;โอภาษ บุญเส็ง, ดนัย ศุภาหาร, ดลใจ แพทย์กะโทก และเมธี คำหุ่ง. 2543. การเปรียบเทียบพันธุ์มันสำปะหลังในไร่เกษตรกรเพื่อปลูกปลายฝน. หน้า 347-356. ใน รายงานผลงานวิจัย 2543 มันสำปะหลัง. สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt; การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สมพงษ์ กาทอง. 2537. การเขตกรรมมันสำปะหลัง. หน้า 71-83. ใน เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4  ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่  3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี. 2552. ต้นทุนการผลิตพืช.  Available from :&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://lopburi.doae.go.th/lamsonti/tontun.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;ศุภวัฒน์ ปากเมย. 2540. การออกแบบและประเมินผลเครื่องขุดมันสําปะหลัง. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว&amp;lt;ref&amp;gt;เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา. 2549. การออกแบบและทดสอบอุปกรณ์ช่วยขนย้ายมันสําปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การขุดมันสำปะหลัง.jpg|alt=การขุดมันสำปะหลัง|thumb|การขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt; แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|กองรวมต้นพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|การตัดต้นพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง.png|alt=การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง|thumb|การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์'''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองมันสำปะหลัง.png|alt=กองมันสำปะหลัง|thumb|กองมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน.png|alt=การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน|thumb|การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน]]&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน'''''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fibe&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot;&amp;gt;Wheatley, C.C. and W.W. Schwabe. (1985). Scopoletin Involvement in Post-Harvest Physiological Deterioration of Cassava Root (''Manihot esculenta'' Crantz). Journal of Experimental Botany. 36(5):783-791.&amp;lt;/ref&amp;gt;) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976)&amp;lt;ref&amp;gt;Booth, R.H., Buckle T.S., Cardenas O.S., Gomez G. and Hervas E. (1976). Changes in quality of cassava roots during storage. International Journal of Food Science &amp;amp; Technology. 11(3):245-264.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช&amp;lt;ref&amp;gt;บัณฑิต หิรัญสถิตพร, จาตุพงศ์ วาฤทธิ์, นำพร ปัญโญใหญ่, ราวุ น่วมปฐม และเอ็จ สโรบล. 2552. เครื่องขุดมันสําปะหลังพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก. ในรายงานผลงานวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้: 46 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratikul. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. Environmental Engineering division Asian Institute of technology Thailand.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;พร้อมพันธุ์ เสรีวิชยสวัสดิ์. 2549. อิทธิพลของระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังการตัดต้นที่มีต่อผลผลิตและคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง. มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งปะเทศ. สืบค้นจาก : &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org/reference/03.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt; [มี.ค. 2556]&amp;lt;/ref&amp;gt;และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ&amp;lt;ref&amp;gt;สุรพงษ์ เจริญรัถ, นันทวรรณ สโรบล, กุลศิริ กลั่นนุรักษ์, อาภาณี โภคประเสริฐ, เสาวรี ตังสกุล, จรุงสิทธิ์ ลิ่มศิลา และอุดม เลียบวัน. 2550. กิจกรรมการศึกษาโอกาสและข้อจำกัดของการผลิตพืชไร่ เศรษฐกิจสำคัญงานทดลองประเมินความคุ้มค่าการลงทุนและสภาวะความเสี่ยงของเกษตรกรจากความแปรปรวนด้านการผลิตและราคาของผลผลิตมันสำปะหลังและอ้อย, น.135-139. เอกสาร ประกอบการสัมมนาเรื่องแนวทางการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง.159 น.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว&amp;lt;ref&amp;gt;Anuchit Chamsing. 2007. Agricultural Mechanization Status and Energy Consumption for Crop&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Production in Thailand. AIT Diss No. AE…(In process). Asian Institute of Technology.&amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครืองแมคโครขุดมันสำปะหลัง.png|alt=เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง|thumb|เครื่องแมคโครขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''เครื่องขุดมันสำปะหลัง''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา&amp;lt;ref&amp;gt;สามารถ บุญอาจ. 2543. การออกแบบและพัฒนาเครื่องเก็บหัวมันสำปะหลังแบบติดพ่วงกับรถแทรกเตอร์.  วิทยานิพนธ์ปริญญาโท.  สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553)&amp;lt;ref&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์. 2553. โครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดเก็บมันสำปะหลังและเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังจากเหง้า. กรมวิชาการเกษตร.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.png|alt=เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง|thumb|เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิชา หมั่นทำการ. 2552. เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง. ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.rdi.ku.ac.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. (30 กันยายน 2553).&amp;lt;/ref&amp;gt; ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก.png|alt=เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก|thumb|เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก]]&lt;br /&gt;
'''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ และเสรี วงส์พิเชษฐ. 2556. การศึกษาและพัฒนาอุปกรณ์ลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วารสารวิจัย มข. 18(2): 212-220.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=782</id>
		<title>ไฟล์:การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=782"/>
		<updated>2021-11-20T07:41:47Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=781</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=781"/>
		<updated>2021-11-20T07:40:36Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2556. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญและแนวโน้มปี 2556: มันสำปะหลัง. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th/ewt_news.php?nid=13577&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;Sukra, A.B. 1996. Performance of API cassava root digger elevator. MARDI Report, no. 187.  Agricultural Research and Development Institute, Kuala Lumpur.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสําปะหลังแห่งประเทศไทย. 2547.  เกี่ยวกับมันสําปะหลัง.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2537. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2547. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549)&amp;lt;ref&amp;gt;บุญเหลือ ศรีมุงคุณ, จำลอง กกรัมย์ และวงเดือน ประสมทอง. 2549. ผลของอายุเก็บเกี่ยวและการจักการวัชพืชต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7. ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร,: 30 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วุฒิศักดิ์ พรพรหมประทาน, ประวัติ อุทโยภาศ และอนุชิต ทองกล่ำ. 2539. การเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 ที่ปลูกกลางฤดูฝน. หน้า 226-229. ใน รายงานผลงานวิจัยประจำปี 2539 มันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง&amp;lt;ref&amp;gt;โอภาษ บุญเส็ง, ดนัย ศุภาหาร, ดลใจ แพทย์กะโทก และเมธี คำหุ่ง. 2543. การเปรียบเทียบพันธุ์มันสำปะหลังในไร่เกษตรกรเพื่อปลูกปลายฝน. หน้า 347-356. ใน รายงานผลงานวิจัย 2543 มันสำปะหลัง. สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt; การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สมพงษ์ กาทอง. 2537. การเขตกรรมมันสำปะหลัง. หน้า 71-83. ใน เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4  ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่  3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี. 2552. ต้นทุนการผลิตพืช.  Available from :&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://lopburi.doae.go.th/lamsonti/tontun.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;ศุภวัฒน์ ปากเมย. 2540. การออกแบบและประเมินผลเครื่องขุดมันสําปะหลัง. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว&amp;lt;ref&amp;gt;เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา. 2549. การออกแบบและทดสอบอุปกรณ์ช่วยขนย้ายมันสําปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การขุดมันสำปะหลัง.jpg|alt=การขุดมันสำปะหลัง|thumb|การขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt; แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|กองรวมต้นพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|การตัดต้นพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง.png|alt=การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง|thumb|การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์'''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองมันสำปะหลัง.png|alt=กองมันสำปะหลัง|thumb|กองมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน.png|alt=การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน|thumb|การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน]]&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน'''''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fibe&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot;&amp;gt;Wheatley, C.C. and W.W. Schwabe. (1985). Scopoletin Involvement in Post-Harvest Physiological Deterioration of Cassava Root (''Manihot esculenta'' Crantz). Journal of Experimental Botany. 36(5):783-791.&amp;lt;/ref&amp;gt;) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976)&amp;lt;ref&amp;gt;Booth, R.H., Buckle T.S., Cardenas O.S., Gomez G. and Hervas E. (1976). Changes in quality of cassava roots during storage. International Journal of Food Science &amp;amp; Technology. 11(3):245-264.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช&amp;lt;ref&amp;gt;บัณฑิต หิรัญสถิตพร, จาตุพงศ์ วาฤทธิ์, นำพร ปัญโญใหญ่, ราวุ น่วมปฐม และเอ็จ สโรบล. 2552. เครื่องขุดมันสําปะหลังพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก. ในรายงานผลงานวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้: 46 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratikul. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. Environmental Engineering division Asian Institute of technology Thailand.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;พร้อมพันธุ์ เสรีวิชยสวัสดิ์. 2549. อิทธิพลของระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังการตัดต้นที่มีต่อผลผลิตและคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง. มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งปะเทศ. สืบค้นจาก : &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org/reference/03.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt; [มี.ค. 2556]&amp;lt;/ref&amp;gt;และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ&amp;lt;ref&amp;gt;สุรพงษ์ เจริญรัถ, นันทวรรณ สโรบล, กุลศิริ กลั่นนุรักษ์, อาภาณี โภคประเสริฐ, เสาวรี ตังสกุล, จรุงสิทธิ์ ลิ่มศิลา และอุดม เลียบวัน. 2550. กิจกรรมการศึกษาโอกาสและข้อจำกัดของการผลิตพืชไร่ เศรษฐกิจสำคัญงานทดลองประเมินความคุ้มค่าการลงทุนและสภาวะความเสี่ยงของเกษตรกรจากความแปรปรวนด้านการผลิตและราคาของผลผลิตมันสำปะหลังและอ้อย, น.135-139. เอกสาร ประกอบการสัมมนาเรื่องแนวทางการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง.159 น.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว&amp;lt;ref&amp;gt;Anuchit Chamsing. 2007. Agricultural Mechanization Status and Energy Consumption for Crop&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Production in Thailand. AIT Diss No. AE…(In process). Asian Institute of Technology.&amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครืองแมคโครขุดมันสำปะหลัง.png|alt=เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง|thumb|เครื่องแมคโครขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''เครื่องขุดมันสำปะหลัง''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา&amp;lt;ref&amp;gt;สามารถ บุญอาจ. 2543. การออกแบบและพัฒนาเครื่องเก็บหัวมันสำปะหลังแบบติดพ่วงกับรถแทรกเตอร์.  วิทยานิพนธ์ปริญญาโท.  สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553)&amp;lt;ref&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์. 2553. โครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดเก็บมันสำปะหลังและเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังจากเหง้า. กรมวิชาการเกษตร.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.png|alt=เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง|thumb|เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิชา หมั่นทำการ. 2552. เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง. ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.rdi.ku.ac.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. (30 กันยายน 2553).&amp;lt;/ref&amp;gt; ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก.png|alt=เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก|thumb|เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก]]&lt;br /&gt;
'''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ และเสรี วงส์พิเชษฐ. 2556. การศึกษาและพัฒนาอุปกรณ์ลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วารสารวิจัย มข. 18(2): 212-220.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81.png&amp;diff=780</id>
		<title>ไฟล์:เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81.png&amp;diff=780"/>
		<updated>2021-11-20T07:40:19Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=779</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=779"/>
		<updated>2021-11-19T09:09:29Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2556. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญและแนวโน้มปี 2556: มันสำปะหลัง. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th/ewt_news.php?nid=13577&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;Sukra, A.B. 1996. Performance of API cassava root digger elevator. MARDI Report, no. 187.  Agricultural Research and Development Institute, Kuala Lumpur.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสําปะหลังแห่งประเทศไทย. 2547.  เกี่ยวกับมันสําปะหลัง.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2537. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2547. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549)&amp;lt;ref&amp;gt;บุญเหลือ ศรีมุงคุณ, จำลอง กกรัมย์ และวงเดือน ประสมทอง. 2549. ผลของอายุเก็บเกี่ยวและการจักการวัชพืชต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7. ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร,: 30 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วุฒิศักดิ์ พรพรหมประทาน, ประวัติ อุทโยภาศ และอนุชิต ทองกล่ำ. 2539. การเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 ที่ปลูกกลางฤดูฝน. หน้า 226-229. ใน รายงานผลงานวิจัยประจำปี 2539 มันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง&amp;lt;ref&amp;gt;โอภาษ บุญเส็ง, ดนัย ศุภาหาร, ดลใจ แพทย์กะโทก และเมธี คำหุ่ง. 2543. การเปรียบเทียบพันธุ์มันสำปะหลังในไร่เกษตรกรเพื่อปลูกปลายฝน. หน้า 347-356. ใน รายงานผลงานวิจัย 2543 มันสำปะหลัง. สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt; การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สมพงษ์ กาทอง. 2537. การเขตกรรมมันสำปะหลัง. หน้า 71-83. ใน เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4  ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่  3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี. 2552. ต้นทุนการผลิตพืช.  Available from :&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://lopburi.doae.go.th/lamsonti/tontun.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;ศุภวัฒน์ ปากเมย. 2540. การออกแบบและประเมินผลเครื่องขุดมันสําปะหลัง. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว&amp;lt;ref&amp;gt;เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา. 2549. การออกแบบและทดสอบอุปกรณ์ช่วยขนย้ายมันสําปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การขุดมันสำปะหลัง.jpg|alt=การขุดมันสำปะหลัง|thumb|การขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt; แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|กองรวมต้นพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|การตัดต้นพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง.png|alt=การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง|thumb|การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์'''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองมันสำปะหลัง.png|alt=กองมันสำปะหลัง|thumb|กองมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน.png|alt=การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน|thumb|การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน]]&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน'''''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fibe&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot;&amp;gt;Wheatley, C.C. and W.W. Schwabe. (1985). Scopoletin Involvement in Post-Harvest Physiological Deterioration of Cassava Root (''Manihot esculenta'' Crantz). Journal of Experimental Botany. 36(5):783-791.&amp;lt;/ref&amp;gt;) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976)&amp;lt;ref&amp;gt;Booth, R.H., Buckle T.S., Cardenas O.S., Gomez G. and Hervas E. (1976). Changes in quality of cassava roots during storage. International Journal of Food Science &amp;amp; Technology. 11(3):245-264.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช&amp;lt;ref&amp;gt;บัณฑิต หิรัญสถิตพร, จาตุพงศ์ วาฤทธิ์, นำพร ปัญโญใหญ่, ราวุ น่วมปฐม และเอ็จ สโรบล. 2552. เครื่องขุดมันสําปะหลังพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก. ในรายงานผลงานวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้: 46 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratikul. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. Environmental Engineering division Asian Institute of technology Thailand.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;พร้อมพันธุ์ เสรีวิชยสวัสดิ์. 2549. อิทธิพลของระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังการตัดต้นที่มีต่อผลผลิตและคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง. มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งปะเทศ. สืบค้นจาก : &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org/reference/03.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt; [มี.ค. 2556]&amp;lt;/ref&amp;gt;และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ&amp;lt;ref&amp;gt;สุรพงษ์ เจริญรัถ, นันทวรรณ สโรบล, กุลศิริ กลั่นนุรักษ์, อาภาณี โภคประเสริฐ, เสาวรี ตังสกุล, จรุงสิทธิ์ ลิ่มศิลา และอุดม เลียบวัน. 2550. กิจกรรมการศึกษาโอกาสและข้อจำกัดของการผลิตพืชไร่ เศรษฐกิจสำคัญงานทดลองประเมินความคุ้มค่าการลงทุนและสภาวะความเสี่ยงของเกษตรกรจากความแปรปรวนด้านการผลิตและราคาของผลผลิตมันสำปะหลังและอ้อย, น.135-139. เอกสาร ประกอบการสัมมนาเรื่องแนวทางการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง.159 น.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว&amp;lt;ref&amp;gt;Anuchit Chamsing. 2007. Agricultural Mechanization Status and Energy Consumption for Crop&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Production in Thailand. AIT Diss No. AE…(In process). Asian Institute of Technology.&amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครืองแมคโครขุดมันสำปะหลัง.png|alt=เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง|thumb|เครื่องแมคโครขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''เครื่องขุดมันสำปะหลัง''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา&amp;lt;ref&amp;gt;สามารถ บุญอาจ. 2543. การออกแบบและพัฒนาเครื่องเก็บหัวมันสำปะหลังแบบติดพ่วงกับรถแทรกเตอร์.  วิทยานิพนธ์ปริญญาโท.  สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553)&amp;lt;ref&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์. 2553. โครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดเก็บมันสำปะหลังและเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังจากเหง้า. กรมวิชาการเกษตร.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.png|alt=เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง|thumb|เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิชา หมั่นทำการ. 2552. เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง. ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.rdi.ku.ac.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. (30 กันยายน 2553).&amp;lt;/ref&amp;gt; ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ และเสรี วงส์พิเชษฐ. 2556. การศึกษาและพัฒนาอุปกรณ์ลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วารสารวิจัย มข. 18(2): 212-220.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=778</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=778"/>
		<updated>2021-11-19T09:08:53Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2556. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญและแนวโน้มปี 2556: มันสำปะหลัง. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th/ewt_news.php?nid=13577&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;Sukra, A.B. 1996. Performance of API cassava root digger elevator. MARDI Report, no. 187.  Agricultural Research and Development Institute, Kuala Lumpur.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสําปะหลังแห่งประเทศไทย. 2547.  เกี่ยวกับมันสําปะหลัง.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2537. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2547. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549)&amp;lt;ref&amp;gt;บุญเหลือ ศรีมุงคุณ, จำลอง กกรัมย์ และวงเดือน ประสมทอง. 2549. ผลของอายุเก็บเกี่ยวและการจักการวัชพืชต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7. ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร,: 30 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วุฒิศักดิ์ พรพรหมประทาน, ประวัติ อุทโยภาศ และอนุชิต ทองกล่ำ. 2539. การเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 ที่ปลูกกลางฤดูฝน. หน้า 226-229. ใน รายงานผลงานวิจัยประจำปี 2539 มันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง&amp;lt;ref&amp;gt;โอภาษ บุญเส็ง, ดนัย ศุภาหาร, ดลใจ แพทย์กะโทก และเมธี คำหุ่ง. 2543. การเปรียบเทียบพันธุ์มันสำปะหลังในไร่เกษตรกรเพื่อปลูกปลายฝน. หน้า 347-356. ใน รายงานผลงานวิจัย 2543 มันสำปะหลัง. สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt; การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สมพงษ์ กาทอง. 2537. การเขตกรรมมันสำปะหลัง. หน้า 71-83. ใน เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4  ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่  3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี. 2552. ต้นทุนการผลิตพืช.  Available from :&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://lopburi.doae.go.th/lamsonti/tontun.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;ศุภวัฒน์ ปากเมย. 2540. การออกแบบและประเมินผลเครื่องขุดมันสําปะหลัง. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว&amp;lt;ref&amp;gt;เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา. 2549. การออกแบบและทดสอบอุปกรณ์ช่วยขนย้ายมันสําปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การขุดมันสำปะหลัง.jpg|alt=การขุดมันสำปะหลัง|thumb|การขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt; แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|กองรวมต้นพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|การตัดต้นพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง.png|alt=การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง|thumb|การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์'''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองมันสำปะหลัง.png|alt=กองมันสำปะหลัง|thumb|กองมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|'''การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน.png|alt=การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน|thumb|การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน]]&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน'''''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fibe&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot;&amp;gt;Wheatley, C.C. and W.W. Schwabe. (1985). Scopoletin Involvement in Post-Harvest Physiological Deterioration of Cassava Root (''Manihot esculenta'' Crantz). Journal of Experimental Botany. 36(5):783-791.&amp;lt;/ref&amp;gt;) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976)&amp;lt;ref&amp;gt;Booth, R.H., Buckle T.S., Cardenas O.S., Gomez G. and Hervas E. (1976). Changes in quality of cassava roots during storage. International Journal of Food Science &amp;amp; Technology. 11(3):245-264.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช&amp;lt;ref&amp;gt;บัณฑิต หิรัญสถิตพร, จาตุพงศ์ วาฤทธิ์, นำพร ปัญโญใหญ่, ราวุ น่วมปฐม และเอ็จ สโรบล. 2552. เครื่องขุดมันสําปะหลังพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก. ในรายงานผลงานวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้: 46 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratikul. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. Environmental Engineering division Asian Institute of technology Thailand.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;พร้อมพันธุ์ เสรีวิชยสวัสดิ์. 2549. อิทธิพลของระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังการตัดต้นที่มีต่อผลผลิตและคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง. มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งปะเทศ. สืบค้นจาก : &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org/reference/03.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt; [มี.ค. 2556]&amp;lt;/ref&amp;gt;และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ&amp;lt;ref&amp;gt;สุรพงษ์ เจริญรัถ, นันทวรรณ สโรบล, กุลศิริ กลั่นนุรักษ์, อาภาณี โภคประเสริฐ, เสาวรี ตังสกุล, จรุงสิทธิ์ ลิ่มศิลา และอุดม เลียบวัน. 2550. กิจกรรมการศึกษาโอกาสและข้อจำกัดของการผลิตพืชไร่ เศรษฐกิจสำคัญงานทดลองประเมินความคุ้มค่าการลงทุนและสภาวะความเสี่ยงของเกษตรกรจากความแปรปรวนด้านการผลิตและราคาของผลผลิตมันสำปะหลังและอ้อย, น.135-139. เอกสาร ประกอบการสัมมนาเรื่องแนวทางการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง.159 น.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว&amp;lt;ref&amp;gt;Anuchit Chamsing. 2007. Agricultural Mechanization Status and Energy Consumption for Crop&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Production in Thailand. AIT Diss No. AE…(In process). Asian Institute of Technology.&amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครืองแมคโครขุดมันสำปะหลัง.png|alt=เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง|thumb|เครื่องแมคโครขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''เครื่องขุดมันสำปะหลัง''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา&amp;lt;ref&amp;gt;สามารถ บุญอาจ. 2543. การออกแบบและพัฒนาเครื่องเก็บหัวมันสำปะหลังแบบติดพ่วงกับรถแทรกเตอร์.  วิทยานิพนธ์ปริญญาโท.  สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553)&amp;lt;ref&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์. 2553. โครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดเก็บมันสำปะหลังและเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังจากเหง้า. กรมวิชาการเกษตร.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.png|alt=เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง|thumb|เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิชา หมั่นทำการ. 2552. เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง. ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.rdi.ku.ac.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. (30 กันยายน 2553).&amp;lt;/ref&amp;gt; ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ และเสรี วงส์พิเชษฐ. 2556. การศึกษาและพัฒนาอุปกรณ์ลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วารสารวิจัย มข. 18(2): 212-220.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=777</id>
		<title>ไฟล์:เครืองแมคโครขุดมันสำปะหลัง.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=777"/>
		<updated>2021-11-19T09:07:24Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;เครื่องแมคโครขุดมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=765</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=765"/>
		<updated>2021-11-19T08:25:43Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2551ก.สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt; และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สืบค้น 10 พ.ค. 2563. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|164x164px|ภาพหัวสดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
ส่วนหัวของมันสำปะหลัง (tuber) เป็นส่วนรากสะสมอาหารที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต สะสมอาหารมีปริมาณแป้งประมาณ 15 – 40 % มีกรดไฮโดรไซยานิก ( HCN ) ซึ่งมีพิษ จะมีอยู่มากในส่วนของเปลือกมากกว่าเนื้อของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใบมันสำปะหลังเป็นใบเดี่ยว เกิดเรียงรอบลำต้น ก้านใบอาจมีสีเขียวหรือสีแดงขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวใบหรือแผ่นใบจะเว้าเป็นหยักลึกเป็นแฉก จำนวนหยักมีตั้งแต่ 3-9 หยัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
ลำต้นของมันสำปะหลังเป็นลำต้นตั้งตรง สีของลำต้นแตกต่างกันไปตามพันธุ์ ส่วนที่อยู่ใกล้ยอดมีสีเขียว ส่วนแก่ที่ต่ำลงมาอาจมีสีน้ำเงิน สีเหลือง หรือสีน้ำตาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
เมล็ดมันสำปะหลังจะมีลักษณะรูปร่างยาวรี มีสีน้ำตาล และมีลายดำ เมื่อผลแก่เมล็ดจะแตกดีดเมล็ดกระเด็นออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง, 25/03/2564)&amp;lt;ref&amp;gt;สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพ การทำมันเส้น.jpg|alt=ภาพ การทำมันเส้น|thumb|การสับมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;ปรารถนา ปรารถนาดี, จิรชัย พุทธกุลสมศิริ, เจริญชัย โขมพัตราภรณ์ และชุมพร มณฑาทิพย์กลุ. 2552. การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในประเทศไทย. รายงานวิจัย. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. 318 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก&amp;lt;ref&amp;gt;Food and Agricultural Organization of the United Nations [FAO]. 2009. FAOSTAT. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://faostat.fao.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip) ===&lt;br /&gt;
การแปรรูปมันสำปะหลังที่นิยมมากที่สุดคือการทำมันเส้น เมื่อเก็บเกี่ยวหัวมันสดแล้วนำมาตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ด้วยเครื่องตัด แล้วตากแห้งเพื่อส่งขายเป็นวัตถุดิบให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หรืออุตสาหกรรมมันอัดเม็ด หรือใช้ทดแทนธัญพืชอื่นที่ให้พลังงาน เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี เพราะมีราคาต่ำกว่า โดยหัวมันสำปะหลังสดปริมาณ 2.5 กิโลกรัม &amp;lt;ref&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย. สืบค้น 10 มีนาคม 2564. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tapiocathai.org/Mainpage.html&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;จะผลิตเป็นมันเส้นได้ 1 กิโลกรัม มันเส้น ประกอบไปด้วย แป้ง (polarimetric) 70-75 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 2 เปอร์เซ็นต์ ความชื้น 11 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 2 เปอร์เซ็นต์ และดินทราย 1 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ขั้นตอนการทำมันเส้นสะอาด มีดังนี้'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#  ทำความสะอาดสิ่งเจือปนที่ติดมากับหัวมัน&lt;br /&gt;
#  นำหัวมันที่สะอาดแล้วใส่เครื่องป้อน (กรณีที่ใช้เครื่องป้อน) หรือ ใส่เครื่องตัด หรือ ใช้มีดหั่นเป็นชิ้น ๆ&lt;br /&gt;
#  นำชิ้นหัวมันที่หั่นแล้วไปตากแดดบนลานคอนกรีต (ลานตาก) หรือพื้นที่ปูด้วยวัสดุ เช่น เสื่อ ตะแกรงไม้ไผ่&lt;br /&gt;
#  ระหว่างการตากแดดจะต้องใช้คราดพลิกด้าน มันเส้นทุก ๆ 1 - 2 ชั่วโมง อาจใช้คนงาน หรือรถ แทรกเตอร์ก็ได้ เมื่อมันเส้นแห้งดีแล้วก็ส่งขายต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ข้อดีของการใช้มันเส้นเป็นอาหารสัตว์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ประกอบด้วยแป้งเป็นหลัก สัตว์กระเพาะเดี่ยวและสัตว์ปีกย่อยได้ง่ายกว่าข้าวโพดเมล็ดและข้าวฟ่างเมล็ด และเป็นแหล่งแป้งและน้ำตาลที่ดีในการเร่งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในกระเพาะหมักของโค-กระบือ&lt;br /&gt;
# มีการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อราโดยเฉพาะอะฟลาทอกซินน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวโพดเมล็ด&lt;br /&gt;
# มักพบจุลินทรีย์กลุ่มแลคโตบาซิลลัสและยีสต์ที่เป็นประโยชน์ต่อสัตว์ ช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพดี&lt;br /&gt;
# สามารถใช้ทดแทนวัตถุดิบธัญพืช เช่น ข้าวโพดเมล็ด ข้าวฟ่างเมล็ด ปลายข้าว ซึ่งเป็นวัตถุดิบประเภทพลังงาน หรือแป้งเช่นเดียวกันได้อย่างเต็มที่ในสูตรอาหารสัตว์ทุกชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''เครื่องจักรกลผลิตมันเส้น'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องหั่นชิ้นมันเส้นมีหลักการทำงานโดยป้อนหัวมันสำปะหลังเข้าสู่ส่วนทำความสะอาด ซึ่งใช้หลักการขัดสีของวัสดุกับผิววัตถุดิบในน้ำ ขัดผิวและล้างให้สะอาด แล้วลำเลียงส่งเข้าชุดใบมีดที่ใช้หลักการเฉือนได้เป็นชิ้นมันเส้นสะอาด เครื่องหั่นใช้ต้นกำลังขับในเพลาเดียวกันทำให้ทุกส่วนทำงานต่อเนื่องพร้อมกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิรัตน์ หวังเขื่อนกลาง. 2555. เครื่องหั่นชิ้นมันเส้น. การประชุมวิชาการสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 13. หน้า 148-155.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''       '''  เครื่องสับมันแบบจานนอนและเครื่องสับมันที่พัฒนาขึ้นสามารถสับมันเป็นแผ่นแต่ยังไม่สม่ำเสมอเท่าที่ควร ซึ่งถ้าเป็นลักษณะของมันเส้นที่ผ่าน การสับด้วยเครื่องสับแบบจานรูของลานมันสำปะหลังทั่วไปจะมีลักษณะเป็นก้อนไม่สม่ำเสมอเช่นกัน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์, ปรีดาวรรณ ไชยศรีชลธาร, ปรีชา อานันท์รัตนกุล, นิทัศน์ ตั้งพินิจกุล, จิราวัสส์ เจียตระกูล, ประสาท แสงพันธุ์ตา, วุฒิพล จันทร์สระคู, ศักดิ์ชัย อาษาวัง และกอบชัย ไกรเทพ. 2558. วิจัยและพัฒนาเครื่องจักรสำหรับทำมันเส้นสะอาด. กรมวิชาการเกษตร: 28 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จานตัดของเครื่องตัดแบบจานหมุน โดยดัดแปลงจานตัดแบบเดิมที่ทำให้ชิ้นมันมีขนาดไม่แน่นอน และมีขนาดใหญ่ ทำให้การตากใช้เวลานาน เนื่องจากต้องการให้ชิ้นมันมีขนาดเล็กลง และมีรูปแบบของชิ้นมันที่เป็นรูปแบบเดียวกันมากขึ้น ซึ่งหลังการออกแบบพบว่าสมรรถนะการตัดลดลงจาก 9-11 ตันต่อชั่วโมง เป็น 6-8 ตันต่อชั่วโมง และขนาดชิ้นเล็กลง โดยชิ้นมันมีขนาดเฉลี่ย 5×2.4×0.6 เซนติเมตร&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratiku. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เครื่องสับมันสำปะหลังแบบใบมีดโยก สำหรับผลิตชิ้นมันเส้นสะอาดเพื่อเป็นส่วนผสมอาหารสำหรับโคนม เครื่องต้นแบบมีส่วนประกอบหลักคือ ชุดทำความสะอาดหัวมันสำปะหลังที่มีลักษณะเป็นตะแกรงหมุนเพื่อแยกสิ่งเจือปน ชุดป้อนหัวมันเข้าสู่ชุดใบมีดสับ ชุดใบมีดสับสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นรูปแบบการสับตามขวาง และตัดแยกชิ้นมันเป็นรูปทรงแท่งยาว&amp;lt;ref&amp;gt;ธวัชชัย ทิวาวรรณวงศ์ และ วิรัตน์ หวังเขื่อนกลาง. 2548. การศึกษาเครื่องสับมันสำปะหลังแบบใบมีดโยกสำหรับผลิตชิ้นมันเส้น. การประชุมวิชาการครั้งที่ 6 ประจำปี 2548 สมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ข้อดีข้อเสียของเครื่องสับหัวมัน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องสับหัวมันที่พัฒนาขึ้นสามารถสับมันเป็นแผ่น ซึ่งถ้าเป็นลักษณะของมันเส้นที่ผ่านการสับด้วยเครื่องสับแบบจานรูของลานมันสำปะหลังทั่วไปจะมีลักษณะเป็นก้อนไม่สม่ำเสมอ ซึ่งไม่มีความเหมาะสมต่อการอบแห้งเนื่องจากการอบแห้งจะแห้งไม่พร้อมกัน ทำให้สูญเสียพลังงานในการลดความชื้นมากขึ้น ทั้งนี้ต้องมีการศึกษาการตัดหัวมันสำปะหลังสดด้วยเครื่องตัดชนิดอื่นเพื่อให้ได้ชิ้นมันที่มีขนาดสม่ำเสมอมากขึ้นสอดคล้องกับระยะเวลาที่เหมาะสมในการตากแห้งเพื่่อลดความชื้น และลดการเกิดชิ้นมันขนาดเล็กซึ่งเป็นต้นเหตุของฝุ่นผง จะเป็นการปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการผลิตมันสำปะหลังเส้นของประเทศให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นผลดีกับเกษตรกรผู้ผลิตหัวมันสำปะหลังสด และผู้ประกอบการโรงงานมันเส้นรวมทั้งทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์มันเส้นไปต่างประเทศมีความยั่งยืน และเป็นที่น่าเชื่อถือในระยะยาวต่อไป&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''แป้ง (starch)''' ===&lt;br /&gt;
แป้งที่สกัดเอาเยื่อใยออกแล้วใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารมนุษย์ และเป็นเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด เช่น ใช้ทำวุ้นเส้น ทำเบียร์ ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น เป็นตัวทำให้สารติดแน่น คงรูปร่าง ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมซักรีด อุตสาหกรรมทำกระดาษ แป้งเปียก แอลกอฮอล์ อะซีโตน ยา กลูโคส และแป้งดัดแปรโดยสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการผลิต&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วิจารณ์ วิชชุกิจ, ปิยะ กิตติภาดากุล, วัชรี เลิศมงคล,  ณรงค์ สิงห์บุระอุดม, กล้าณรงค์ ศรีรอด และ ปิยะ ดวงพัตรา. มันสำปะหลัง. โครงการการแปรปรูปและการใช้ประโยชน์มันสำปะหลัง. หน่วยปฏิบัติการเทคโนโลยีแประรูปมันสำปะหลังและแป้ง สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 2542. 20 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# แป้งดิบหรือแป้งมันสำปะหลังดิบ (native starch) เป็นแป้งที่ได้จากหัวมันสดด้วยขบวนการแยกกากโปรตีน และองค์ประกอบอื่น ๆ ปัจจุบันมีโรงงานประมาณ 85 โรงงาน ทั่วประเทศไทย มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 2 - 2.5 ล้านต้นต่อปี มีผลผลิตเฉลี่ยทั้งอุตสาหกรรม ประมาณ 1.76 ล้านตันต่อปี&lt;br /&gt;
# แป้งมันสำปะหลังดัดแปร (modified starch) ได้จากการนำแป้งมันสำปะหลังดิบมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางโมเลกุลให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยปกติการผลิตแป้งมันสำปะหลังแปรรูปใช้อัตราแป้งดิบ 1 กิโลกรัม ได้แป้งแปรรูป 0.93 กิโลกรัม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แป้งข้าวเหนียวมันสำปะหลัง (waxy cassava)''' : ศูนย์เกษตรเขตร้อนนานาชาติ (CIAT) ได้พัฒนาเพิ่มมูลค่าของพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยไม่เน้นเพียงการเพิ่มหรือรักษาเสถียรภาพของการผลิตแต่เป็นการพัฒนาลักษณะต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เช่น การปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังที่มีโปรตีนสูงสำหรับผลิตเป็นอาหารสัตว์ การปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังที่เป็นแป้งข้าวเหนียว (waxy starch) ใช้สำหรับอุตสาหกรรมแป้ง ซึ่งทางศูนย์เกษตรเขตร้อนนานาชาติ (CIAT) มองว่าอุตสาหกรรมแป้งข้าวเหนียว (waxy starch) จะเป็นอุตสาหกรรมที่กอให้เกิดการเพิ่มมูลค่าทางเศณษฐกิจแก่ประเทศไทย&amp;lt;ref&amp;gt;สุดเขตต์ นาคะเสถียร. 2552.การพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังข้าวเหนียวของไทยสำหรับอุตสาหกรรมแป้งและเพื่อส่งออก. หนังสือสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย2552.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยแป้ง waxy ได้จากการนำแป้งไปต้มจนอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิข้นใส (gelatinization temperature) เม็ดแป้งจะพองตัวตามการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ การพองตัวและการทำลาย (disruption) ของเมล็ดแป้งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยวิธีที่ดีที่สุดที่ใช้เปลี่ยนแปลงความหนืดในระหว่างต้มแป้ง คือการใช้เครื่องวัดความหนืด (Rapid visco amylograph เรียกย่อว่า RVA) โดยมีหลักการในการวัดความหนืดของแป้งพร้อมการกวนตลอดเวลา ขณะที่ให้ความร้อนในอัตราอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมิที่ต้องการระยะหนึ่ง แล้วทำให้เย็นลงโดยการลดอุณหภูมิในอัตราที่ลดลงอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน&amp;lt;ref&amp;gt;อรพิน ภูมิภมร, เทคโนโลยีของแป้ง. 2533. เคมีของแป้งและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์จากแป้งบางชนิดที่ผลิตในประเทศไทย. ระบบชีวภาพที่สำคัญต่อเทคโนโลยีชีวภาพ. เล่มที่ 5. 212 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากนั้นนำมาวัดความหนืดแป้ง ยิ่งแป้งมีความหนืดมากราคาก็จะดีตามไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์จากแป้งมันสำปะหลัง'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# แป้งมันสำปะหลังที่นิยมใช้มากที่สุดคือ การบริโภคในครัวเรือน กล่าวคือคนไทยบริโภคแป้งมันสำปะหลังประมาณ 7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งจะเป็นการปรุงอาหารประจำวันในบ้านเรือนหรือร้านค้าทั่วไป ถ้ามีการพัฒนาสูตรอาหารหรือมีการใช้บริโภคในครัวเรือนมากขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้แป้งมันสำปะหลังมากขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมแป้งดัดแปร โดยแป้งที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะถูกนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับปฏิกิริยาเคมี เพื่อให้แป้งมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น เหนียวขึ้น ทนความร้อน ทนกรดดีขึ้น แป้งมันสำปะหลังเหมาะสมมากสำหรับการผลิตเป็นแป้งดัดแปร ปริมาณการใช้แป้งเพื่ออุตสาหกรรมแป้งดัดแปรมีมากประมาณกว่า 3 แสนตันต่อปี&lt;br /&gt;
# ใช้ทำผงชูรสและไลซีน โดยผ่านแระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์ที่จำเพาะ&lt;br /&gt;
# สารให้ความหวาน ที่ได้จากการย่อยแป้งให้เล็กลงเป็นหน่วยของน้ำตาลต่าง ๆ มีความจำเป็นต้องใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน ลูกกวาด ยาสีฟัน และยา การใช้แป้งผลิตสารให้ความหวานแต่ละปีมีปริมาณมากกว่าหนึ่งแสนตัน&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมอาหาร และสาคู โดยทั่ว ๆ ไปใช้แป้งเป็นตัวทำให้เหนียวสร้างลักษณะเงาวาว และน้ำหนักให้กับเนื้ออาหาร ส่วนสาคูเป็นอุตสาหกรรมที่ทำจากการเอาแป้งมาขึ้นรูป โดยเครื่องเขย่าให้จับกันเป็นก้อน และร่อนเพื่อคัดขนาดที่ต้องการ คั่วและอบแห้งเป็นเม็ด ๆ เรียกว่าเม็ดสาคู ปริมาณการใช้แป้งประมาณ 1 แสนตันต่อปี ทั้งยังมีผลิตภัณฑ์เม็ดไข่มุกที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังจะให้เนื้อสัมผัสที่เป็นแบบฉบับในรสและเนื้อเจล มีรสชาติแตกต่างไปตามส่วนผสมที่ใส่ เช่น น้ำตาล สารแต่งรสอื่นๆ มีหลายสีและเนื้อสัมผัส ที่เรียกกันว่า “ไข่มุก”&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมกระดาษ (ยกเว้นกระดาษบางชนิด เช่น กระดาษชำระ) มีแป้งเป็นตัวประสาน และเคลือบอยู่ประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักกระดาษ การใช้กระดาษมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี มีการใช้แป้งมันสำปะหลังและแป้งดัดแปรในอุตสาหกรรมกระดาษโดยประมาณ 1 แสนตันต่อปี&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมสิ่งทอ ในการเคลือบเส้นใยของผ้าจำเป็นที่จะต้องใช้แป้งเคลือบ ปกตินิยมใช้แป้งดัดแปรโดยปริมาณแป้งที่ใช้เท่ากับร้อยละ 1 ของน้ำหนัก และมีปริมาณการใช้ประมาณ 2 หมื่นกว่าตันต่อปี&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมไม้อัดและกาว แป้งใช้ผสมสารเคมีต่าง ๆ เป็นกาวติดกระดาษ เช่น กระดาษลูกฟูก รวมทั้งใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัดด้วย มีปริมาณการใช้ประมาณ 3 หมื่นตันต่อปี&lt;br /&gt;
# การใช้แป้งในส่วนอื่น ๆ เช่น ในการผลิตยาเม็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555)&amp;lt;ref&amp;gt;สวลี ดีประเสริฐ, ศุภชัย บุญนำมา, วิทยา บุตรทองมูล, บุปผา ชินเชิดวงศ์ และ วีระ โลหะ. 2555. การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล. งานประชุมวิชาการระดับชาติ. มหาวิทยาลัยทักษิณ ครั้งที่ 22. 3:39-46.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556)&amp;lt;ref&amp;gt;ลัดดาวัลย์ หอกกิ่ง. 2556. ผลของการใช้กากามันสำปะหลังต่อการย่อยได้ของโภชนะ สมรรถนะ การผลิตคุณภาพไข่ คอเลสเตอรอลในไข่แดง และการเปลี่ยนแปลงประชาการจุลินทรีย์ของไก่ไข่. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์. 111 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน.png|alt=การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน|thumb|การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์''' ===&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกดูแลรักษาง่าย มีศัตรูธรรมชาติน้อย ดังนั้นราคาของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจึงต่ำกว่าธัญพืช และยังเหมาะที่จะใช้เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตสำหรับการนำมาผสมกับหัวอาหารเป็นอาหารสัตว์ เช่น สุกร ไก่ ปลา และปศุสัตว์ แต่ยังต้องเพิ่มวิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโนบางตัว เช่น เลี้ยงไก่ต้องเสริมสารอาหารและสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระเพิ่มเติม ในปัจจุบันทั่วโลกนิยมนำมันสำปะหลังมาเลี้ยงสัตว์มากขึ้นเนื่องจากราคาต่ำกว่าธัญพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศไทยส่งมันสำปะหลังออกขายในรูปอัดเม็ดและมันเส้น ในปริมาณกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ส่งออกทั้งหมด ตลาดที่สำคัญของไทยคือประชาคมเศษฐกิจยุโรป  ส่วนแป้งส่งขายให้ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ตามเรามักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการกีดกันทางการค้าและกฎเกณฑ์การนำเข้ามันสำปะหลังในรูปอาหารสัตว์ในประชาคมเศษฐกิจยุโรป ซึ่งทำให้มันสำปะหลังจากไร่เกษตรกรมีราคาต่ำและแปรปรวนมาก จึงควรนำมันสำปะหลังไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าหัวมันสำปะหลังให้สูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''คุณค่าทางโภชนาการของมันเส้นหรือมันอัดเม็ด'''&amp;lt;ref&amp;gt;อุทัย และคณะ (2540)&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://nutrition.dld.go.th/Nutrition_Knowlage/ARTICLE/new_article/cassava2.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันเส้นหรือมันอัดเม็ดจัดเป็นวัตถุดิบประเภทแป้ง เช่นเดียวกับข้าวโพด และปลายข้าว แต่มันเส้นหรือมันอัดเม็ดมีปริมาณโปรตีนที่ต่ำกว่า การแก้ปัญหาโปรตีนต่ำในมันเส้นหรือมันอัดเม็ดสามารถทำได้โดยการเพิ่มวัตถุดิบอาหารโปรตีนสูง เช่น กากถั่วเหลืองในสูตรอาหารให้สูงขึ้น ก็จะช่วยให้มันเส้นหรือมันอัดเม็ดมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับข้าวโพดหรือปลายข้าว และสามารถทดแทนข้าวโพดหรือปลายข้าวในสูตรอาหารเลี้ยงสัตว์ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การใช้ใบมันสำปะหลังแห้งในสูตรอาหารสัตว์'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;สุกัญญา จัตตุพรพงษ์ และ วราพันธุ์ จินตณวิชญ์. ม.ป.ป.. ศูนย์ค้นคว้าและพัฒนาวิชาการอาหารสัตว์ สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจ ฯ. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www3.rdi.ku.ac.th/exhibition/51/Trade/trade_05-01/trade_05_1.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11/03/2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าใบมันสำปะหลังจะมีสารพิษสำคัญ 2 ชนิด คือกรดไฮโดรไซยานิคและสารแทนนิน แต่ในใบมันแห้งจะมี เหลืออยู่ในระดับต่ำมาก เช่นเดียวกับในมันเส้นที่กรดไฮโดรไซยานิคระเหยออกไประหว่างผึ่งแดด จนเหลือในระดับที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับสัตว์ นอกจากนี้กรดไฮโดรไซยานิคในระดับต่ำดังกล่าวนี้กลับช่วยกระตุ้นให้เกิดระบบที่ทำให้สัตว์มีความต้านทานโรคเพิ่มขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีขั้นตอนดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# เก็บใบมันสำปะหลัง ซึ่งควรเก็บใบมันสำปะหลังจากต้นก่อนทำการเก็บเกี่ยวหัวมัน เนื่องจากการเก็บใบมันสำปะหลังหลังการเกี่ยวแล้วนั้นอาจทำได้ไม่สะดวก และไม่สามารถเก็บใบมันสำปะหลังในแปลงได้หมด อย่างไรก็ตามควรเก็บใบมันก่อนการขุดหัวมันไม่เกิน 12– 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
# การเก็บใบมันนั้นควรเด็ดจากส่วนยอดบริเวณที่มีสีเขียวยาวลงมาประมาณ 20 เซนติเมตร ส่วนที่เหลือเด็ดเฉพาะใบกับก้านใบเท่านั้น และไม่ควรเก็บส่วนของลำต้นติดมาด้วย เนื่องจากจะทำให้ใบมันสำปะหลังที่ได้มีคุณภาพต่ำ กล่าวคือโปรตีนต่ำ เยื่อใยสูง และส่วนก้านกับลำต้นยังทำให้แห้งได้ช้าอีกด้วย&lt;br /&gt;
# เมื่อเก็บใบมันมาแล้วควรตากหรือผึ่งแดดให้เร็วที่สุด เนื่องจากการเก็บไว้ในกระสอบหรือกองไว้ ทำให้เกิดความร้อนขึ้น ส่งผลให้ใบมันสำปะหลังมีลักษณะตายนึ่ง ใบมันสำปะหลังที่ได้เป็นสีน้ำตาล ไม่เป็นสีเขียว ทั้งยังทำให้มีการสูญเสียวิตามินเอและสารสีในใบมันไปด้วย&lt;br /&gt;
# นำใบมันสำปะหลังที่เก็บได้มาตากหรือผึ่งแดดให้แห้ง โดยอาจสับเป็นชิ้น ซึ่งจะทำให้ตากแห้งเร็วขึ้น ระหว่างการตาก ควรกลับใบมันสำปะหลังไปมาเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ส่วนใบและก้านแห้งได้ทั่วถึง โดยตากหรือผึ่งแดด นาน 2 – 3 แดด ซึ่งใบมันแห้งที่ได้นี้สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารโค – กระบือได้ทันที ส่วนในสัตว์กระเพาะเดี่ยวพวกสุกรและสัตว์ปีกต้องนำไปบดให้ละเอียดก่อนนำไปใช้ผสมกับวัตถุดิบชนิดอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อแนะนำการใช้ ในสูตรอาหารสุกรรุ่น-ขุน และแม่พันธุ์ ให่ใช้ในระดับไม่เกิน 10-15 เปอร์เซ็นต์ อาหารสัตว์ปีกไม่เกิน 5-7 เปอร์เซ็นต์ อาหารผสมรวม (TMR) สำหรับโค-กระบือ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่จะไม่มีปัญหาจากสารพิษทั้งสองชนิดดังกล่าวข้างต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''คุณค่าทางโภชนาการของใบมันสำปะหลังแห้ง'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณค่าทางโภชนาการของใบมันสำปะหลังจะผันแปรตามปริมาณส่วนใบกับก้านและลำต้นที่ติดมา ถ้ามีส่วนใบมากโปรตีนก็จะสูง ถึง 19.69 เปอร์เซ็นต์ ความชื้น 8.76 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 3.68 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 22.78 เปอร์เซ็นต์ เถ้า 8.56 เปอร์เซ็นต์ แคลเซี่ยม 1.69 เปอร์เซ็นต์ และฟอสฟอรัส 0.20 เปอร์เซ็นต์ พลังงานใช้ประโยชน์ได้ในสุกร 2,868 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม ในสัตว์ปีก 2,628 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม ส่วนปริมาณแทนนินที่มีอยู่ในระดับต่ำ 14.79 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ก็มีประโยชน์สามารถควบคุมพยาธิในตัวสัตว์ได้ด้วยนอกจากนี้ใบมันสำปะหลังแห้งยังสามารถใช้เป็นแหล่งของวิตามินเอ (แคโรทีน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การใช้กากมันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์'''&amp;lt;ref&amp;gt;ลัดดาวัลย์ หอกกิ่ง. 2556. ผลของการใช้กากามันสำปะหลังต่อการย่อยได้ของโภชนะ สมรรถนะ การผลิตคุณภาพไข่ คอเลสเตอรอลในไข่แดง และการเปลี่ยนแปลงประชาการจุลินทรีย์ของไก่ไข่. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์. 111 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กากมันสำปะหลังที่เหลือจากโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังยังมีคุณค่าทางโภชนาการหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะแป้งซึ่งสำมารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ จึงมีการศึกษานำกากมันสำปะหลังไปใช้ในสูตรอาหารสัตว์ เช่น ใช้ผสมในอาหารไก่เนื้อ ทั้งนี้ในสูตรอาหารสัตว์ปีกมีการใช้มันสำปะหลังและส่วนเหลือทิ้งได้หลายรูปแบบ เช่น มันเส้นมันอัดเม็ด มันสำปะหลังป่น แป้งมัน และกากมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการรวบรวมเอกสารพบว่ามีการใช้กากมันสำปะหลังในอาหารไก่เนื้อที่ระดับ 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะการผลิต&amp;lt;ref&amp;gt;ยุวเรศ เรืองพานิช, อรประพันธ์ ส่งเสริม, สุกัญญา รัตนทับทิมทอง, ณัฐชนก อมรเทวภัทร, สุชาติ สงวนพันธุ์, อรทัย ไตรวุฒานนท์ และอรรถวุฒิ พลายบุญ. 2550. การใช้ประโยชน์ของกากมันสำปะหลังในการนำมาเป็นอาหารสัตว์ปีก.รายงานการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;ปรีดา คำศรี, ยุวเรศ เรืองพานิช, เสกสม อาตมางกูร, อรประพันธ์ ส่งเสริม และณัฐชนก อมรเทวภัทร. 2552. ผลของระดับกากมันสำปะหลังและรูปแบบอาหารต่อสมรรถภาพการผลิตในไก่เนื้อ. การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 47. สาขาสัตวศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. หน้า 132 – 140.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;Khempaka, S., Molee, W., and Guillaume, M. 2009. Dried cassava pulp as an alternative feedstuff for broilers: effect on growth performance, carcass traits, digestive organs, and nutrient digestibility. J. Poult. Sci. Res. 18: 487 – 493.&amp;lt;/ref&amp;gt;  แต่การใช้กากมันสำปะหลังในระดับที่สูงเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อระบบการย่อยของไก่ได้ เนื่องจากปริมาณเยื่อใยที่สูง และอาจส่งผลให้ค่าความหนาแน่นของอาหารลดลง อาหารไหลผ่านในทางเดินอาหารได้เร็วอาจส่งผลกระทบต่อการกินอาหาร และอัตราการให้ผลผลิตไข่ของไก่ไข่ได้&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ตาราง คุณค่าทางโภชนาการของมันสำปะหลังเปรียบเทียบกับพืชอื่น ๆ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;7&amp;quot; |ส่วนประกอบทางเคมีของวัสดุเกษตรจำพวกแป้ง (%  น้ำหนักแห้ง)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|วัตถุดิบ&lt;br /&gt;
|ความชื้น&lt;br /&gt;
|โปรตีน&lt;br /&gt;
|ไขมัน&lt;br /&gt;
|เยื่อใย&lt;br /&gt;
|คาร์โบไฮเดรท&lt;br /&gt;
|แป้ง&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
|66&lt;br /&gt;
|1&lt;br /&gt;
|0.3&lt;br /&gt;
|1&lt;br /&gt;
|26&lt;br /&gt;
|77&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวโพด&lt;br /&gt;
|16&lt;br /&gt;
|9&lt;br /&gt;
|4&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|60&lt;br /&gt;
|71&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันฝรั่ง&lt;br /&gt;
|78&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|0.1&lt;br /&gt;
|0.7&lt;br /&gt;
|18&lt;br /&gt;
|82&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวสาลี&lt;br /&gt;
|14&lt;br /&gt;
|13&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|3&lt;br /&gt;
|64&lt;br /&gt;
|74&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวฟ่าง&lt;br /&gt;
|16&lt;br /&gt;
|9&lt;br /&gt;
|3&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|75&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าว&lt;br /&gt;
|12&lt;br /&gt;
|8&lt;br /&gt;
|0.5&lt;br /&gt;
|&amp;lt;nowiki&amp;gt;-&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
|78&lt;br /&gt;
|89&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันเทศ&lt;br /&gt;
|68&lt;br /&gt;
|1.5&lt;br /&gt;
|0.3&lt;br /&gt;
|&amp;lt;nowiki&amp;gt;-&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
|23&lt;br /&gt;
|72&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(อรพิน, 2533)&amp;lt;ref&amp;gt;อรพิน ภูมิภมร, เทคโนโลยีของแป้ง. 2533. เคมีของแป้งและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์จากแป้งบางชนิดที่ผลิตในประเทศไทย. ระบบชีวภาพที่สำคัญต่อเทคโนโลยีชีวภาพ. เล่มที่ 5. 212 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=764</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=764"/>
		<updated>2021-11-19T08:21:40Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2556. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญและแนวโน้มปี 2556: มันสำปะหลัง. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th/ewt_news.php?nid=13577&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;Sukra, A.B. 1996. Performance of API cassava root digger elevator. MARDI Report, no. 187.  Agricultural Research and Development Institute, Kuala Lumpur.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสําปะหลังแห่งประเทศไทย. 2547.  เกี่ยวกับมันสําปะหลัง.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2537. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2547. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549)&amp;lt;ref&amp;gt;บุญเหลือ ศรีมุงคุณ, จำลอง กกรัมย์ และวงเดือน ประสมทอง. 2549. ผลของอายุเก็บเกี่ยวและการจักการวัชพืชต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7. ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร,: 30 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วุฒิศักดิ์ พรพรหมประทาน, ประวัติ อุทโยภาศ และอนุชิต ทองกล่ำ. 2539. การเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 ที่ปลูกกลางฤดูฝน. หน้า 226-229. ใน รายงานผลงานวิจัยประจำปี 2539 มันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง&amp;lt;ref&amp;gt;โอภาษ บุญเส็ง, ดนัย ศุภาหาร, ดลใจ แพทย์กะโทก และเมธี คำหุ่ง. 2543. การเปรียบเทียบพันธุ์มันสำปะหลังในไร่เกษตรกรเพื่อปลูกปลายฝน. หน้า 347-356. ใน รายงานผลงานวิจัย 2543 มันสำปะหลัง. สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt; การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สมพงษ์ กาทอง. 2537. การเขตกรรมมันสำปะหลัง. หน้า 71-83. ใน เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4  ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่  3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี. 2552. ต้นทุนการผลิตพืช.  Available from :&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://lopburi.doae.go.th/lamsonti/tontun.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;ศุภวัฒน์ ปากเมย. 2540. การออกแบบและประเมินผลเครื่องขุดมันสําปะหลัง. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว&amp;lt;ref&amp;gt;เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา. 2549. การออกแบบและทดสอบอุปกรณ์ช่วยขนย้ายมันสําปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การขุดมันสำปะหลัง.jpg|alt=การขุดมันสำปะหลัง|thumb|การขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt; แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|กองรวมต้นพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง.png|alt=การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง|thumb|การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์'''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองมันสำปะหลัง.png|alt=กองมันสำปะหลัง|thumb|กองมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|'''การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน.png|alt=การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน|thumb|การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน]]&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน'''''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fibe&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot;&amp;gt;Wheatley, C.C. and W.W. Schwabe. (1985). Scopoletin Involvement in Post-Harvest Physiological Deterioration of Cassava Root (''Manihot esculenta'' Crantz). Journal of Experimental Botany. 36(5):783-791.&amp;lt;/ref&amp;gt;) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976)&amp;lt;ref&amp;gt;Booth, R.H., Buckle T.S., Cardenas O.S., Gomez G. and Hervas E. (1976). Changes in quality of cassava roots during storage. International Journal of Food Science &amp;amp; Technology. 11(3):245-264.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช&amp;lt;ref&amp;gt;บัณฑิต หิรัญสถิตพร, จาตุพงศ์ วาฤทธิ์, นำพร ปัญโญใหญ่, ราวุ น่วมปฐม และเอ็จ สโรบล. 2552. เครื่องขุดมันสําปะหลังพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก. ในรายงานผลงานวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้: 46 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratikul. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. Environmental Engineering division Asian Institute of technology Thailand.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;พร้อมพันธุ์ เสรีวิชยสวัสดิ์. 2549. อิทธิพลของระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังการตัดต้นที่มีต่อผลผลิตและคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง. มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งปะเทศ. สืบค้นจาก : &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org/reference/03.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt; [มี.ค. 2556]&amp;lt;/ref&amp;gt;และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ&amp;lt;ref&amp;gt;สุรพงษ์ เจริญรัถ, นันทวรรณ สโรบล, กุลศิริ กลั่นนุรักษ์, อาภาณี โภคประเสริฐ, เสาวรี ตังสกุล, จรุงสิทธิ์ ลิ่มศิลา และอุดม เลียบวัน. 2550. กิจกรรมการศึกษาโอกาสและข้อจำกัดของการผลิตพืชไร่ เศรษฐกิจสำคัญงานทดลองประเมินความคุ้มค่าการลงทุนและสภาวะความเสี่ยงของเกษตรกรจากความแปรปรวนด้านการผลิตและราคาของผลผลิตมันสำปะหลังและอ้อย, น.135-139. เอกสาร ประกอบการสัมมนาเรื่องแนวทางการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง.159 น.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว&amp;lt;ref&amp;gt;Anuchit Chamsing. 2007. Agricultural Mechanization Status and Energy Consumption for Crop&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Production in Thailand. AIT Diss No. AE…(In process). Asian Institute of Technology.&amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครืองแมคโครขุดมันสำปะหลัง.png|alt=เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง|thumb|เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''เครื่องขุดมันสำปะหลัง''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา&amp;lt;ref&amp;gt;สามารถ บุญอาจ. 2543. การออกแบบและพัฒนาเครื่องเก็บหัวมันสำปะหลังแบบติดพ่วงกับรถแทรกเตอร์.  วิทยานิพนธ์ปริญญาโท.  สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553)&amp;lt;ref&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์. 2553. โครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดเก็บมันสำปะหลังและเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังจากเหง้า. กรมวิชาการเกษตร.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.png|alt=เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง|thumb|เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิชา หมั่นทำการ. 2552. เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง. ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.rdi.ku.ac.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. (30 กันยายน 2553).&amp;lt;/ref&amp;gt; ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ และเสรี วงส์พิเชษฐ. 2556. การศึกษาและพัฒนาอุปกรณ์ลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วารสารวิจัย มข. 18(2): 212-220.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=763</id>
		<title>ไฟล์:การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=763"/>
		<updated>2021-11-19T08:21:05Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;การตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=762</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=762"/>
		<updated>2021-11-19T08:17:10Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2551ก.สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt; และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สืบค้น 10 พ.ค. 2563. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|164x164px|ภาพหัวสดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
ส่วนหัวของมันสำปะหลัง (tuber) เป็นส่วนรากสะสมอาหารที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต สะสมอาหารมีปริมาณแป้งประมาณ 15 – 40 % มีกรดไฮโดรไซยานิก ( HCN ) ซึ่งมีพิษ จะมีอยู่มากในส่วนของเปลือกมากกว่าเนื้อของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใบมันสำปะหลังเป็นใบเดี่ยว เกิดเรียงรอบลำต้น ก้านใบอาจมีสีเขียวหรือสีแดงขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวใบหรือแผ่นใบจะเว้าเป็นหยักลึกเป็นแฉก จำนวนหยักมีตั้งแต่ 3-9 หยัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
ลำต้นของมันสำปะหลังเป็นลำต้นตั้งตรง สีของลำต้นแตกต่างกันไปตามพันธุ์ ส่วนที่อยู่ใกล้ยอดมีสีเขียว ส่วนแก่ที่ต่ำลงมาอาจมีสีน้ำเงิน สีเหลือง หรือสีน้ำตาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
เมล็ดมันสำปะหลังจะมีลักษณะรูปร่างยาวรี มีสีน้ำตาล และมีลายดำ เมื่อผลแก่เมล็ดจะแตกดีดเมล็ดกระเด็นออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง, 25/03/2564)&amp;lt;ref&amp;gt;สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพ การทำมันเส้น.jpg|alt=ภาพ การทำมันเส้น|thumb|การทำมันเส้น]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;ปรารถนา ปรารถนาดี, จิรชัย พุทธกุลสมศิริ, เจริญชัย โขมพัตราภรณ์ และชุมพร มณฑาทิพย์กลุ. 2552. การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในประเทศไทย. รายงานวิจัย. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. 318 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก&amp;lt;ref&amp;gt;Food and Agricultural Organization of the United Nations [FAO]. 2009. FAOSTAT. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://faostat.fao.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip) ===&lt;br /&gt;
การแปรรูปมันสำปะหลังที่นิยมมากที่สุดคือการทำมันเส้น เมื่อเก็บเกี่ยวหัวมันสดแล้วนำมาตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ด้วยเครื่องตัด แล้วตากแห้งเพื่อส่งขายเป็นวัตถุดิบให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หรืออุตสาหกรรมมันอัดเม็ด หรือใช้ทดแทนธัญพืชอื่นที่ให้พลังงาน เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี เพราะมีราคาต่ำกว่า โดยหัวมันสำปะหลังสดปริมาณ 2.5 กิโลกรัม &amp;lt;ref&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย. สืบค้น 10 มีนาคม 2564. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tapiocathai.org/Mainpage.html&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;จะผลิตเป็นมันเส้นได้ 1 กิโลกรัม มันเส้น ประกอบไปด้วย แป้ง (polarimetric) 70-75 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 2 เปอร์เซ็นต์ ความชื้น 11 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 2 เปอร์เซ็นต์ และดินทราย 1 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ขั้นตอนการทำมันเส้นสะอาด มีดังนี้'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#  ทำความสะอาดสิ่งเจือปนที่ติดมากับหัวมัน&lt;br /&gt;
#  นำหัวมันที่สะอาดแล้วใส่เครื่องป้อน (กรณีที่ใช้เครื่องป้อน) หรือ ใส่เครื่องตัด หรือ ใช้มีดหั่นเป็นชิ้น ๆ&lt;br /&gt;
#  นำชิ้นหัวมันที่หั่นแล้วไปตากแดดบนลานคอนกรีต (ลานตาก) หรือพื้นที่ปูด้วยวัสดุ เช่น เสื่อ ตะแกรงไม้ไผ่&lt;br /&gt;
#  ระหว่างการตากแดดจะต้องใช้คราดพลิกด้าน มันเส้นทุก ๆ 1 - 2 ชั่วโมง อาจใช้คนงาน หรือรถ แทรกเตอร์ก็ได้ เมื่อมันเส้นแห้งดีแล้วก็ส่งขายต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ข้อดีของการใช้มันเส้นเป็นอาหารสัตว์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ประกอบด้วยแป้งเป็นหลัก สัตว์กระเพาะเดี่ยวและสัตว์ปีกย่อยได้ง่ายกว่าข้าวโพดเมล็ดและข้าวฟ่างเมล็ด และเป็นแหล่งแป้งและน้ำตาลที่ดีในการเร่งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในกระเพาะหมักของโค-กระบือ&lt;br /&gt;
# มีการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อราโดยเฉพาะอะฟลาทอกซินน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวโพดเมล็ด&lt;br /&gt;
# มักพบจุลินทรีย์กลุ่มแลคโตบาซิลลัสและยีสต์ที่เป็นประโยชน์ต่อสัตว์ ช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพดี&lt;br /&gt;
# สามารถใช้ทดแทนวัตถุดิบธัญพืช เช่น ข้าวโพดเมล็ด ข้าวฟ่างเมล็ด ปลายข้าว ซึ่งเป็นวัตถุดิบประเภทพลังงาน หรือแป้งเช่นเดียวกันได้อย่างเต็มที่ในสูตรอาหารสัตว์ทุกชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''เครื่องจักรกลผลิตมันเส้น'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องหั่นชิ้นมันเส้นมีหลักการทำงานโดยป้อนหัวมันสำปะหลังเข้าสู่ส่วนทำความสะอาด ซึ่งใช้หลักการขัดสีของวัสดุกับผิววัตถุดิบในน้ำ ขัดผิวและล้างให้สะอาด แล้วลำเลียงส่งเข้าชุดใบมีดที่ใช้หลักการเฉือนได้เป็นชิ้นมันเส้นสะอาด เครื่องหั่นใช้ต้นกำลังขับในเพลาเดียวกันทำให้ทุกส่วนทำงานต่อเนื่องพร้อมกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิรัตน์ หวังเขื่อนกลาง. 2555. เครื่องหั่นชิ้นมันเส้น. การประชุมวิชาการสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 13. หน้า 148-155.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''       '''  เครื่องสับมันแบบจานนอนและเครื่องสับมันที่พัฒนาขึ้นสามารถสับมันเป็นแผ่นแต่ยังไม่สม่ำเสมอเท่าที่ควร ซึ่งถ้าเป็นลักษณะของมันเส้นที่ผ่าน การสับด้วยเครื่องสับแบบจานรูของลานมันสำปะหลังทั่วไปจะมีลักษณะเป็นก้อนไม่สม่ำเสมอเช่นกัน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์, ปรีดาวรรณ ไชยศรีชลธาร, ปรีชา อานันท์รัตนกุล, นิทัศน์ ตั้งพินิจกุล, จิราวัสส์ เจียตระกูล, ประสาท แสงพันธุ์ตา, วุฒิพล จันทร์สระคู, ศักดิ์ชัย อาษาวัง และกอบชัย ไกรเทพ. 2558. วิจัยและพัฒนาเครื่องจักรสำหรับทำมันเส้นสะอาด. กรมวิชาการเกษตร: 28 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จานตัดของเครื่องตัดแบบจานหมุน โดยดัดแปลงจานตัดแบบเดิมที่ทำให้ชิ้นมันมีขนาดไม่แน่นอน และมีขนาดใหญ่ ทำให้การตากใช้เวลานาน เนื่องจากต้องการให้ชิ้นมันมีขนาดเล็กลง และมีรูปแบบของชิ้นมันที่เป็นรูปแบบเดียวกันมากขึ้น ซึ่งหลังการออกแบบพบว่าสมรรถนะการตัดลดลงจาก 9-11 ตันต่อชั่วโมง เป็น 6-8 ตันต่อชั่วโมง และขนาดชิ้นเล็กลง โดยชิ้นมันมีขนาดเฉลี่ย 5×2.4×0.6 เซนติเมตร&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratiku. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เครื่องสับมันสำปะหลังแบบใบมีดโยก สำหรับผลิตชิ้นมันเส้นสะอาดเพื่อเป็นส่วนผสมอาหารสำหรับโคนม เครื่องต้นแบบมีส่วนประกอบหลักคือ ชุดทำความสะอาดหัวมันสำปะหลังที่มีลักษณะเป็นตะแกรงหมุนเพื่อแยกสิ่งเจือปน ชุดป้อนหัวมันเข้าสู่ชุดใบมีดสับ ชุดใบมีดสับสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นรูปแบบการสับตามขวาง และตัดแยกชิ้นมันเป็นรูปทรงแท่งยาว&amp;lt;ref&amp;gt;ธวัชชัย ทิวาวรรณวงศ์ และ วิรัตน์ หวังเขื่อนกลาง. 2548. การศึกษาเครื่องสับมันสำปะหลังแบบใบมีดโยกสำหรับผลิตชิ้นมันเส้น. การประชุมวิชาการครั้งที่ 6 ประจำปี 2548 สมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ข้อดีข้อเสียของเครื่องสับหัวมัน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องสับหัวมันที่พัฒนาขึ้นสามารถสับมันเป็นแผ่น ซึ่งถ้าเป็นลักษณะของมันเส้นที่ผ่านการสับด้วยเครื่องสับแบบจานรูของลานมันสำปะหลังทั่วไปจะมีลักษณะเป็นก้อนไม่สม่ำเสมอ ซึ่งไม่มีความเหมาะสมต่อการอบแห้งเนื่องจากการอบแห้งจะแห้งไม่พร้อมกัน ทำให้สูญเสียพลังงานในการลดความชื้นมากขึ้น ทั้งนี้ต้องมีการศึกษาการตัดหัวมันสำปะหลังสดด้วยเครื่องตัดชนิดอื่นเพื่อให้ได้ชิ้นมันที่มีขนาดสม่ำเสมอมากขึ้นสอดคล้องกับระยะเวลาที่เหมาะสมในการตากแห้งเพื่่อลดความชื้น และลดการเกิดชิ้นมันขนาดเล็กซึ่งเป็นต้นเหตุของฝุ่นผง จะเป็นการปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการผลิตมันสำปะหลังเส้นของประเทศให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นผลดีกับเกษตรกรผู้ผลิตหัวมันสำปะหลังสด และผู้ประกอบการโรงงานมันเส้นรวมทั้งทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์มันเส้นไปต่างประเทศมีความยั่งยืน และเป็นที่น่าเชื่อถือในระยะยาวต่อไป&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''แป้ง (starch)''' ===&lt;br /&gt;
แป้งที่สกัดเอาเยื่อใยออกแล้วใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารมนุษย์ และเป็นเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด เช่น ใช้ทำวุ้นเส้น ทำเบียร์ ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น เป็นตัวทำให้สารติดแน่น คงรูปร่าง ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมซักรีด อุตสาหกรรมทำกระดาษ แป้งเปียก แอลกอฮอล์ อะซีโตน ยา กลูโคส และแป้งดัดแปรโดยสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการผลิต&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วิจารณ์ วิชชุกิจ, ปิยะ กิตติภาดากุล, วัชรี เลิศมงคล,  ณรงค์ สิงห์บุระอุดม, กล้าณรงค์ ศรีรอด และ ปิยะ ดวงพัตรา. มันสำปะหลัง. โครงการการแปรปรูปและการใช้ประโยชน์มันสำปะหลัง. หน่วยปฏิบัติการเทคโนโลยีแประรูปมันสำปะหลังและแป้ง สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 2542. 20 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# แป้งดิบหรือแป้งมันสำปะหลังดิบ (native starch) เป็นแป้งที่ได้จากหัวมันสดด้วยขบวนการแยกกากโปรตีน และองค์ประกอบอื่น ๆ ปัจจุบันมีโรงงานประมาณ 85 โรงงาน ทั่วประเทศไทย มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 2 - 2.5 ล้านต้นต่อปี มีผลผลิตเฉลี่ยทั้งอุตสาหกรรม ประมาณ 1.76 ล้านตันต่อปี&lt;br /&gt;
# แป้งมันสำปะหลังดัดแปร (modified starch) ได้จากการนำแป้งมันสำปะหลังดิบมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางโมเลกุลให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยปกติการผลิตแป้งมันสำปะหลังแปรรูปใช้อัตราแป้งดิบ 1 กิโลกรัม ได้แป้งแปรรูป 0.93 กิโลกรัม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แป้งข้าวเหนียวมันสำปะหลัง (waxy cassava)''' : ศูนย์เกษตรเขตร้อนนานาชาติ (CIAT) ได้พัฒนาเพิ่มมูลค่าของพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยไม่เน้นเพียงการเพิ่มหรือรักษาเสถียรภาพของการผลิตแต่เป็นการพัฒนาลักษณะต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เช่น การปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังที่มีโปรตีนสูงสำหรับผลิตเป็นอาหารสัตว์ การปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังที่เป็นแป้งข้าวเหนียว (waxy starch) ใช้สำหรับอุตสาหกรรมแป้ง ซึ่งทางศูนย์เกษตรเขตร้อนนานาชาติ (CIAT) มองว่าอุตสาหกรรมแป้งข้าวเหนียว (waxy starch) จะเป็นอุตสาหกรรมที่กอให้เกิดการเพิ่มมูลค่าทางเศณษฐกิจแก่ประเทศไทย&amp;lt;ref&amp;gt;สุดเขตต์ นาคะเสถียร. 2552.การพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังข้าวเหนียวของไทยสำหรับอุตสาหกรรมแป้งและเพื่อส่งออก. หนังสือสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย2552.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยแป้ง waxy ได้จากการนำแป้งไปต้มจนอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิข้นใส (gelatinization temperature) เม็ดแป้งจะพองตัวตามการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ การพองตัวและการทำลาย (disruption) ของเมล็ดแป้งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยวิธีที่ดีที่สุดที่ใช้เปลี่ยนแปลงความหนืดในระหว่างต้มแป้ง คือการใช้เครื่องวัดความหนืด (Rapid visco amylograph เรียกย่อว่า RVA) โดยมีหลักการในการวัดความหนืดของแป้งพร้อมการกวนตลอดเวลา ขณะที่ให้ความร้อนในอัตราอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมิที่ต้องการระยะหนึ่ง แล้วทำให้เย็นลงโดยการลดอุณหภูมิในอัตราที่ลดลงอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน&amp;lt;ref&amp;gt;อรพิน ภูมิภมร, เทคโนโลยีของแป้ง. 2533. เคมีของแป้งและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์จากแป้งบางชนิดที่ผลิตในประเทศไทย. ระบบชีวภาพที่สำคัญต่อเทคโนโลยีชีวภาพ. เล่มที่ 5. 212 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากนั้นนำมาวัดความหนืดแป้ง ยิ่งแป้งมีความหนืดมากราคาก็จะดีตามไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์จากแป้งมันสำปะหลัง'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# แป้งมันสำปะหลังที่นิยมใช้มากที่สุดคือ การบริโภคในครัวเรือน กล่าวคือคนไทยบริโภคแป้งมันสำปะหลังประมาณ 7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งจะเป็นการปรุงอาหารประจำวันในบ้านเรือนหรือร้านค้าทั่วไป ถ้ามีการพัฒนาสูตรอาหารหรือมีการใช้บริโภคในครัวเรือนมากขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้แป้งมันสำปะหลังมากขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมแป้งดัดแปร โดยแป้งที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะถูกนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับปฏิกิริยาเคมี เพื่อให้แป้งมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น เหนียวขึ้น ทนความร้อน ทนกรดดีขึ้น แป้งมันสำปะหลังเหมาะสมมากสำหรับการผลิตเป็นแป้งดัดแปร ปริมาณการใช้แป้งเพื่ออุตสาหกรรมแป้งดัดแปรมีมากประมาณกว่า 3 แสนตันต่อปี&lt;br /&gt;
# ใช้ทำผงชูรสและไลซีน โดยผ่านแระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์ที่จำเพาะ&lt;br /&gt;
# สารให้ความหวาน ที่ได้จากการย่อยแป้งให้เล็กลงเป็นหน่วยของน้ำตาลต่าง ๆ มีความจำเป็นต้องใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน ลูกกวาด ยาสีฟัน และยา การใช้แป้งผลิตสารให้ความหวานแต่ละปีมีปริมาณมากกว่าหนึ่งแสนตัน&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมอาหาร และสาคู โดยทั่ว ๆ ไปใช้แป้งเป็นตัวทำให้เหนียวสร้างลักษณะเงาวาว และน้ำหนักให้กับเนื้ออาหาร ส่วนสาคูเป็นอุตสาหกรรมที่ทำจากการเอาแป้งมาขึ้นรูป โดยเครื่องเขย่าให้จับกันเป็นก้อน และร่อนเพื่อคัดขนาดที่ต้องการ คั่วและอบแห้งเป็นเม็ด ๆ เรียกว่าเม็ดสาคู ปริมาณการใช้แป้งประมาณ 1 แสนตันต่อปี ทั้งยังมีผลิตภัณฑ์เม็ดไข่มุกที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังจะให้เนื้อสัมผัสที่เป็นแบบฉบับในรสและเนื้อเจล มีรสชาติแตกต่างไปตามส่วนผสมที่ใส่ เช่น น้ำตาล สารแต่งรสอื่นๆ มีหลายสีและเนื้อสัมผัส ที่เรียกกันว่า “ไข่มุก”&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมกระดาษ (ยกเว้นกระดาษบางชนิด เช่น กระดาษชำระ) มีแป้งเป็นตัวประสาน และเคลือบอยู่ประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักกระดาษ การใช้กระดาษมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี มีการใช้แป้งมันสำปะหลังและแป้งดัดแปรในอุตสาหกรรมกระดาษโดยประมาณ 1 แสนตันต่อปี&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมสิ่งทอ ในการเคลือบเส้นใยของผ้าจำเป็นที่จะต้องใช้แป้งเคลือบ ปกตินิยมใช้แป้งดัดแปรโดยปริมาณแป้งที่ใช้เท่ากับร้อยละ 1 ของน้ำหนัก และมีปริมาณการใช้ประมาณ 2 หมื่นกว่าตันต่อปี&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมไม้อัดและกาว แป้งใช้ผสมสารเคมีต่าง ๆ เป็นกาวติดกระดาษ เช่น กระดาษลูกฟูก รวมทั้งใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัดด้วย มีปริมาณการใช้ประมาณ 3 หมื่นตันต่อปี&lt;br /&gt;
# การใช้แป้งในส่วนอื่น ๆ เช่น ในการผลิตยาเม็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555)&amp;lt;ref&amp;gt;สวลี ดีประเสริฐ, ศุภชัย บุญนำมา, วิทยา บุตรทองมูล, บุปผา ชินเชิดวงศ์ และ วีระ โลหะ. 2555. การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล. งานประชุมวิชาการระดับชาติ. มหาวิทยาลัยทักษิณ ครั้งที่ 22. 3:39-46.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556)&amp;lt;ref&amp;gt;ลัดดาวัลย์ หอกกิ่ง. 2556. ผลของการใช้กากามันสำปะหลังต่อการย่อยได้ของโภชนะ สมรรถนะ การผลิตคุณภาพไข่ คอเลสเตอรอลในไข่แดง และการเปลี่ยนแปลงประชาการจุลินทรีย์ของไก่ไข่. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์. 111 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์''' ===&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกดูแลรักษาง่าย มีศัตรูธรรมชาติน้อย ดังนั้นราคาของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจึงต่ำกว่าธัญพืช และยังเหมาะที่จะใช้เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตสำหรับการนำมาผสมกับหัวอาหารเป็นอาหารสัตว์ เช่น สุกร ไก่ ปลา และปศุสัตว์ แต่ยังต้องเพิ่มวิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโนบางตัว เช่น เลี้ยงไก่ต้องเสริมสารอาหารและสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระเพิ่มเติม ในปัจจุบันทั่วโลกนิยมนำมันสำปะหลังมาเลี้ยงสัตว์มากขึ้นเนื่องจากราคาต่ำกว่าธัญพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศไทยส่งมันสำปะหลังออกขายในรูปอัดเม็ดและมันเส้น ในปริมาณกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ส่งออกทั้งหมด ตลาดที่สำคัญของไทยคือประชาคมเศษฐกิจยุโรป  ส่วนแป้งส่งขายให้ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ตามเรามักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการกีดกันทางการค้าและกฎเกณฑ์การนำเข้ามันสำปะหลังในรูปอาหารสัตว์ในประชาคมเศษฐกิจยุโรป ซึ่งทำให้มันสำปะหลังจากไร่เกษตรกรมีราคาต่ำและแปรปรวนมาก จึงควรนำมันสำปะหลังไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าหัวมันสำปะหลังให้สูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''คุณค่าทางโภชนาการของมันเส้นหรือมันอัดเม็ด'''&amp;lt;ref&amp;gt;อุทัย และคณะ (2540)&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://nutrition.dld.go.th/Nutrition_Knowlage/ARTICLE/new_article/cassava2.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันเส้นหรือมันอัดเม็ดจัดเป็นวัตถุดิบประเภทแป้ง เช่นเดียวกับข้าวโพด และปลายข้าว แต่มันเส้นหรือมันอัดเม็ดมีปริมาณโปรตีนที่ต่ำกว่า การแก้ปัญหาโปรตีนต่ำในมันเส้นหรือมันอัดเม็ดสามารถทำได้โดยการเพิ่มวัตถุดิบอาหารโปรตีนสูง เช่น กากถั่วเหลืองในสูตรอาหารให้สูงขึ้น ก็จะช่วยให้มันเส้นหรือมันอัดเม็ดมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับข้าวโพดหรือปลายข้าว และสามารถทดแทนข้าวโพดหรือปลายข้าวในสูตรอาหารเลี้ยงสัตว์ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การใช้ใบมันสำปะหลังแห้งในสูตรอาหารสัตว์'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;สุกัญญา จัตตุพรพงษ์ และ วราพันธุ์ จินตณวิชญ์. ม.ป.ป.. ศูนย์ค้นคว้าและพัฒนาวิชาการอาหารสัตว์ สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจ ฯ. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www3.rdi.ku.ac.th/exhibition/51/Trade/trade_05-01/trade_05_1.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11/03/2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าใบมันสำปะหลังจะมีสารพิษสำคัญ 2 ชนิด คือกรดไฮโดรไซยานิคและสารแทนนิน แต่ในใบมันแห้งจะมี เหลืออยู่ในระดับต่ำมาก เช่นเดียวกับในมันเส้นที่กรดไฮโดรไซยานิคระเหยออกไประหว่างผึ่งแดด จนเหลือในระดับที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับสัตว์ นอกจากนี้กรดไฮโดรไซยานิคในระดับต่ำดังกล่าวนี้กลับช่วยกระตุ้นให้เกิดระบบที่ทำให้สัตว์มีความต้านทานโรคเพิ่มขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีขั้นตอนดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# เก็บใบมันสำปะหลัง ซึ่งควรเก็บใบมันสำปะหลังจากต้นก่อนทำการเก็บเกี่ยวหัวมัน เนื่องจากการเก็บใบมันสำปะหลังหลังการเกี่ยวแล้วนั้นอาจทำได้ไม่สะดวก และไม่สามารถเก็บใบมันสำปะหลังในแปลงได้หมด อย่างไรก็ตามควรเก็บใบมันก่อนการขุดหัวมันไม่เกิน 12– 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
# การเก็บใบมันนั้นควรเด็ดจากส่วนยอดบริเวณที่มีสีเขียวยาวลงมาประมาณ 20 เซนติเมตร ส่วนที่เหลือเด็ดเฉพาะใบกับก้านใบเท่านั้น และไม่ควรเก็บส่วนของลำต้นติดมาด้วย เนื่องจากจะทำให้ใบมันสำปะหลังที่ได้มีคุณภาพต่ำ กล่าวคือโปรตีนต่ำ เยื่อใยสูง และส่วนก้านกับลำต้นยังทำให้แห้งได้ช้าอีกด้วย&lt;br /&gt;
# เมื่อเก็บใบมันมาแล้วควรตากหรือผึ่งแดดให้เร็วที่สุด เนื่องจากการเก็บไว้ในกระสอบหรือกองไว้ ทำให้เกิดความร้อนขึ้น ส่งผลให้ใบมันสำปะหลังมีลักษณะตายนึ่ง ใบมันสำปะหลังที่ได้เป็นสีน้ำตาล ไม่เป็นสีเขียว ทั้งยังทำให้มีการสูญเสียวิตามินเอและสารสีในใบมันไปด้วย&lt;br /&gt;
# นำใบมันสำปะหลังที่เก็บได้มาตากหรือผึ่งแดดให้แห้ง โดยอาจสับเป็นชิ้น ซึ่งจะทำให้ตากแห้งเร็วขึ้น ระหว่างการตาก ควรกลับใบมันสำปะหลังไปมาเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ส่วนใบและก้านแห้งได้ทั่วถึง โดยตากหรือผึ่งแดด นาน 2 – 3 แดด ซึ่งใบมันแห้งที่ได้นี้สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารโค – กระบือได้ทันที ส่วนในสัตว์กระเพาะเดี่ยวพวกสุกรและสัตว์ปีกต้องนำไปบดให้ละเอียดก่อนนำไปใช้ผสมกับวัตถุดิบชนิดอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อแนะนำการใช้ ในสูตรอาหารสุกรรุ่น-ขุน และแม่พันธุ์ ให่ใช้ในระดับไม่เกิน 10-15 เปอร์เซ็นต์ อาหารสัตว์ปีกไม่เกิน 5-7 เปอร์เซ็นต์ อาหารผสมรวม (TMR) สำหรับโค-กระบือ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่จะไม่มีปัญหาจากสารพิษทั้งสองชนิดดังกล่าวข้างต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''คุณค่าทางโภชนาการของใบมันสำปะหลังแห้ง'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณค่าทางโภชนาการของใบมันสำปะหลังจะผันแปรตามปริมาณส่วนใบกับก้านและลำต้นที่ติดมา ถ้ามีส่วนใบมากโปรตีนก็จะสูง ถึง 19.69 เปอร์เซ็นต์ ความชื้น 8.76 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 3.68 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 22.78 เปอร์เซ็นต์ เถ้า 8.56 เปอร์เซ็นต์ แคลเซี่ยม 1.69 เปอร์เซ็นต์ และฟอสฟอรัส 0.20 เปอร์เซ็นต์ พลังงานใช้ประโยชน์ได้ในสุกร 2,868 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม ในสัตว์ปีก 2,628 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม ส่วนปริมาณแทนนินที่มีอยู่ในระดับต่ำ 14.79 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ก็มีประโยชน์สามารถควบคุมพยาธิในตัวสัตว์ได้ด้วยนอกจากนี้ใบมันสำปะหลังแห้งยังสามารถใช้เป็นแหล่งของวิตามินเอ (แคโรทีน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การใช้กากมันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์'''&amp;lt;ref&amp;gt;ลัดดาวัลย์ หอกกิ่ง. 2556. ผลของการใช้กากามันสำปะหลังต่อการย่อยได้ของโภชนะ สมรรถนะ การผลิตคุณภาพไข่ คอเลสเตอรอลในไข่แดง และการเปลี่ยนแปลงประชาการจุลินทรีย์ของไก่ไข่. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์. 111 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กากมันสำปะหลังที่เหลือจากโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังยังมีคุณค่าทางโภชนาการหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะแป้งซึ่งสำมารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ จึงมีการศึกษานำกากมันสำปะหลังไปใช้ในสูตรอาหารสัตว์ เช่น ใช้ผสมในอาหารไก่เนื้อ ทั้งนี้ในสูตรอาหารสัตว์ปีกมีการใช้มันสำปะหลังและส่วนเหลือทิ้งได้หลายรูปแบบ เช่น มันเส้นมันอัดเม็ด มันสำปะหลังป่น แป้งมัน และกากมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการรวบรวมเอกสารพบว่ามีการใช้กากมันสำปะหลังในอาหารไก่เนื้อที่ระดับ 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะการผลิต&amp;lt;ref&amp;gt;ยุวเรศ เรืองพานิช, อรประพันธ์ ส่งเสริม, สุกัญญา รัตนทับทิมทอง, ณัฐชนก อมรเทวภัทร, สุชาติ สงวนพันธุ์, อรทัย ไตรวุฒานนท์ และอรรถวุฒิ พลายบุญ. 2550. การใช้ประโยชน์ของกากมันสำปะหลังในการนำมาเป็นอาหารสัตว์ปีก.รายงานการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;ปรีดา คำศรี, ยุวเรศ เรืองพานิช, เสกสม อาตมางกูร, อรประพันธ์ ส่งเสริม และณัฐชนก อมรเทวภัทร. 2552. ผลของระดับกากมันสำปะหลังและรูปแบบอาหารต่อสมรรถภาพการผลิตในไก่เนื้อ. การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 47. สาขาสัตวศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. หน้า 132 – 140.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;Khempaka, S., Molee, W., and Guillaume, M. 2009. Dried cassava pulp as an alternative feedstuff for broilers: effect on growth performance, carcass traits, digestive organs, and nutrient digestibility. J. Poult. Sci. Res. 18: 487 – 493.&amp;lt;/ref&amp;gt;  แต่การใช้กากมันสำปะหลังในระดับที่สูงเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อระบบการย่อยของไก่ได้ เนื่องจากปริมาณเยื่อใยที่สูง และอาจส่งผลให้ค่าความหนาแน่นของอาหารลดลง อาหารไหลผ่านในทางเดินอาหารได้เร็วอาจส่งผลกระทบต่อการกินอาหาร และอัตราการให้ผลผลิตไข่ของไก่ไข่ได้&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ตาราง คุณค่าทางโภชนาการของมันสำปะหลังเปรียบเทียบกับพืชอื่น ๆ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;7&amp;quot; |ส่วนประกอบทางเคมีของวัสดุเกษตรจำพวกแป้ง (%  น้ำหนักแห้ง)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|วัตถุดิบ&lt;br /&gt;
|ความชื้น&lt;br /&gt;
|โปรตีน&lt;br /&gt;
|ไขมัน&lt;br /&gt;
|เยื่อใย&lt;br /&gt;
|คาร์โบไฮเดรท&lt;br /&gt;
|แป้ง&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
|66&lt;br /&gt;
|1&lt;br /&gt;
|0.3&lt;br /&gt;
|1&lt;br /&gt;
|26&lt;br /&gt;
|77&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวโพด&lt;br /&gt;
|16&lt;br /&gt;
|9&lt;br /&gt;
|4&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|60&lt;br /&gt;
|71&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันฝรั่ง&lt;br /&gt;
|78&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|0.1&lt;br /&gt;
|0.7&lt;br /&gt;
|18&lt;br /&gt;
|82&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวสาลี&lt;br /&gt;
|14&lt;br /&gt;
|13&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|3&lt;br /&gt;
|64&lt;br /&gt;
|74&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวฟ่าง&lt;br /&gt;
|16&lt;br /&gt;
|9&lt;br /&gt;
|3&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|75&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าว&lt;br /&gt;
|12&lt;br /&gt;
|8&lt;br /&gt;
|0.5&lt;br /&gt;
|&amp;lt;nowiki&amp;gt;-&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
|78&lt;br /&gt;
|89&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันเทศ&lt;br /&gt;
|68&lt;br /&gt;
|1.5&lt;br /&gt;
|0.3&lt;br /&gt;
|&amp;lt;nowiki&amp;gt;-&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
|23&lt;br /&gt;
|72&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(อรพิน, 2533)&amp;lt;ref&amp;gt;อรพิน ภูมิภมร, เทคโนโลยีของแป้ง. 2533. เคมีของแป้งและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์จากแป้งบางชนิดที่ผลิตในประเทศไทย. ระบบชีวภาพที่สำคัญต่อเทคโนโลยีชีวภาพ. เล่มที่ 5. 212 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=760</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=760"/>
		<updated>2021-11-19T08:13:54Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2551ก.สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt; และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สืบค้น 10 พ.ค. 2563. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|164x164px|ภาพหัวสดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
ส่วนหัวของมันสำปะหลัง (tuber) เป็นส่วนรากสะสมอาหารที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต สะสมอาหารมีปริมาณแป้งประมาณ 15 – 40 % มีกรดไฮโดรไซยานิก ( HCN ) ซึ่งมีพิษ จะมีอยู่มากในส่วนของเปลือกมากกว่าเนื้อของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใบมันสำปะหลังเป็นใบเดี่ยว เกิดเรียงรอบลำต้น ก้านใบอาจมีสีเขียวหรือสีแดงขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวใบหรือแผ่นใบจะเว้าเป็นหยักลึกเป็นแฉก จำนวนหยักมีตั้งแต่ 3-9 หยัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
ลำต้นของมันสำปะหลังเป็นลำต้นตั้งตรง สีของลำต้นแตกต่างกันไปตามพันธุ์ ส่วนที่อยู่ใกล้ยอดมีสีเขียว ส่วนแก่ที่ต่ำลงมาอาจมีสีน้ำเงิน สีเหลือง หรือสีน้ำตาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
เมล็ดมันสำปะหลังจะมีลักษณะรูปร่างยาวรี มีสีน้ำตาล และมีลายดำ เมื่อผลแก่เมล็ดจะแตกดีดเมล็ดกระเด็นออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง, 25/03/2564)&amp;lt;ref&amp;gt;สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพ การทำมันเส้น.jpg|alt=ภาพ การทำมันเส้น|thumb|การทำมันเส้น]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;ปรารถนา ปรารถนาดี, จิรชัย พุทธกุลสมศิริ, เจริญชัย โขมพัตราภรณ์ และชุมพร มณฑาทิพย์กลุ. 2552. การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในประเทศไทย. รายงานวิจัย. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. 318 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก&amp;lt;ref&amp;gt;Food and Agricultural Organization of the United Nations [FAO]. 2009. FAOSTAT. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://faostat.fao.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip) ===&lt;br /&gt;
การแปรรูปมันสำปะหลังที่นิยมมากที่สุดคือการทำมันเส้น เมื่อเก็บเกี่ยวหัวมันสดแล้วนำมาตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ด้วยเครื่องตัด แล้วตากแห้งเพื่อส่งขายเป็นวัตถุดิบให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หรืออุตสาหกรรมมันอัดเม็ด หรือใช้ทดแทนธัญพืชอื่นที่ให้พลังงาน เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี เพราะมีราคาต่ำกว่า โดยหัวมันสำปะหลังสดปริมาณ 2.5 กิโลกรัม &amp;lt;ref&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย. สืบค้น 10 มีนาคม 2564. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tapiocathai.org/Mainpage.html&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;จะผลิตเป็นมันเส้นได้ 1 กิโลกรัม มันเส้น ประกอบไปด้วย แป้ง (polarimetric) 70-75 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 2 เปอร์เซ็นต์ ความชื้น 11 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 2 เปอร์เซ็นต์ และดินทราย 1 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ขั้นตอนการทำมันเส้นสะอาด มีดังนี้'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#  ทำความสะอาดสิ่งเจือปนที่ติดมากับหัวมัน&lt;br /&gt;
#  นำหัวมันที่สะอาดแล้วใส่เครื่องป้อน (กรณีที่ใช้เครื่องป้อน) หรือ ใส่เครื่องตัด หรือ ใช้มีดหั่นเป็นชิ้น ๆ&lt;br /&gt;
#  นำชิ้นหัวมันที่หั่นแล้วไปตากแดดบนลานคอนกรีต (ลานตาก) หรือพื้นที่ปูด้วยวัสดุ เช่น เสื่อ ตะแกรงไม้ไผ่&lt;br /&gt;
#  ระหว่างการตากแดดจะต้องใช้คราดพลิกด้าน มันเส้นทุก ๆ 1 - 2 ชั่วโมง อาจใช้คนงาน หรือรถ แทรกเตอร์ก็ได้ เมื่อมันเส้นแห้งดีแล้วก็ส่งขายต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ข้อดีของการใช้มันเส้นเป็นอาหารสัตว์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ประกอบด้วยแป้งเป็นหลัก สัตว์กระเพาะเดี่ยวและสัตว์ปีกย่อยได้ง่ายกว่าข้าวโพดเมล็ดและข้าวฟ่างเมล็ด และเป็นแหล่งแป้งและน้ำตาลที่ดีในการเร่งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในกระเพาะหมักของโค-กระบือ&lt;br /&gt;
# มีการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อราโดยเฉพาะอะฟลาทอกซินน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวโพดเมล็ด&lt;br /&gt;
# มักพบจุลินทรีย์กลุ่มแลคโตบาซิลลัสและยีสต์ที่เป็นประโยชน์ต่อสัตว์ ช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพดี&lt;br /&gt;
# สามารถใช้ทดแทนวัตถุดิบธัญพืช เช่น ข้าวโพดเมล็ด ข้าวฟ่างเมล็ด ปลายข้าว ซึ่งเป็นวัตถุดิบประเภทพลังงาน หรือแป้งเช่นเดียวกันได้อย่างเต็มที่ในสูตรอาหารสัตว์ทุกชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''เครื่องจักรกลผลิตมันเส้น'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องหั่นชิ้นมันเส้นมีหลักการทำงานโดยป้อนหัวมันสำปะหลังเข้าสู่ส่วนทำความสะอาด ซึ่งใช้หลักการขัดสีของวัสดุกับผิววัตถุดิบในน้ำ ขัดผิวและล้างให้สะอาด แล้วลำเลียงส่งเข้าชุดใบมีดที่ใช้หลักการเฉือนได้เป็นชิ้นมันเส้นสะอาด เครื่องหั่นใช้ต้นกำลังขับในเพลาเดียวกันทำให้ทุกส่วนทำงานต่อเนื่องพร้อมกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิรัตน์ หวังเขื่อนกลาง. 2555. เครื่องหั่นชิ้นมันเส้น. การประชุมวิชาการสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 13. หน้า 148-155.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''       '''  เครื่องสับมันแบบจานนอนและเครื่องสับมันที่พัฒนาขึ้นสามารถสับมันเป็นแผ่นแต่ยังไม่สม่ำเสมอเท่าที่ควร ซึ่งถ้าเป็นลักษณะของมันเส้นที่ผ่าน การสับด้วยเครื่องสับแบบจานรูของลานมันสำปะหลังทั่วไปจะมีลักษณะเป็นก้อนไม่สม่ำเสมอเช่นกัน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์, ปรีดาวรรณ ไชยศรีชลธาร, ปรีชา อานันท์รัตนกุล, นิทัศน์ ตั้งพินิจกุล, จิราวัสส์ เจียตระกูล, ประสาท แสงพันธุ์ตา, วุฒิพล จันทร์สระคู, ศักดิ์ชัย อาษาวัง และกอบชัย ไกรเทพ. 2558. วิจัยและพัฒนาเครื่องจักรสำหรับทำมันเส้นสะอาด. กรมวิชาการเกษตร: 28 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จานตัดของเครื่องตัดแบบจานหมุน โดยดัดแปลงจานตัดแบบเดิมที่ทำให้ชิ้นมันมีขนาดไม่แน่นอน และมีขนาดใหญ่ ทำให้การตากใช้เวลานาน เนื่องจากต้องการให้ชิ้นมันมีขนาดเล็กลง และมีรูปแบบของชิ้นมันที่เป็นรูปแบบเดียวกันมากขึ้น ซึ่งหลังการออกแบบพบว่าสมรรถนะการตัดลดลงจาก 9-11 ตันต่อชั่วโมง เป็น 6-8 ตันต่อชั่วโมง และขนาดชิ้นเล็กลง โดยชิ้นมันมีขนาดเฉลี่ย 5×2.4×0.6 เซนติเมตร&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratiku. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เครื่องสับมันสำปะหลังแบบใบมีดโยก สำหรับผลิตชิ้นมันเส้นสะอาดเพื่อเป็นส่วนผสมอาหารสำหรับโคนม เครื่องต้นแบบมีส่วนประกอบหลักคือ ชุดทำความสะอาดหัวมันสำปะหลังที่มีลักษณะเป็นตะแกรงหมุนเพื่อแยกสิ่งเจือปน ชุดป้อนหัวมันเข้าสู่ชุดใบมีดสับ ชุดใบมีดสับสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นรูปแบบการสับตามขวาง และตัดแยกชิ้นมันเป็นรูปทรงแท่งยาว&amp;lt;ref&amp;gt;ธวัชชัย ทิวาวรรณวงศ์ และ วิรัตน์ หวังเขื่อนกลาง. 2548. การศึกษาเครื่องสับมันสำปะหลังแบบใบมีดโยกสำหรับผลิตชิ้นมันเส้น. การประชุมวิชาการครั้งที่ 6 ประจำปี 2548 สมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ข้อดีข้อเสียของเครื่องสับหัวมัน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องสับหัวมันที่พัฒนาขึ้นสามารถสับมันเป็นแผ่น ซึ่งถ้าเป็นลักษณะของมันเส้นที่ผ่านการสับด้วยเครื่องสับแบบจานรูของลานมันสำปะหลังทั่วไปจะมีลักษณะเป็นก้อนไม่สม่ำเสมอ ซึ่งไม่มีความเหมาะสมต่อการอบแห้งเนื่องจากการอบแห้งจะแห้งไม่พร้อมกัน ทำให้สูญเสียพลังงานในการลดความชื้นมากขึ้น ทั้งนี้ต้องมีการศึกษาการตัดหัวมันสำปะหลังสดด้วยเครื่องตัดชนิดอื่นเพื่อให้ได้ชิ้นมันที่มีขนาดสม่ำเสมอมากขึ้นสอดคล้องกับระยะเวลาที่เหมาะสมในการตากแห้งเพื่่อลดความชื้น และลดการเกิดชิ้นมันขนาดเล็กซึ่งเป็นต้นเหตุของฝุ่นผง จะเป็นการปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการผลิตมันสำปะหลังเส้นของประเทศให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นผลดีกับเกษตรกรผู้ผลิตหัวมันสำปะหลังสด และผู้ประกอบการโรงงานมันเส้นรวมทั้งทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์มันเส้นไปต่างประเทศมีความยั่งยืน และเป็นที่น่าเชื่อถือในระยะยาวต่อไป&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''แป้ง (starch)''' ===&lt;br /&gt;
แป้งที่สกัดเอาเยื่อใยออกแล้วใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารมนุษย์ และเป็นเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด เช่น ใช้ทำวุ้นเส้น ทำเบียร์ ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น เป็นตัวทำให้สารติดแน่น คงรูปร่าง ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมซักรีด อุตสาหกรรมทำกระดาษ แป้งเปียก แอลกอฮอล์ อะซีโตน ยา กลูโคส และแป้งดัดแปรโดยสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการผลิต&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วิจารณ์ วิชชุกิจ, ปิยะ กิตติภาดากุล, วัชรี เลิศมงคล,  ณรงค์ สิงห์บุระอุดม, กล้าณรงค์ ศรีรอด และ ปิยะ ดวงพัตรา. มันสำปะหลัง. โครงการการแปรปรูปและการใช้ประโยชน์มันสำปะหลัง. หน่วยปฏิบัติการเทคโนโลยีแประรูปมันสำปะหลังและแป้ง สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 2542. 20 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# แป้งดิบหรือแป้งมันสำปะหลังดิบ (native starch) เป็นแป้งที่ได้จากหัวมันสดด้วยขบวนการแยกกากโปรตีน และองค์ประกอบอื่น ๆ ปัจจุบันมีโรงงานประมาณ 85 โรงงาน ทั่วประเทศไทย มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 2 - 2.5 ล้านต้นต่อปี มีผลผลิตเฉลี่ยทั้งอุตสาหกรรม ประมาณ 1.76 ล้านตันต่อปี&lt;br /&gt;
# แป้งมันสำปะหลังดัดแปร (modified starch) ได้จากการนำแป้งมันสำปะหลังดิบมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางโมเลกุลให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยปกติการผลิตแป้งมันสำปะหลังแปรรูปใช้อัตราแป้งดิบ 1 กิโลกรัม ได้แป้งแปรรูป 0.93 กิโลกรัม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แป้งข้าวเหนียวมันสำปะหลัง (waxy cassava)''' : ศูนย์เกษตรเขตร้อนนานาชาติ (CIAT) ได้พัฒนาเพิ่มมูลค่าของพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยไม่เน้นเพียงการเพิ่มหรือรักษาเสถียรภาพของการผลิตแต่เป็นการพัฒนาลักษณะต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เช่น การปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังที่มีโปรตีนสูงสำหรับผลิตเป็นอาหารสัตว์ การปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังที่เป็นแป้งข้าวเหนียว (waxy starch) ใช้สำหรับอุตสาหกรรมแป้ง ซึ่งทางศูนย์เกษตรเขตร้อนนานาชาติ (CIAT) มองว่าอุตสาหกรรมแป้งข้าวเหนียว (waxy starch) จะเป็นอุตสาหกรรมที่กอให้เกิดการเพิ่มมูลค่าทางเศณษฐกิจแก่ประเทศไทย&amp;lt;ref&amp;gt;สุดเขตต์ นาคะเสถียร. 2552.การพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังข้าวเหนียวของไทยสำหรับอุตสาหกรรมแป้งและเพื่อส่งออก. หนังสือสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย2552.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยแป้ง waxy ได้จากการนำแป้งไปต้มจนอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิข้นใส (gelatinization temperature) เม็ดแป้งจะพองตัวตามการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ การพองตัวและการทำลาย (disruption) ของเมล็ดแป้งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยวิธีที่ดีที่สุดที่ใช้เปลี่ยนแปลงความหนืดในระหว่างต้มแป้ง คือการใช้เครื่องวัดความหนืด (Rapid visco amylograph เรียกย่อว่า RVA) โดยมีหลักการในการวัดความหนืดของแป้งพร้อมการกวนตลอดเวลา ขณะที่ให้ความร้อนในอัตราอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมิที่ต้องการระยะหนึ่ง แล้วทำให้เย็นลงโดยการลดอุณหภูมิในอัตราที่ลดลงอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน&amp;lt;ref&amp;gt;อรพิน ภูมิภมร, เทคโนโลยีของแป้ง. 2533. เคมีของแป้งและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์จากแป้งบางชนิดที่ผลิตในประเทศไทย. ระบบชีวภาพที่สำคัญต่อเทคโนโลยีชีวภาพ. เล่มที่ 5. 212 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากนั้นนำมาวัดความหนืดแป้ง ยิ่งแป้งมีความหนืดมากราคาก็จะดีตามไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์จากแป้งมันสำปะหลัง'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# แป้งมันสำปะหลังที่นิยมใช้มากที่สุดคือ การบริโภคในครัวเรือน กล่าวคือคนไทยบริโภคแป้งมันสำปะหลังประมาณ 7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งจะเป็นการปรุงอาหารประจำวันในบ้านเรือนหรือร้านค้าทั่วไป ถ้ามีการพัฒนาสูตรอาหารหรือมีการใช้บริโภคในครัวเรือนมากขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้แป้งมันสำปะหลังมากขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมแป้งดัดแปร โดยแป้งที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะถูกนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับปฏิกิริยาเคมี เพื่อให้แป้งมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น เหนียวขึ้น ทนความร้อน ทนกรดดีขึ้น แป้งมันสำปะหลังเหมาะสมมากสำหรับการผลิตเป็นแป้งดัดแปร ปริมาณการใช้แป้งเพื่ออุตสาหกรรมแป้งดัดแปรมีมากประมาณกว่า 3 แสนตันต่อปี&lt;br /&gt;
# ใช้ทำผงชูรสและไลซีน โดยผ่านแระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์ที่จำเพาะ&lt;br /&gt;
# สารให้ความหวาน ที่ได้จากการย่อยแป้งให้เล็กลงเป็นหน่วยของน้ำตาลต่าง ๆ มีความจำเป็นต้องใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน ลูกกวาด ยาสีฟัน และยา การใช้แป้งผลิตสารให้ความหวานแต่ละปีมีปริมาณมากกว่าหนึ่งแสนตัน&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมอาหาร และสาคู โดยทั่ว ๆ ไปใช้แป้งเป็นตัวทำให้เหนียวสร้างลักษณะเงาวาว และน้ำหนักให้กับเนื้ออาหาร ส่วนสาคูเป็นอุตสาหกรรมที่ทำจากการเอาแป้งมาขึ้นรูป โดยเครื่องเขย่าให้จับกันเป็นก้อน และร่อนเพื่อคัดขนาดที่ต้องการ คั่วและอบแห้งเป็นเม็ด ๆ เรียกว่าเม็ดสาคู ปริมาณการใช้แป้งประมาณ 1 แสนตันต่อปี ทั้งยังมีผลิตภัณฑ์เม็ดไข่มุกที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังจะให้เนื้อสัมผัสที่เป็นแบบฉบับในรสและเนื้อเจล มีรสชาติแตกต่างไปตามส่วนผสมที่ใส่ เช่น น้ำตาล สารแต่งรสอื่นๆ มีหลายสีและเนื้อสัมผัส ที่เรียกกันว่า “ไข่มุก”&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมกระดาษ (ยกเว้นกระดาษบางชนิด เช่น กระดาษชำระ) มีแป้งเป็นตัวประสาน และเคลือบอยู่ประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักกระดาษ การใช้กระดาษมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี มีการใช้แป้งมันสำปะหลังและแป้งดัดแปรในอุตสาหกรรมกระดาษโดยประมาณ 1 แสนตันต่อปี&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมสิ่งทอ ในการเคลือบเส้นใยของผ้าจำเป็นที่จะต้องใช้แป้งเคลือบ ปกตินิยมใช้แป้งดัดแปรโดยปริมาณแป้งที่ใช้เท่ากับร้อยละ 1 ของน้ำหนัก และมีปริมาณการใช้ประมาณ 2 หมื่นกว่าตันต่อปี&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมไม้อัดและกาว แป้งใช้ผสมสารเคมีต่าง ๆ เป็นกาวติดกระดาษ เช่น กระดาษลูกฟูก รวมทั้งใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัดด้วย มีปริมาณการใช้ประมาณ 3 หมื่นตันต่อปี&lt;br /&gt;
# การใช้แป้งในส่วนอื่น ๆ เช่น ในการผลิตยาเม็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555)&amp;lt;ref&amp;gt;สวลี ดีประเสริฐ, ศุภชัย บุญนำมา, วิทยา บุตรทองมูล, บุปผา ชินเชิดวงศ์ และ วีระ โลหะ. 2555. การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล. งานประชุมวิชาการระดับชาติ. มหาวิทยาลัยทักษิณ ครั้งที่ 22. 3:39-46.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556)&amp;lt;ref&amp;gt;ลัดดาวัลย์ หอกกิ่ง. 2556. ผลของการใช้กากามันสำปะหลังต่อการย่อยได้ของโภชนะ สมรรถนะ การผลิตคุณภาพไข่ คอเลสเตอรอลในไข่แดง และการเปลี่ยนแปลงประชาการจุลินทรีย์ของไก่ไข่. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์. 111 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน.png|thumb|การสับหัวมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์''' ===&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกดูแลรักษาง่าย มีศัตรูธรรมชาติน้อย ดังนั้นราคาของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจึงต่ำกว่าธัญพืช และยังเหมาะที่จะใช้เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตสำหรับการนำมาผสมกับหัวอาหารเป็นอาหารสัตว์ เช่น สุกร ไก่ ปลา และปศุสัตว์ แต่ยังต้องเพิ่มวิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโนบางตัว เช่น เลี้ยงไก่ต้องเสริมสารอาหารและสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระเพิ่มเติม ในปัจจุบันทั่วโลกนิยมนำมันสำปะหลังมาเลี้ยงสัตว์มากขึ้นเนื่องจากราคาต่ำกว่าธัญพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศไทยส่งมันสำปะหลังออกขายในรูปอัดเม็ดและมันเส้น ในปริมาณกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ส่งออกทั้งหมด ตลาดที่สำคัญของไทยคือประชาคมเศษฐกิจยุโรป  ส่วนแป้งส่งขายให้ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ตามเรามักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการกีดกันทางการค้าและกฎเกณฑ์การนำเข้ามันสำปะหลังในรูปอาหารสัตว์ในประชาคมเศษฐกิจยุโรป ซึ่งทำให้มันสำปะหลังจากไร่เกษตรกรมีราคาต่ำและแปรปรวนมาก จึงควรนำมันสำปะหลังไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าหัวมันสำปะหลังให้สูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''คุณค่าทางโภชนาการของมันเส้นหรือมันอัดเม็ด'''&amp;lt;ref&amp;gt;อุทัย และคณะ (2540)&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://nutrition.dld.go.th/Nutrition_Knowlage/ARTICLE/new_article/cassava2.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันเส้นหรือมันอัดเม็ดจัดเป็นวัตถุดิบประเภทแป้ง เช่นเดียวกับข้าวโพด และปลายข้าว แต่มันเส้นหรือมันอัดเม็ดมีปริมาณโปรตีนที่ต่ำกว่า การแก้ปัญหาโปรตีนต่ำในมันเส้นหรือมันอัดเม็ดสามารถทำได้โดยการเพิ่มวัตถุดิบอาหารโปรตีนสูง เช่น กากถั่วเหลืองในสูตรอาหารให้สูงขึ้น ก็จะช่วยให้มันเส้นหรือมันอัดเม็ดมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับข้าวโพดหรือปลายข้าว และสามารถทดแทนข้าวโพดหรือปลายข้าวในสูตรอาหารเลี้ยงสัตว์ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การใช้ใบมันสำปะหลังแห้งในสูตรอาหารสัตว์'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;สุกัญญา จัตตุพรพงษ์ และ วราพันธุ์ จินตณวิชญ์. ม.ป.ป.. ศูนย์ค้นคว้าและพัฒนาวิชาการอาหารสัตว์ สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจ ฯ. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www3.rdi.ku.ac.th/exhibition/51/Trade/trade_05-01/trade_05_1.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11/03/2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าใบมันสำปะหลังจะมีสารพิษสำคัญ 2 ชนิด คือกรดไฮโดรไซยานิคและสารแทนนิน แต่ในใบมันแห้งจะมี เหลืออยู่ในระดับต่ำมาก เช่นเดียวกับในมันเส้นที่กรดไฮโดรไซยานิคระเหยออกไประหว่างผึ่งแดด จนเหลือในระดับที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับสัตว์ นอกจากนี้กรดไฮโดรไซยานิคในระดับต่ำดังกล่าวนี้กลับช่วยกระตุ้นให้เกิดระบบที่ทำให้สัตว์มีความต้านทานโรคเพิ่มขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีขั้นตอนดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# เก็บใบมันสำปะหลัง ซึ่งควรเก็บใบมันสำปะหลังจากต้นก่อนทำการเก็บเกี่ยวหัวมัน เนื่องจากการเก็บใบมันสำปะหลังหลังการเกี่ยวแล้วนั้นอาจทำได้ไม่สะดวก และไม่สามารถเก็บใบมันสำปะหลังในแปลงได้หมด อย่างไรก็ตามควรเก็บใบมันก่อนการขุดหัวมันไม่เกิน 12– 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
# การเก็บใบมันนั้นควรเด็ดจากส่วนยอดบริเวณที่มีสีเขียวยาวลงมาประมาณ 20 เซนติเมตร ส่วนที่เหลือเด็ดเฉพาะใบกับก้านใบเท่านั้น และไม่ควรเก็บส่วนของลำต้นติดมาด้วย เนื่องจากจะทำให้ใบมันสำปะหลังที่ได้มีคุณภาพต่ำ กล่าวคือโปรตีนต่ำ เยื่อใยสูง และส่วนก้านกับลำต้นยังทำให้แห้งได้ช้าอีกด้วย&lt;br /&gt;
# เมื่อเก็บใบมันมาแล้วควรตากหรือผึ่งแดดให้เร็วที่สุด เนื่องจากการเก็บไว้ในกระสอบหรือกองไว้ ทำให้เกิดความร้อนขึ้น ส่งผลให้ใบมันสำปะหลังมีลักษณะตายนึ่ง ใบมันสำปะหลังที่ได้เป็นสีน้ำตาล ไม่เป็นสีเขียว ทั้งยังทำให้มีการสูญเสียวิตามินเอและสารสีในใบมันไปด้วย&lt;br /&gt;
# นำใบมันสำปะหลังที่เก็บได้มาตากหรือผึ่งแดดให้แห้ง โดยอาจสับเป็นชิ้น ซึ่งจะทำให้ตากแห้งเร็วขึ้น ระหว่างการตาก ควรกลับใบมันสำปะหลังไปมาเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ส่วนใบและก้านแห้งได้ทั่วถึง โดยตากหรือผึ่งแดด นาน 2 – 3 แดด ซึ่งใบมันแห้งที่ได้นี้สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารโค – กระบือได้ทันที ส่วนในสัตว์กระเพาะเดี่ยวพวกสุกรและสัตว์ปีกต้องนำไปบดให้ละเอียดก่อนนำไปใช้ผสมกับวัตถุดิบชนิดอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อแนะนำการใช้ ในสูตรอาหารสุกรรุ่น-ขุน และแม่พันธุ์ ให่ใช้ในระดับไม่เกิน 10-15 เปอร์เซ็นต์ อาหารสัตว์ปีกไม่เกิน 5-7 เปอร์เซ็นต์ อาหารผสมรวม (TMR) สำหรับโค-กระบือ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่จะไม่มีปัญหาจากสารพิษทั้งสองชนิดดังกล่าวข้างต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''คุณค่าทางโภชนาการของใบมันสำปะหลังแห้ง'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณค่าทางโภชนาการของใบมันสำปะหลังจะผันแปรตามปริมาณส่วนใบกับก้านและลำต้นที่ติดมา ถ้ามีส่วนใบมากโปรตีนก็จะสูง ถึง 19.69 เปอร์เซ็นต์ ความชื้น 8.76 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 3.68 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 22.78 เปอร์เซ็นต์ เถ้า 8.56 เปอร์เซ็นต์ แคลเซี่ยม 1.69 เปอร์เซ็นต์ และฟอสฟอรัส 0.20 เปอร์เซ็นต์ พลังงานใช้ประโยชน์ได้ในสุกร 2,868 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม ในสัตว์ปีก 2,628 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม ส่วนปริมาณแทนนินที่มีอยู่ในระดับต่ำ 14.79 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ก็มีประโยชน์สามารถควบคุมพยาธิในตัวสัตว์ได้ด้วยนอกจากนี้ใบมันสำปะหลังแห้งยังสามารถใช้เป็นแหล่งของวิตามินเอ (แคโรทีน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การใช้กากมันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์'''&amp;lt;ref&amp;gt;ลัดดาวัลย์ หอกกิ่ง. 2556. ผลของการใช้กากามันสำปะหลังต่อการย่อยได้ของโภชนะ สมรรถนะ การผลิตคุณภาพไข่ คอเลสเตอรอลในไข่แดง และการเปลี่ยนแปลงประชาการจุลินทรีย์ของไก่ไข่. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์. 111 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กากมันสำปะหลังที่เหลือจากโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังยังมีคุณค่าทางโภชนาการหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะแป้งซึ่งสำมารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ จึงมีการศึกษานำกากมันสำปะหลังไปใช้ในสูตรอาหารสัตว์ เช่น ใช้ผสมในอาหารไก่เนื้อ ทั้งนี้ในสูตรอาหารสัตว์ปีกมีการใช้มันสำปะหลังและส่วนเหลือทิ้งได้หลายรูปแบบ เช่น มันเส้นมันอัดเม็ด มันสำปะหลังป่น แป้งมัน และกากมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการรวบรวมเอกสารพบว่ามีการใช้กากมันสำปะหลังในอาหารไก่เนื้อที่ระดับ 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะการผลิต&amp;lt;ref&amp;gt;ยุวเรศ เรืองพานิช, อรประพันธ์ ส่งเสริม, สุกัญญา รัตนทับทิมทอง, ณัฐชนก อมรเทวภัทร, สุชาติ สงวนพันธุ์, อรทัย ไตรวุฒานนท์ และอรรถวุฒิ พลายบุญ. 2550. การใช้ประโยชน์ของกากมันสำปะหลังในการนำมาเป็นอาหารสัตว์ปีก.รายงานการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;ปรีดา คำศรี, ยุวเรศ เรืองพานิช, เสกสม อาตมางกูร, อรประพันธ์ ส่งเสริม และณัฐชนก อมรเทวภัทร. 2552. ผลของระดับกากมันสำปะหลังและรูปแบบอาหารต่อสมรรถภาพการผลิตในไก่เนื้อ. การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 47. สาขาสัตวศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. หน้า 132 – 140.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;Khempaka, S., Molee, W., and Guillaume, M. 2009. Dried cassava pulp as an alternative feedstuff for broilers: effect on growth performance, carcass traits, digestive organs, and nutrient digestibility. J. Poult. Sci. Res. 18: 487 – 493.&amp;lt;/ref&amp;gt;  แต่การใช้กากมันสำปะหลังในระดับที่สูงเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อระบบการย่อยของไก่ได้ เนื่องจากปริมาณเยื่อใยที่สูง และอาจส่งผลให้ค่าความหนาแน่นของอาหารลดลง อาหารไหลผ่านในทางเดินอาหารได้เร็วอาจส่งผลกระทบต่อการกินอาหาร และอัตราการให้ผลผลิตไข่ของไก่ไข่ได้&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ตาราง คุณค่าทางโภชนาการของมันสำปะหลังเปรียบเทียบกับพืชอื่น ๆ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;7&amp;quot; |ส่วนประกอบทางเคมีของวัสดุเกษตรจำพวกแป้ง (%  น้ำหนักแห้ง)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|วัตถุดิบ&lt;br /&gt;
|ความชื้น&lt;br /&gt;
|โปรตีน&lt;br /&gt;
|ไขมัน&lt;br /&gt;
|เยื่อใย&lt;br /&gt;
|คาร์โบไฮเดรท&lt;br /&gt;
|แป้ง&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
|66&lt;br /&gt;
|1&lt;br /&gt;
|0.3&lt;br /&gt;
|1&lt;br /&gt;
|26&lt;br /&gt;
|77&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวโพด&lt;br /&gt;
|16&lt;br /&gt;
|9&lt;br /&gt;
|4&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|60&lt;br /&gt;
|71&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันฝรั่ง&lt;br /&gt;
|78&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|0.1&lt;br /&gt;
|0.7&lt;br /&gt;
|18&lt;br /&gt;
|82&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวสาลี&lt;br /&gt;
|14&lt;br /&gt;
|13&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|3&lt;br /&gt;
|64&lt;br /&gt;
|74&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวฟ่าง&lt;br /&gt;
|16&lt;br /&gt;
|9&lt;br /&gt;
|3&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|75&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าว&lt;br /&gt;
|12&lt;br /&gt;
|8&lt;br /&gt;
|0.5&lt;br /&gt;
|&amp;lt;nowiki&amp;gt;-&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
|78&lt;br /&gt;
|89&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันเทศ&lt;br /&gt;
|68&lt;br /&gt;
|1.5&lt;br /&gt;
|0.3&lt;br /&gt;
|&amp;lt;nowiki&amp;gt;-&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
|23&lt;br /&gt;
|72&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(อรพิน, 2533)&amp;lt;ref&amp;gt;อรพิน ภูมิภมร, เทคโนโลยีของแป้ง. 2533. เคมีของแป้งและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์จากแป้งบางชนิดที่ผลิตในประเทศไทย. ระบบชีวภาพที่สำคัญต่อเทคโนโลยีชีวภาพ. เล่มที่ 5. 212 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=759</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=759"/>
		<updated>2021-11-19T08:11:06Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2556. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญและแนวโน้มปี 2556: มันสำปะหลัง. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th/ewt_news.php?nid=13577&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;Sukra, A.B. 1996. Performance of API cassava root digger elevator. MARDI Report, no. 187.  Agricultural Research and Development Institute, Kuala Lumpur.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสําปะหลังแห่งประเทศไทย. 2547.  เกี่ยวกับมันสําปะหลัง.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2537. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2547. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549)&amp;lt;ref&amp;gt;บุญเหลือ ศรีมุงคุณ, จำลอง กกรัมย์ และวงเดือน ประสมทอง. 2549. ผลของอายุเก็บเกี่ยวและการจักการวัชพืชต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7. ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร,: 30 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วุฒิศักดิ์ พรพรหมประทาน, ประวัติ อุทโยภาศ และอนุชิต ทองกล่ำ. 2539. การเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 ที่ปลูกกลางฤดูฝน. หน้า 226-229. ใน รายงานผลงานวิจัยประจำปี 2539 มันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง&amp;lt;ref&amp;gt;โอภาษ บุญเส็ง, ดนัย ศุภาหาร, ดลใจ แพทย์กะโทก และเมธี คำหุ่ง. 2543. การเปรียบเทียบพันธุ์มันสำปะหลังในไร่เกษตรกรเพื่อปลูกปลายฝน. หน้า 347-356. ใน รายงานผลงานวิจัย 2543 มันสำปะหลัง. สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt; การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สมพงษ์ กาทอง. 2537. การเขตกรรมมันสำปะหลัง. หน้า 71-83. ใน เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4  ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่  3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี. 2552. ต้นทุนการผลิตพืช.  Available from :&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://lopburi.doae.go.th/lamsonti/tontun.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;ศุภวัฒน์ ปากเมย. 2540. การออกแบบและประเมินผลเครื่องขุดมันสําปะหลัง. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว&amp;lt;ref&amp;gt;เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา. 2549. การออกแบบและทดสอบอุปกรณ์ช่วยขนย้ายมันสําปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การขุดมันสำปะหลัง.jpg|alt=การขุดมันสำปะหลัง|thumb|การขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt; แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองมันสำปะหลัง.png|alt=กองมันสำปะหลัง|thumb|กองมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|'''การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน.png|alt=การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน|thumb|การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน]]&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน'''''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fibe&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot;&amp;gt;Wheatley, C.C. and W.W. Schwabe. (1985). Scopoletin Involvement in Post-Harvest Physiological Deterioration of Cassava Root (''Manihot esculenta'' Crantz). Journal of Experimental Botany. 36(5):783-791.&amp;lt;/ref&amp;gt;) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976)&amp;lt;ref&amp;gt;Booth, R.H., Buckle T.S., Cardenas O.S., Gomez G. and Hervas E. (1976). Changes in quality of cassava roots during storage. International Journal of Food Science &amp;amp; Technology. 11(3):245-264.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช&amp;lt;ref&amp;gt;บัณฑิต หิรัญสถิตพร, จาตุพงศ์ วาฤทธิ์, นำพร ปัญโญใหญ่, ราวุ น่วมปฐม และเอ็จ สโรบล. 2552. เครื่องขุดมันสําปะหลังพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก. ในรายงานผลงานวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้: 46 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratikul. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. Environmental Engineering division Asian Institute of technology Thailand.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;พร้อมพันธุ์ เสรีวิชยสวัสดิ์. 2549. อิทธิพลของระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังการตัดต้นที่มีต่อผลผลิตและคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง. มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งปะเทศ. สืบค้นจาก : &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org/reference/03.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt; [มี.ค. 2556]&amp;lt;/ref&amp;gt;และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ&amp;lt;ref&amp;gt;สุรพงษ์ เจริญรัถ, นันทวรรณ สโรบล, กุลศิริ กลั่นนุรักษ์, อาภาณี โภคประเสริฐ, เสาวรี ตังสกุล, จรุงสิทธิ์ ลิ่มศิลา และอุดม เลียบวัน. 2550. กิจกรรมการศึกษาโอกาสและข้อจำกัดของการผลิตพืชไร่ เศรษฐกิจสำคัญงานทดลองประเมินความคุ้มค่าการลงทุนและสภาวะความเสี่ยงของเกษตรกรจากความแปรปรวนด้านการผลิตและราคาของผลผลิตมันสำปะหลังและอ้อย, น.135-139. เอกสาร ประกอบการสัมมนาเรื่องแนวทางการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง.159 น.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว&amp;lt;ref&amp;gt;Anuchit Chamsing. 2007. Agricultural Mechanization Status and Energy Consumption for Crop&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Production in Thailand. AIT Diss No. AE…(In process). Asian Institute of Technology.&amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครืองแมคโครขุดมันสำปะหลัง.png|alt=เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง|thumb|เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''เครื่องขุดมันสำปะหลัง''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา&amp;lt;ref&amp;gt;สามารถ บุญอาจ. 2543. การออกแบบและพัฒนาเครื่องเก็บหัวมันสำปะหลังแบบติดพ่วงกับรถแทรกเตอร์.  วิทยานิพนธ์ปริญญาโท.  สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553)&amp;lt;ref&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์. 2553. โครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดเก็บมันสำปะหลังและเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังจากเหง้า. กรมวิชาการเกษตร.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.png|alt=เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง|thumb|เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิชา หมั่นทำการ. 2552. เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง. ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.rdi.ku.ac.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. (30 กันยายน 2553).&amp;lt;/ref&amp;gt; ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ และเสรี วงส์พิเชษฐ. 2556. การศึกษาและพัฒนาอุปกรณ์ลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วารสารวิจัย มข. 18(2): 212-220.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99.png&amp;diff=758</id>
		<title>ไฟล์:การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%99.png&amp;diff=758"/>
		<updated>2021-11-19T08:10:53Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=756</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=756"/>
		<updated>2021-11-19T08:09:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2556. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญและแนวโน้มปี 2556: มันสำปะหลัง. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th/ewt_news.php?nid=13577&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;Sukra, A.B. 1996. Performance of API cassava root digger elevator. MARDI Report, no. 187.  Agricultural Research and Development Institute, Kuala Lumpur.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสําปะหลังแห่งประเทศไทย. 2547.  เกี่ยวกับมันสําปะหลัง.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2537. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2547. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549)&amp;lt;ref&amp;gt;บุญเหลือ ศรีมุงคุณ, จำลอง กกรัมย์ และวงเดือน ประสมทอง. 2549. ผลของอายุเก็บเกี่ยวและการจักการวัชพืชต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7. ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร,: 30 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วุฒิศักดิ์ พรพรหมประทาน, ประวัติ อุทโยภาศ และอนุชิต ทองกล่ำ. 2539. การเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 ที่ปลูกกลางฤดูฝน. หน้า 226-229. ใน รายงานผลงานวิจัยประจำปี 2539 มันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง&amp;lt;ref&amp;gt;โอภาษ บุญเส็ง, ดนัย ศุภาหาร, ดลใจ แพทย์กะโทก และเมธี คำหุ่ง. 2543. การเปรียบเทียบพันธุ์มันสำปะหลังในไร่เกษตรกรเพื่อปลูกปลายฝน. หน้า 347-356. ใน รายงานผลงานวิจัย 2543 มันสำปะหลัง. สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt; การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สมพงษ์ กาทอง. 2537. การเขตกรรมมันสำปะหลัง. หน้า 71-83. ใน เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4  ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่  3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี. 2552. ต้นทุนการผลิตพืช.  Available from :&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://lopburi.doae.go.th/lamsonti/tontun.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;ศุภวัฒน์ ปากเมย. 2540. การออกแบบและประเมินผลเครื่องขุดมันสําปะหลัง. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว&amp;lt;ref&amp;gt;เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา. 2549. การออกแบบและทดสอบอุปกรณ์ช่วยขนย้ายมันสําปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การขุดมันสำปะหลัง.jpg|alt=การขุดมันสำปะหลัง|thumb|การขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt; แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองมันสำปะหลัง.png|alt=กองมันสำปะหลัง|thumb|กองมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|'''การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพ การทำมันเส้น.jpg|alt=การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน|thumb|การสับหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน]]&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน''''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fibe&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot;&amp;gt;Wheatley, C.C. and W.W. Schwabe. (1985). Scopoletin Involvement in Post-Harvest Physiological Deterioration of Cassava Root (''Manihot esculenta'' Crantz). Journal of Experimental Botany. 36(5):783-791.&amp;lt;/ref&amp;gt;) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976)&amp;lt;ref&amp;gt;Booth, R.H., Buckle T.S., Cardenas O.S., Gomez G. and Hervas E. (1976). Changes in quality of cassava roots during storage. International Journal of Food Science &amp;amp; Technology. 11(3):245-264.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช&amp;lt;ref&amp;gt;บัณฑิต หิรัญสถิตพร, จาตุพงศ์ วาฤทธิ์, นำพร ปัญโญใหญ่, ราวุ น่วมปฐม และเอ็จ สโรบล. 2552. เครื่องขุดมันสําปะหลังพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก. ในรายงานผลงานวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้: 46 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratikul. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. Environmental Engineering division Asian Institute of technology Thailand.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;พร้อมพันธุ์ เสรีวิชยสวัสดิ์. 2549. อิทธิพลของระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังการตัดต้นที่มีต่อผลผลิตและคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง. มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งปะเทศ. สืบค้นจาก : &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org/reference/03.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt; [มี.ค. 2556]&amp;lt;/ref&amp;gt;และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ&amp;lt;ref&amp;gt;สุรพงษ์ เจริญรัถ, นันทวรรณ สโรบล, กุลศิริ กลั่นนุรักษ์, อาภาณี โภคประเสริฐ, เสาวรี ตังสกุล, จรุงสิทธิ์ ลิ่มศิลา และอุดม เลียบวัน. 2550. กิจกรรมการศึกษาโอกาสและข้อจำกัดของการผลิตพืชไร่ เศรษฐกิจสำคัญงานทดลองประเมินความคุ้มค่าการลงทุนและสภาวะความเสี่ยงของเกษตรกรจากความแปรปรวนด้านการผลิตและราคาของผลผลิตมันสำปะหลังและอ้อย, น.135-139. เอกสาร ประกอบการสัมมนาเรื่องแนวทางการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง.159 น.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว&amp;lt;ref&amp;gt;Anuchit Chamsing. 2007. Agricultural Mechanization Status and Energy Consumption for Crop&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Production in Thailand. AIT Diss No. AE…(In process). Asian Institute of Technology.&amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครืองแมคโครขุดมันสำปะหลัง.png|alt=เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง|thumb|เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''เครื่องขุดมันสำปะหลัง''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา&amp;lt;ref&amp;gt;สามารถ บุญอาจ. 2543. การออกแบบและพัฒนาเครื่องเก็บหัวมันสำปะหลังแบบติดพ่วงกับรถแทรกเตอร์.  วิทยานิพนธ์ปริญญาโท.  สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553)&amp;lt;ref&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์. 2553. โครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดเก็บมันสำปะหลังและเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังจากเหง้า. กรมวิชาการเกษตร.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.png|alt=เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง|thumb|เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิชา หมั่นทำการ. 2552. เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง. ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.rdi.ku.ac.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. (30 กันยายน 2553).&amp;lt;/ref&amp;gt; ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ และเสรี วงส์พิเชษฐ. 2556. การศึกษาและพัฒนาอุปกรณ์ลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วารสารวิจัย มข. 18(2): 212-220.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=755</id>
		<title>ไฟล์:เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=755"/>
		<updated>2021-11-19T08:09:07Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=754</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=754"/>
		<updated>2021-11-19T08:05:09Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: การสับหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2556. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญและแนวโน้มปี 2556: มันสำปะหลัง. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th/ewt_news.php?nid=13577&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;Sukra, A.B. 1996. Performance of API cassava root digger elevator. MARDI Report, no. 187.  Agricultural Research and Development Institute, Kuala Lumpur.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสําปะหลังแห่งประเทศไทย. 2547.  เกี่ยวกับมันสําปะหลัง.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2537. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2547. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549)&amp;lt;ref&amp;gt;บุญเหลือ ศรีมุงคุณ, จำลอง กกรัมย์ และวงเดือน ประสมทอง. 2549. ผลของอายุเก็บเกี่ยวและการจักการวัชพืชต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7. ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร,: 30 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วุฒิศักดิ์ พรพรหมประทาน, ประวัติ อุทโยภาศ และอนุชิต ทองกล่ำ. 2539. การเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 ที่ปลูกกลางฤดูฝน. หน้า 226-229. ใน รายงานผลงานวิจัยประจำปี 2539 มันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง&amp;lt;ref&amp;gt;โอภาษ บุญเส็ง, ดนัย ศุภาหาร, ดลใจ แพทย์กะโทก และเมธี คำหุ่ง. 2543. การเปรียบเทียบพันธุ์มันสำปะหลังในไร่เกษตรกรเพื่อปลูกปลายฝน. หน้า 347-356. ใน รายงานผลงานวิจัย 2543 มันสำปะหลัง. สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt; การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สมพงษ์ กาทอง. 2537. การเขตกรรมมันสำปะหลัง. หน้า 71-83. ใน เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4  ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่  3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี. 2552. ต้นทุนการผลิตพืช.  Available from :&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://lopburi.doae.go.th/lamsonti/tontun.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;ศุภวัฒน์ ปากเมย. 2540. การออกแบบและประเมินผลเครื่องขุดมันสําปะหลัง. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว&amp;lt;ref&amp;gt;เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา. 2549. การออกแบบและทดสอบอุปกรณ์ช่วยขนย้ายมันสําปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การขุดมันสำปะหลัง.jpg|alt=การขุดมันสำปะหลัง|thumb|การขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt; แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png|alt=การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง|thumb|การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:กองมันสำปะหลัง.png|alt=กองมันสำปะหลัง|thumb|กองมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|'''การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพ การทำมันเส้น.jpg|alt=การตัดหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน|thumb|การสับหัวมันสำปะหลังโดยใช้แรงงานคน]]&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน''''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fibe&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot;&amp;gt;Wheatley, C.C. and W.W. Schwabe. (1985). Scopoletin Involvement in Post-Harvest Physiological Deterioration of Cassava Root (''Manihot esculenta'' Crantz). Journal of Experimental Botany. 36(5):783-791.&amp;lt;/ref&amp;gt;) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976)&amp;lt;ref&amp;gt;Booth, R.H., Buckle T.S., Cardenas O.S., Gomez G. and Hervas E. (1976). Changes in quality of cassava roots during storage. International Journal of Food Science &amp;amp; Technology. 11(3):245-264.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช&amp;lt;ref&amp;gt;บัณฑิต หิรัญสถิตพร, จาตุพงศ์ วาฤทธิ์, นำพร ปัญโญใหญ่, ราวุ น่วมปฐม และเอ็จ สโรบล. 2552. เครื่องขุดมันสําปะหลังพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก. ในรายงานผลงานวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้: 46 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratikul. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. Environmental Engineering division Asian Institute of technology Thailand.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;พร้อมพันธุ์ เสรีวิชยสวัสดิ์. 2549. อิทธิพลของระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังการตัดต้นที่มีต่อผลผลิตและคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง. มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งปะเทศ. สืบค้นจาก : &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org/reference/03.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt; [มี.ค. 2556]&amp;lt;/ref&amp;gt;และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ&amp;lt;ref&amp;gt;สุรพงษ์ เจริญรัถ, นันทวรรณ สโรบล, กุลศิริ กลั่นนุรักษ์, อาภาณี โภคประเสริฐ, เสาวรี ตังสกุล, จรุงสิทธิ์ ลิ่มศิลา และอุดม เลียบวัน. 2550. กิจกรรมการศึกษาโอกาสและข้อจำกัดของการผลิตพืชไร่ เศรษฐกิจสำคัญงานทดลองประเมินความคุ้มค่าการลงทุนและสภาวะความเสี่ยงของเกษตรกรจากความแปรปรวนด้านการผลิตและราคาของผลผลิตมันสำปะหลังและอ้อย, น.135-139. เอกสาร ประกอบการสัมมนาเรื่องแนวทางการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง.159 น.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว&amp;lt;ref&amp;gt;Anuchit Chamsing. 2007. Agricultural Mechanization Status and Energy Consumption for Crop&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Production in Thailand. AIT Diss No. AE…(In process). Asian Institute of Technology.&amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครืองแมคโครขุดมันสำปะหลัง.png|alt=เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง|thumb|เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''เครื่องขุดมันสำปะหลัง''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา&amp;lt;ref&amp;gt;สามารถ บุญอาจ. 2543. การออกแบบและพัฒนาเครื่องเก็บหัวมันสำปะหลังแบบติดพ่วงกับรถแทรกเตอร์.  วิทยานิพนธ์ปริญญาโท.  สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553)&amp;lt;ref&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์. 2553. โครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดเก็บมันสำปะหลังและเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังจากเหง้า. กรมวิชาการเกษตร.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิชา หมั่นทำการ. 2552. เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง. ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.rdi.ku.ac.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. (30 กันยายน 2553).&amp;lt;/ref&amp;gt; ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ และเสรี วงส์พิเชษฐ. 2556. การศึกษาและพัฒนาอุปกรณ์ลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วารสารวิจัย มข. 18(2): 212-220.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=753</id>
		<title>ไฟล์:การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=753"/>
		<updated>2021-11-19T08:01:43Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;การตัดท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=751</id>
		<title>ไฟล์:กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=751"/>
		<updated>2021-11-19T07:59:57Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;กองรวมท่อนพันธ์ุมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=750</id>
		<title>ไฟล์:กองมันสำปะหลัง.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=750"/>
		<updated>2021-11-19T07:58:22Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;กองมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=749</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=749"/>
		<updated>2021-11-19T07:55:57Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2556. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญและแนวโน้มปี 2556: มันสำปะหลัง. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th/ewt_news.php?nid=13577&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;Sukra, A.B. 1996. Performance of API cassava root digger elevator. MARDI Report, no. 187.  Agricultural Research and Development Institute, Kuala Lumpur.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสําปะหลังแห่งประเทศไทย. 2547.  เกี่ยวกับมันสําปะหลัง.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2537. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2547. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549)&amp;lt;ref&amp;gt;บุญเหลือ ศรีมุงคุณ, จำลอง กกรัมย์ และวงเดือน ประสมทอง. 2549. ผลของอายุเก็บเกี่ยวและการจักการวัชพืชต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7. ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร,: 30 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วุฒิศักดิ์ พรพรหมประทาน, ประวัติ อุทโยภาศ และอนุชิต ทองกล่ำ. 2539. การเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 ที่ปลูกกลางฤดูฝน. หน้า 226-229. ใน รายงานผลงานวิจัยประจำปี 2539 มันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง&amp;lt;ref&amp;gt;โอภาษ บุญเส็ง, ดนัย ศุภาหาร, ดลใจ แพทย์กะโทก และเมธี คำหุ่ง. 2543. การเปรียบเทียบพันธุ์มันสำปะหลังในไร่เกษตรกรเพื่อปลูกปลายฝน. หน้า 347-356. ใน รายงานผลงานวิจัย 2543 มันสำปะหลัง. สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt; การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สมพงษ์ กาทอง. 2537. การเขตกรรมมันสำปะหลัง. หน้า 71-83. ใน เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4  ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่  3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี. 2552. ต้นทุนการผลิตพืช.  Available from :&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://lopburi.doae.go.th/lamsonti/tontun.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;ศุภวัฒน์ ปากเมย. 2540. การออกแบบและประเมินผลเครื่องขุดมันสําปะหลัง. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว&amp;lt;ref&amp;gt;เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา. 2549. การออกแบบและทดสอบอุปกรณ์ช่วยขนย้ายมันสําปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การขุดมันสำปะหลัง.jpg|alt=การขุดมันสำปะหลัง|thumb|การขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt; แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|'''การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fibe&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot;&amp;gt;Wheatley, C.C. and W.W. Schwabe. (1985). Scopoletin Involvement in Post-Harvest Physiological Deterioration of Cassava Root (''Manihot esculenta'' Crantz). Journal of Experimental Botany. 36(5):783-791.&amp;lt;/ref&amp;gt;) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976)&amp;lt;ref&amp;gt;Booth, R.H., Buckle T.S., Cardenas O.S., Gomez G. and Hervas E. (1976). Changes in quality of cassava roots during storage. International Journal of Food Science &amp;amp; Technology. 11(3):245-264.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช&amp;lt;ref&amp;gt;บัณฑิต หิรัญสถิตพร, จาตุพงศ์ วาฤทธิ์, นำพร ปัญโญใหญ่, ราวุ น่วมปฐม และเอ็จ สโรบล. 2552. เครื่องขุดมันสําปะหลังพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก. ในรายงานผลงานวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้: 46 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratikul. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. Environmental Engineering division Asian Institute of technology Thailand.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;พร้อมพันธุ์ เสรีวิชยสวัสดิ์. 2549. อิทธิพลของระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังการตัดต้นที่มีต่อผลผลิตและคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง. มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งปะเทศ. สืบค้นจาก : &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org/reference/03.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt; [มี.ค. 2556]&amp;lt;/ref&amp;gt;และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ&amp;lt;ref&amp;gt;สุรพงษ์ เจริญรัถ, นันทวรรณ สโรบล, กุลศิริ กลั่นนุรักษ์, อาภาณี โภคประเสริฐ, เสาวรี ตังสกุล, จรุงสิทธิ์ ลิ่มศิลา และอุดม เลียบวัน. 2550. กิจกรรมการศึกษาโอกาสและข้อจำกัดของการผลิตพืชไร่ เศรษฐกิจสำคัญงานทดลองประเมินความคุ้มค่าการลงทุนและสภาวะความเสี่ยงของเกษตรกรจากความแปรปรวนด้านการผลิตและราคาของผลผลิตมันสำปะหลังและอ้อย, น.135-139. เอกสาร ประกอบการสัมมนาเรื่องแนวทางการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง.159 น.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว&amp;lt;ref&amp;gt;Anuchit Chamsing. 2007. Agricultural Mechanization Status and Energy Consumption for Crop&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Production in Thailand. AIT Diss No. AE…(In process). Asian Institute of Technology.&amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เครืองแมคโครขุดมันสำปะหลัง.png|alt=เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง|thumb|เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
'''เครื่องขุดมันสำปะหลัง''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา&amp;lt;ref&amp;gt;สามารถ บุญอาจ. 2543. การออกแบบและพัฒนาเครื่องเก็บหัวมันสำปะหลังแบบติดพ่วงกับรถแทรกเตอร์.  วิทยานิพนธ์ปริญญาโท.  สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553)&amp;lt;ref&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์. 2553. โครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดเก็บมันสำปะหลังและเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังจากเหง้า. กรมวิชาการเกษตร.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิชา หมั่นทำการ. 2552. เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง. ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.rdi.ku.ac.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. (30 กันยายน 2553).&amp;lt;/ref&amp;gt; ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ และเสรี วงส์พิเชษฐ. 2556. การศึกษาและพัฒนาอุปกรณ์ลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วารสารวิจัย มข. 18(2): 212-220.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=748</id>
		<title>ไฟล์:เครืองแมคโครขุดมันสำปะหลัง.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.png&amp;diff=748"/>
		<updated>2021-11-19T07:55:14Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;เครือง แมคโครขุดมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=747</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=747"/>
		<updated>2021-11-19T07:45:58Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2556. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญและแนวโน้มปี 2556: มันสำปะหลัง. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th/ewt_news.php?nid=13577&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;Sukra, A.B. 1996. Performance of API cassava root digger elevator. MARDI Report, no. 187.  Agricultural Research and Development Institute, Kuala Lumpur.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสําปะหลังแห่งประเทศไทย. 2547.  เกี่ยวกับมันสําปะหลัง.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2537. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2547. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549)&amp;lt;ref&amp;gt;บุญเหลือ ศรีมุงคุณ, จำลอง กกรัมย์ และวงเดือน ประสมทอง. 2549. ผลของอายุเก็บเกี่ยวและการจักการวัชพืชต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7. ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร,: 30 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วุฒิศักดิ์ พรพรหมประทาน, ประวัติ อุทโยภาศ และอนุชิต ทองกล่ำ. 2539. การเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 ที่ปลูกกลางฤดูฝน. หน้า 226-229. ใน รายงานผลงานวิจัยประจำปี 2539 มันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง&amp;lt;ref&amp;gt;โอภาษ บุญเส็ง, ดนัย ศุภาหาร, ดลใจ แพทย์กะโทก และเมธี คำหุ่ง. 2543. การเปรียบเทียบพันธุ์มันสำปะหลังในไร่เกษตรกรเพื่อปลูกปลายฝน. หน้า 347-356. ใน รายงานผลงานวิจัย 2543 มันสำปะหลัง. สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt; การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สมพงษ์ กาทอง. 2537. การเขตกรรมมันสำปะหลัง. หน้า 71-83. ใน เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4  ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่  3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี. 2552. ต้นทุนการผลิตพืช.  Available from :&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://lopburi.doae.go.th/lamsonti/tontun.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
          เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;ศุภวัฒน์ ปากเมย. 2540. การออกแบบและประเมินผลเครื่องขุดมันสําปะหลัง. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว&amp;lt;ref&amp;gt;เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา. 2549. การออกแบบและทดสอบอุปกรณ์ช่วยขนย้ายมันสําปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:การขุดมันสำปะหลัง.jpg|alt=การขุดมันสำปะหลัง|thumb|การขุดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt; แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|'''การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fibe&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot;&amp;gt;Wheatley, C.C. and W.W. Schwabe. (1985). Scopoletin Involvement in Post-Harvest Physiological Deterioration of Cassava Root (''Manihot esculenta'' Crantz). Journal of Experimental Botany. 36(5):783-791.&amp;lt;/ref&amp;gt;) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976)&amp;lt;ref&amp;gt;Booth, R.H., Buckle T.S., Cardenas O.S., Gomez G. and Hervas E. (1976). Changes in quality of cassava roots during storage. International Journal of Food Science &amp;amp; Technology. 11(3):245-264.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช&amp;lt;ref&amp;gt;บัณฑิต หิรัญสถิตพร, จาตุพงศ์ วาฤทธิ์, นำพร ปัญโญใหญ่, ราวุ น่วมปฐม และเอ็จ สโรบล. 2552. เครื่องขุดมันสําปะหลังพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก. ในรายงานผลงานวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้: 46 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratikul. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. Environmental Engineering division Asian Institute of technology Thailand.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;พร้อมพันธุ์ เสรีวิชยสวัสดิ์. 2549. อิทธิพลของระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังการตัดต้นที่มีต่อผลผลิตและคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง. มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งปะเทศ. สืบค้นจาก : &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org/reference/03.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt; [มี.ค. 2556]&amp;lt;/ref&amp;gt;และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ&amp;lt;ref&amp;gt;สุรพงษ์ เจริญรัถ, นันทวรรณ สโรบล, กุลศิริ กลั่นนุรักษ์, อาภาณี โภคประเสริฐ, เสาวรี ตังสกุล, จรุงสิทธิ์ ลิ่มศิลา และอุดม เลียบวัน. 2550. กิจกรรมการศึกษาโอกาสและข้อจำกัดของการผลิตพืชไร่ เศรษฐกิจสำคัญงานทดลองประเมินความคุ้มค่าการลงทุนและสภาวะความเสี่ยงของเกษตรกรจากความแปรปรวนด้านการผลิตและราคาของผลผลิตมันสำปะหลังและอ้อย, น.135-139. เอกสาร ประกอบการสัมมนาเรื่องแนวทางการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง.159 น.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว&amp;lt;ref&amp;gt;Anuchit Chamsing. 2007. Agricultural Mechanization Status and Energy Consumption for Crop&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Production in Thailand. AIT Diss No. AE…(In process). Asian Institute of Technology.&amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''เครื่องขุดมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา&amp;lt;ref&amp;gt;สามารถ บุญอาจ. 2543. การออกแบบและพัฒนาเครื่องเก็บหัวมันสำปะหลังแบบติดพ่วงกับรถแทรกเตอร์.  วิทยานิพนธ์ปริญญาโท.  สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553)&amp;lt;ref&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์. 2553. โครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดเก็บมันสำปะหลังและเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังจากเหง้า. กรมวิชาการเกษตร.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิชา หมั่นทำการ. 2552. เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง. ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.rdi.ku.ac.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. (30 กันยายน 2553).&amp;lt;/ref&amp;gt; ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ และเสรี วงส์พิเชษฐ. 2556. การศึกษาและพัฒนาอุปกรณ์ลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วารสารวิจัย มข. 18(2): 212-220.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.jpg&amp;diff=746</id>
		<title>ไฟล์:การขุดมันสำปะหลัง.jpg</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87.jpg&amp;diff=746"/>
		<updated>2021-11-19T07:45:48Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;การขุดมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=742</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=742"/>
		<updated>2021-11-19T07:41:46Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2551ก.สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt; และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สืบค้น 10 พ.ค. 2563. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|164x164px|ภาพหัวสดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
ส่วนหัวของมันสำปะหลัง (tuber) เป็นส่วนรากสะสมอาหารที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต สะสมอาหารมีปริมาณแป้งประมาณ 15 – 40 % มีกรดไฮโดรไซยานิก ( HCN ) ซึ่งมีพิษ จะมีอยู่มากในส่วนของเปลือกมากกว่าเนื้อของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใบมันสำปะหลังเป็นใบเดี่ยว เกิดเรียงรอบลำต้น ก้านใบอาจมีสีเขียวหรือสีแดงขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวใบหรือแผ่นใบจะเว้าเป็นหยักลึกเป็นแฉก จำนวนหยักมีตั้งแต่ 3-9 หยัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
ลำต้นของมันสำปะหลังเป็นลำต้นตั้งตรง สีของลำต้นแตกต่างกันไปตามพันธุ์ ส่วนที่อยู่ใกล้ยอดมีสีเขียว ส่วนแก่ที่ต่ำลงมาอาจมีสีน้ำเงิน สีเหลือง หรือสีน้ำตาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
เมล็ดมันสำปะหลังจะมีลักษณะรูปร่างยาวรี มีสีน้ำตาล และมีลายดำ เมื่อผลแก่เมล็ดจะแตกดีดเมล็ดกระเด็นออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง, 25/03/2564)&amp;lt;ref&amp;gt;สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพ การทำมันเส้น.jpg|alt=ภาพ การทำมันเส้น|thumb|การทำมันเส้น]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;ปรารถนา ปรารถนาดี, จิรชัย พุทธกุลสมศิริ, เจริญชัย โขมพัตราภรณ์ และชุมพร มณฑาทิพย์กลุ. 2552. การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในประเทศไทย. รายงานวิจัย. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. 318 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก&amp;lt;ref&amp;gt;Food and Agricultural Organization of the United Nations [FAO]. 2009. FAOSTAT. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://faostat.fao.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip) ===&lt;br /&gt;
การแปรรูปมันสำปะหลังที่นิยมมากที่สุดคือการทำมันเส้น เมื่อเก็บเกี่ยวหัวมันสดแล้วนำมาตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ด้วยเครื่องตัด แล้วตากแห้งเพื่อส่งขายเป็นวัตถุดิบให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หรืออุตสาหกรรมมันอัดเม็ด หรือใช้ทดแทนธัญพืชอื่นที่ให้พลังงาน เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี เพราะมีราคาต่ำกว่า โดยหัวมันสำปะหลังสดปริมาณ 2.5 กิโลกรัม &amp;lt;ref&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย. สืบค้น 10 มีนาคม 2564. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tapiocathai.org/Mainpage.html&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;จะผลิตเป็นมันเส้นได้ 1 กิโลกรัม มันเส้น ประกอบไปด้วย แป้ง (polarimetric) 70-75 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 2 เปอร์เซ็นต์ ความชื้น 11 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 2 เปอร์เซ็นต์ และดินทราย 1 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ขั้นตอนการทำมันเส้นสะอาด มีดังนี้'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#  ทำความสะอาดสิ่งเจือปนที่ติดมากับหัวมัน&lt;br /&gt;
#  นำหัวมันที่สะอาดแล้วใส่เครื่องป้อน (กรณีที่ใช้เครื่องป้อน) หรือ ใส่เครื่องตัด หรือ ใช้มีดหั่นเป็นชิ้น ๆ&lt;br /&gt;
#  นำชิ้นหัวมันที่หั่นแล้วไปตากแดดบนลานคอนกรีต (ลานตาก) หรือพื้นที่ปูด้วยวัสดุ เช่น เสื่อ ตะแกรงไม้ไผ่&lt;br /&gt;
#  ระหว่างการตากแดดจะต้องใช้คราดพลิกด้าน มันเส้นทุก ๆ 1 - 2 ชั่วโมง อาจใช้คนงาน หรือรถ แทรกเตอร์ก็ได้ เมื่อมันเส้นแห้งดีแล้วก็ส่งขายต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ข้อดีของการใช้มันเส้นเป็นอาหารสัตว์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ประกอบด้วยแป้งเป็นหลัก สัตว์กระเพาะเดี่ยวและสัตว์ปีกย่อยได้ง่ายกว่าข้าวโพดเมล็ดและข้าวฟ่างเมล็ด และเป็นแหล่งแป้งและน้ำตาลที่ดีในการเร่งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในกระเพาะหมักของโค-กระบือ&lt;br /&gt;
# มีการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อราโดยเฉพาะอะฟลาทอกซินน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวโพดเมล็ด&lt;br /&gt;
# มักพบจุลินทรีย์กลุ่มแลคโตบาซิลลัสและยีสต์ที่เป็นประโยชน์ต่อสัตว์ ช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพดี&lt;br /&gt;
# สามารถใช้ทดแทนวัตถุดิบธัญพืช เช่น ข้าวโพดเมล็ด ข้าวฟ่างเมล็ด ปลายข้าว ซึ่งเป็นวัตถุดิบประเภทพลังงาน หรือแป้งเช่นเดียวกันได้อย่างเต็มที่ในสูตรอาหารสัตว์ทุกชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''เครื่องจักรกลผลิตมันเส้น'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องหั่นชิ้นมันเส้นมีหลักการทำงานโดยป้อนหัวมันสำปะหลังเข้าสู่ส่วนทำความสะอาด ซึ่งใช้หลักการขัดสีของวัสดุกับผิววัตถุดิบในน้ำ ขัดผิวและล้างให้สะอาด แล้วลำเลียงส่งเข้าชุดใบมีดที่ใช้หลักการเฉือนได้เป็นชิ้นมันเส้นสะอาด เครื่องหั่นใช้ต้นกำลังขับในเพลาเดียวกันทำให้ทุกส่วนทำงานต่อเนื่องพร้อมกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิรัตน์ หวังเขื่อนกลาง. 2555. เครื่องหั่นชิ้นมันเส้น. การประชุมวิชาการสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 13. หน้า 148-155.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''       '''  เครื่องสับมันแบบจานนอนและเครื่องสับมันที่พัฒนาขึ้นสามารถสับมันเป็นแผ่นแต่ยังไม่สม่ำเสมอเท่าที่ควร ซึ่งถ้าเป็นลักษณะของมันเส้นที่ผ่าน การสับด้วยเครื่องสับแบบจานรูของลานมันสำปะหลังทั่วไปจะมีลักษณะเป็นก้อนไม่สม่ำเสมอเช่นกัน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์, ปรีดาวรรณ ไชยศรีชลธาร, ปรีชา อานันท์รัตนกุล, นิทัศน์ ตั้งพินิจกุล, จิราวัสส์ เจียตระกูล, ประสาท แสงพันธุ์ตา, วุฒิพล จันทร์สระคู, ศักดิ์ชัย อาษาวัง และกอบชัย ไกรเทพ. 2558. วิจัยและพัฒนาเครื่องจักรสำหรับทำมันเส้นสะอาด. กรมวิชาการเกษตร: 28 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จานตัดของเครื่องตัดแบบจานหมุน โดยดัดแปลงจานตัดแบบเดิมที่ทำให้ชิ้นมันมีขนาดไม่แน่นอน และมีขนาดใหญ่ ทำให้การตากใช้เวลานาน เนื่องจากต้องการให้ชิ้นมันมีขนาดเล็กลง และมีรูปแบบของชิ้นมันที่เป็นรูปแบบเดียวกันมากขึ้น ซึ่งหลังการออกแบบพบว่าสมรรถนะการตัดลดลงจาก 9-11 ตันต่อชั่วโมง เป็น 6-8 ตันต่อชั่วโมง และขนาดชิ้นเล็กลง โดยชิ้นมันมีขนาดเฉลี่ย 5×2.4×0.6 เซนติเมตร&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratiku. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. &amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เครื่องสับมันสำปะหลังแบบใบมีดโยก สำหรับผลิตชิ้นมันเส้นสะอาดเพื่อเป็นส่วนผสมอาหารสำหรับโคนม เครื่องต้นแบบมีส่วนประกอบหลักคือ ชุดทำความสะอาดหัวมันสำปะหลังที่มีลักษณะเป็นตะแกรงหมุนเพื่อแยกสิ่งเจือปน ชุดป้อนหัวมันเข้าสู่ชุดใบมีดสับ ชุดใบมีดสับสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นรูปแบบการสับตามขวาง และตัดแยกชิ้นมันเป็นรูปทรงแท่งยาว&amp;lt;ref&amp;gt;ธวัชชัย ทิวาวรรณวงศ์ และ วิรัตน์ หวังเขื่อนกลาง. 2548. การศึกษาเครื่องสับมันสำปะหลังแบบใบมีดโยกสำหรับผลิตชิ้นมันเส้น. การประชุมวิชาการครั้งที่ 6 ประจำปี 2548 สมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ข้อดีข้อเสียของเครื่องสับหัวมัน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เครื่องสับหัวมันที่พัฒนาขึ้นสามารถสับมันเป็นแผ่น ซึ่งถ้าเป็นลักษณะของมันเส้นที่ผ่านการสับด้วยเครื่องสับแบบจานรูของลานมันสำปะหลังทั่วไปจะมีลักษณะเป็นก้อนไม่สม่ำเสมอ ซึ่งไม่มีความเหมาะสมต่อการอบแห้งเนื่องจากการอบแห้งจะแห้งไม่พร้อมกัน ทำให้สูญเสียพลังงานในการลดความชื้นมากขึ้น ทั้งนี้ต้องมีการศึกษาการตัดหัวมันสำปะหลังสดด้วยเครื่องตัดชนิดอื่นเพื่อให้ได้ชิ้นมันที่มีขนาดสม่ำเสมอมากขึ้นสอดคล้องกับระยะเวลาที่เหมาะสมในการตากแห้งเพื่่อลดความชื้น และลดการเกิดชิ้นมันขนาดเล็กซึ่งเป็นต้นเหตุของฝุ่นผง จะเป็นการปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการผลิตมันสำปะหลังเส้นของประเทศให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นผลดีกับเกษตรกรผู้ผลิตหัวมันสำปะหลังสด และผู้ประกอบการโรงงานมันเส้นรวมทั้งทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์มันเส้นไปต่างประเทศมีความยั่งยืน และเป็นที่น่าเชื่อถือในระยะยาวต่อไป&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''แป้ง (starch)''' ===&lt;br /&gt;
แป้งที่สกัดเอาเยื่อใยออกแล้วใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารมนุษย์ และเป็นเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด เช่น ใช้ทำวุ้นเส้น ทำเบียร์ ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น เป็นตัวทำให้สารติดแน่น คงรูปร่าง ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมซักรีด อุตสาหกรรมทำกระดาษ แป้งเปียก แอลกอฮอล์ อะซีโตน ยา กลูโคส และแป้งดัดแปรโดยสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการผลิต&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วิจารณ์ วิชชุกิจ, ปิยะ กิตติภาดากุล, วัชรี เลิศมงคล,  ณรงค์ สิงห์บุระอุดม, กล้าณรงค์ ศรีรอด และ ปิยะ ดวงพัตรา. มันสำปะหลัง. โครงการการแปรปรูปและการใช้ประโยชน์มันสำปะหลัง. หน่วยปฏิบัติการเทคโนโลยีแประรูปมันสำปะหลังและแป้ง สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 2542. 20 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# แป้งดิบหรือแป้งมันสำปะหลังดิบ (native starch) เป็นแป้งที่ได้จากหัวมันสดด้วยขบวนการแยกกากโปรตีน และองค์ประกอบอื่น ๆ ปัจจุบันมีโรงงานประมาณ 85 โรงงาน ทั่วประเทศไทย มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 2 - 2.5 ล้านต้นต่อปี มีผลผลิตเฉลี่ยทั้งอุตสาหกรรม ประมาณ 1.76 ล้านตันต่อปี&lt;br /&gt;
# แป้งมันสำปะหลังดัดแปร (modified starch) ได้จากการนำแป้งมันสำปะหลังดิบมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางโมเลกุลให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยปกติการผลิตแป้งมันสำปะหลังแปรรูปใช้อัตราแป้งดิบ 1 กิโลกรัม ได้แป้งแปรรูป 0.93 กิโลกรัม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แป้งข้าวเหนียวมันสำปะหลัง (waxy cassava)''' : ศูนย์เกษตรเขตร้อนนานาชาติ (CIAT) ได้พัฒนาเพิ่มมูลค่าของพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยไม่เน้นเพียงการเพิ่มหรือรักษาเสถียรภาพของการผลิตแต่เป็นการพัฒนาลักษณะต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เช่น การปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังที่มีโปรตีนสูงสำหรับผลิตเป็นอาหารสัตว์ การปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังที่เป็นแป้งข้าวเหนียว (waxy starch) ใช้สำหรับอุตสาหกรรมแป้ง ซึ่งทางศูนย์เกษตรเขตร้อนนานาชาติ (CIAT) มองว่าอุตสาหกรรมแป้งข้าวเหนียว (waxy starch) จะเป็นอุตสาหกรรมที่กอให้เกิดการเพิ่มมูลค่าทางเศณษฐกิจแก่ประเทศไทย&amp;lt;ref&amp;gt;สุดเขตต์ นาคะเสถียร. 2552.การพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังข้าวเหนียวของไทยสำหรับอุตสาหกรรมแป้งและเพื่อส่งออก. หนังสือสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย2552.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยแป้ง waxy ได้จากการนำแป้งไปต้มจนอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิข้นใส (gelatinization temperature) เม็ดแป้งจะพองตัวตามการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ การพองตัวและการทำลาย (disruption) ของเมล็ดแป้งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยวิธีที่ดีที่สุดที่ใช้เปลี่ยนแปลงความหนืดในระหว่างต้มแป้ง คือการใช้เครื่องวัดความหนืด (Rapid visco amylograph เรียกย่อว่า RVA) โดยมีหลักการในการวัดความหนืดของแป้งพร้อมการกวนตลอดเวลา ขณะที่ให้ความร้อนในอัตราอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมิที่ต้องการระยะหนึ่ง แล้วทำให้เย็นลงโดยการลดอุณหภูมิในอัตราที่ลดลงอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน&amp;lt;ref&amp;gt;อรพิน ภูมิภมร, เทคโนโลยีของแป้ง. 2533. เคมีของแป้งและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์จากแป้งบางชนิดที่ผลิตในประเทศไทย. ระบบชีวภาพที่สำคัญต่อเทคโนโลยีชีวภาพ. เล่มที่ 5. 212 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากนั้นนำมาวัดความหนืดแป้ง ยิ่งแป้งมีความหนืดมากราคาก็จะดีตามไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์จากแป้งมันสำปะหลัง'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# แป้งมันสำปะหลังที่นิยมใช้มากที่สุดคือ การบริโภคในครัวเรือน กล่าวคือคนไทยบริโภคแป้งมันสำปะหลังประมาณ 7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งจะเป็นการปรุงอาหารประจำวันในบ้านเรือนหรือร้านค้าทั่วไป ถ้ามีการพัฒนาสูตรอาหารหรือมีการใช้บริโภคในครัวเรือนมากขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้แป้งมันสำปะหลังมากขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมแป้งดัดแปร โดยแป้งที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะถูกนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับปฏิกิริยาเคมี เพื่อให้แป้งมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น เหนียวขึ้น ทนความร้อน ทนกรดดีขึ้น แป้งมันสำปะหลังเหมาะสมมากสำหรับการผลิตเป็นแป้งดัดแปร ปริมาณการใช้แป้งเพื่ออุตสาหกรรมแป้งดัดแปรมีมากประมาณกว่า 3 แสนตันต่อปี&lt;br /&gt;
# ใช้ทำผงชูรสและไลซีน โดยผ่านแระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์ที่จำเพาะ&lt;br /&gt;
# สารให้ความหวาน ที่ได้จากการย่อยแป้งให้เล็กลงเป็นหน่วยของน้ำตาลต่าง ๆ มีความจำเป็นต้องใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน ลูกกวาด ยาสีฟัน และยา การใช้แป้งผลิตสารให้ความหวานแต่ละปีมีปริมาณมากกว่าหนึ่งแสนตัน&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมอาหาร และสาคู โดยทั่ว ๆ ไปใช้แป้งเป็นตัวทำให้เหนียวสร้างลักษณะเงาวาว และน้ำหนักให้กับเนื้ออาหาร ส่วนสาคูเป็นอุตสาหกรรมที่ทำจากการเอาแป้งมาขึ้นรูป โดยเครื่องเขย่าให้จับกันเป็นก้อน และร่อนเพื่อคัดขนาดที่ต้องการ คั่วและอบแห้งเป็นเม็ด ๆ เรียกว่าเม็ดสาคู ปริมาณการใช้แป้งประมาณ 1 แสนตันต่อปี ทั้งยังมีผลิตภัณฑ์เม็ดไข่มุกที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังจะให้เนื้อสัมผัสที่เป็นแบบฉบับในรสและเนื้อเจล มีรสชาติแตกต่างไปตามส่วนผสมที่ใส่ เช่น น้ำตาล สารแต่งรสอื่นๆ มีหลายสีและเนื้อสัมผัส ที่เรียกกันว่า “ไข่มุก”&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมกระดาษ (ยกเว้นกระดาษบางชนิด เช่น กระดาษชำระ) มีแป้งเป็นตัวประสาน และเคลือบอยู่ประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักกระดาษ การใช้กระดาษมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี มีการใช้แป้งมันสำปะหลังและแป้งดัดแปรในอุตสาหกรรมกระดาษโดยประมาณ 1 แสนตันต่อปี&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมสิ่งทอ ในการเคลือบเส้นใยของผ้าจำเป็นที่จะต้องใช้แป้งเคลือบ ปกตินิยมใช้แป้งดัดแปรโดยปริมาณแป้งที่ใช้เท่ากับร้อยละ 1 ของน้ำหนัก และมีปริมาณการใช้ประมาณ 2 หมื่นกว่าตันต่อปี&lt;br /&gt;
# อุตสาหกรรมไม้อัดและกาว แป้งใช้ผสมสารเคมีต่าง ๆ เป็นกาวติดกระดาษ เช่น กระดาษลูกฟูก รวมทั้งใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัดด้วย มีปริมาณการใช้ประมาณ 3 หมื่นตันต่อปี&lt;br /&gt;
# การใช้แป้งในส่วนอื่น ๆ เช่น ในการผลิตยาเม็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555)&amp;lt;ref&amp;gt;สวลี ดีประเสริฐ, ศุภชัย บุญนำมา, วิทยา บุตรทองมูล, บุปผา ชินเชิดวงศ์ และ วีระ โลหะ. 2555. การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล. งานประชุมวิชาการระดับชาติ. มหาวิทยาลัยทักษิณ ครั้งที่ 22. 3:39-46.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556)&amp;lt;ref&amp;gt;ลัดดาวัลย์ หอกกิ่ง. 2556. ผลของการใช้กากามันสำปะหลังต่อการย่อยได้ของโภชนะ สมรรถนะ การผลิตคุณภาพไข่ คอเลสเตอรอลในไข่แดง และการเปลี่ยนแปลงประชาการจุลินทรีย์ของไก่ไข่. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์. 111 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์''' ===&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกดูแลรักษาง่าย มีศัตรูธรรมชาติน้อย ดังนั้นราคาของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจึงต่ำกว่าธัญพืช และยังเหมาะที่จะใช้เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตสำหรับการนำมาผสมกับหัวอาหารเป็นอาหารสัตว์ เช่น สุกร ไก่ ปลา และปศุสัตว์ แต่ยังต้องเพิ่มวิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโนบางตัว เช่น เลี้ยงไก่ต้องเสริมสารอาหารและสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระเพิ่มเติม ในปัจจุบันทั่วโลกนิยมนำมันสำปะหลังมาเลี้ยงสัตว์มากขึ้นเนื่องจากราคาต่ำกว่าธัญพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศไทยส่งมันสำปะหลังออกขายในรูปอัดเม็ดและมันเส้น ในปริมาณกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ส่งออกทั้งหมด ตลาดที่สำคัญของไทยคือประชาคมเศษฐกิจยุโรป  ส่วนแป้งส่งขายให้ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ตามเรามักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการกีดกันทางการค้าและกฎเกณฑ์การนำเข้ามันสำปะหลังในรูปอาหารสัตว์ในประชาคมเศษฐกิจยุโรป ซึ่งทำให้มันสำปะหลังจากไร่เกษตรกรมีราคาต่ำและแปรปรวนมาก จึงควรนำมันสำปะหลังไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าหัวมันสำปะหลังให้สูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''คุณค่าทางโภชนาการของมันเส้นหรือมันอัดเม็ด'''&amp;lt;ref&amp;gt;อุทัย และคณะ (2540)&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://nutrition.dld.go.th/Nutrition_Knowlage/ARTICLE/new_article/cassava2.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันเส้นหรือมันอัดเม็ดจัดเป็นวัตถุดิบประเภทแป้ง เช่นเดียวกับข้าวโพด และปลายข้าว แต่มันเส้นหรือมันอัดเม็ดมีปริมาณโปรตีนที่ต่ำกว่า การแก้ปัญหาโปรตีนต่ำในมันเส้นหรือมันอัดเม็ดสามารถทำได้โดยการเพิ่มวัตถุดิบอาหารโปรตีนสูง เช่น กากถั่วเหลืองในสูตรอาหารให้สูงขึ้น ก็จะช่วยให้มันเส้นหรือมันอัดเม็ดมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับข้าวโพดหรือปลายข้าว และสามารถทดแทนข้าวโพดหรือปลายข้าวในสูตรอาหารเลี้ยงสัตว์ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การใช้ใบมันสำปะหลังแห้งในสูตรอาหารสัตว์'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;สุกัญญา จัตตุพรพงษ์ และ วราพันธุ์ จินตณวิชญ์. ม.ป.ป.. ศูนย์ค้นคว้าและพัฒนาวิชาการอาหารสัตว์ สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจ ฯ. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www3.rdi.ku.ac.th/exhibition/51/Trade/trade_05-01/trade_05_1.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11/03/2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าใบมันสำปะหลังจะมีสารพิษสำคัญ 2 ชนิด คือกรดไฮโดรไซยานิคและสารแทนนิน แต่ในใบมันแห้งจะมี เหลืออยู่ในระดับต่ำมาก เช่นเดียวกับในมันเส้นที่กรดไฮโดรไซยานิคระเหยออกไประหว่างผึ่งแดด จนเหลือในระดับที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับสัตว์ นอกจากนี้กรดไฮโดรไซยานิคในระดับต่ำดังกล่าวนี้กลับช่วยกระตุ้นให้เกิดระบบที่ทำให้สัตว์มีความต้านทานโรคเพิ่มขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีขั้นตอนดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# เก็บใบมันสำปะหลัง ซึ่งควรเก็บใบมันสำปะหลังจากต้นก่อนทำการเก็บเกี่ยวหัวมัน เนื่องจากการเก็บใบมันสำปะหลังหลังการเกี่ยวแล้วนั้นอาจทำได้ไม่สะดวก และไม่สามารถเก็บใบมันสำปะหลังในแปลงได้หมด อย่างไรก็ตามควรเก็บใบมันก่อนการขุดหัวมันไม่เกิน 12– 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
# การเก็บใบมันนั้นควรเด็ดจากส่วนยอดบริเวณที่มีสีเขียวยาวลงมาประมาณ 20 เซนติเมตร ส่วนที่เหลือเด็ดเฉพาะใบกับก้านใบเท่านั้น และไม่ควรเก็บส่วนของลำต้นติดมาด้วย เนื่องจากจะทำให้ใบมันสำปะหลังที่ได้มีคุณภาพต่ำ กล่าวคือโปรตีนต่ำ เยื่อใยสูง และส่วนก้านกับลำต้นยังทำให้แห้งได้ช้าอีกด้วย&lt;br /&gt;
# เมื่อเก็บใบมันมาแล้วควรตากหรือผึ่งแดดให้เร็วที่สุด เนื่องจากการเก็บไว้ในกระสอบหรือกองไว้ ทำให้เกิดความร้อนขึ้น ส่งผลให้ใบมันสำปะหลังมีลักษณะตายนึ่ง ใบมันสำปะหลังที่ได้เป็นสีน้ำตาล ไม่เป็นสีเขียว ทั้งยังทำให้มีการสูญเสียวิตามินเอและสารสีในใบมันไปด้วย&lt;br /&gt;
# นำใบมันสำปะหลังที่เก็บได้มาตากหรือผึ่งแดดให้แห้ง โดยอาจสับเป็นชิ้น ซึ่งจะทำให้ตากแห้งเร็วขึ้น ระหว่างการตาก ควรกลับใบมันสำปะหลังไปมาเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ส่วนใบและก้านแห้งได้ทั่วถึง โดยตากหรือผึ่งแดด นาน 2 – 3 แดด ซึ่งใบมันแห้งที่ได้นี้สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารโค – กระบือได้ทันที ส่วนในสัตว์กระเพาะเดี่ยวพวกสุกรและสัตว์ปีกต้องนำไปบดให้ละเอียดก่อนนำไปใช้ผสมกับวัตถุดิบชนิดอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อแนะนำการใช้ ในสูตรอาหารสุกรรุ่น-ขุน และแม่พันธุ์ ให่ใช้ในระดับไม่เกิน 10-15 เปอร์เซ็นต์ อาหารสัตว์ปีกไม่เกิน 5-7 เปอร์เซ็นต์ อาหารผสมรวม (TMR) สำหรับโค-กระบือ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่จะไม่มีปัญหาจากสารพิษทั้งสองชนิดดังกล่าวข้างต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''คุณค่าทางโภชนาการของใบมันสำปะหลังแห้ง'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณค่าทางโภชนาการของใบมันสำปะหลังจะผันแปรตามปริมาณส่วนใบกับก้านและลำต้นที่ติดมา ถ้ามีส่วนใบมากโปรตีนก็จะสูง ถึง 19.69 เปอร์เซ็นต์ ความชื้น 8.76 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 3.68 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 22.78 เปอร์เซ็นต์ เถ้า 8.56 เปอร์เซ็นต์ แคลเซี่ยม 1.69 เปอร์เซ็นต์ และฟอสฟอรัส 0.20 เปอร์เซ็นต์ พลังงานใช้ประโยชน์ได้ในสุกร 2,868 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม ในสัตว์ปีก 2,628 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม ส่วนปริมาณแทนนินที่มีอยู่ในระดับต่ำ 14.79 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ก็มีประโยชน์สามารถควบคุมพยาธิในตัวสัตว์ได้ด้วยนอกจากนี้ใบมันสำปะหลังแห้งยังสามารถใช้เป็นแหล่งของวิตามินเอ (แคโรทีน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การใช้กากมันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์'''&amp;lt;ref&amp;gt;ลัดดาวัลย์ หอกกิ่ง. 2556. ผลของการใช้กากามันสำปะหลังต่อการย่อยได้ของโภชนะ สมรรถนะ การผลิตคุณภาพไข่ คอเลสเตอรอลในไข่แดง และการเปลี่ยนแปลงประชาการจุลินทรีย์ของไก่ไข่. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์. 111 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กากมันสำปะหลังที่เหลือจากโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังยังมีคุณค่าทางโภชนาการหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะแป้งซึ่งสำมารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ จึงมีการศึกษานำกากมันสำปะหลังไปใช้ในสูตรอาหารสัตว์ เช่น ใช้ผสมในอาหารไก่เนื้อ ทั้งนี้ในสูตรอาหารสัตว์ปีกมีการใช้มันสำปะหลังและส่วนเหลือทิ้งได้หลายรูปแบบ เช่น มันเส้นมันอัดเม็ด มันสำปะหลังป่น แป้งมัน และกากมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการรวบรวมเอกสารพบว่ามีการใช้กากมันสำปะหลังในอาหารไก่เนื้อที่ระดับ 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะการผลิต&amp;lt;ref&amp;gt;ยุวเรศ เรืองพานิช, อรประพันธ์ ส่งเสริม, สุกัญญา รัตนทับทิมทอง, ณัฐชนก อมรเทวภัทร, สุชาติ สงวนพันธุ์, อรทัย ไตรวุฒานนท์ และอรรถวุฒิ พลายบุญ. 2550. การใช้ประโยชน์ของกากมันสำปะหลังในการนำมาเป็นอาหารสัตว์ปีก.รายงานการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;ปรีดา คำศรี, ยุวเรศ เรืองพานิช, เสกสม อาตมางกูร, อรประพันธ์ ส่งเสริม และณัฐชนก อมรเทวภัทร. 2552. ผลของระดับกากมันสำปะหลังและรูปแบบอาหารต่อสมรรถภาพการผลิตในไก่เนื้อ. การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 47. สาขาสัตวศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. หน้า 132 – 140.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;Khempaka, S., Molee, W., and Guillaume, M. 2009. Dried cassava pulp as an alternative feedstuff for broilers: effect on growth performance, carcass traits, digestive organs, and nutrient digestibility. J. Poult. Sci. Res. 18: 487 – 493.&amp;lt;/ref&amp;gt;  แต่การใช้กากมันสำปะหลังในระดับที่สูงเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อระบบการย่อยของไก่ได้ เนื่องจากปริมาณเยื่อใยที่สูง และอาจส่งผลให้ค่าความหนาแน่นของอาหารลดลง อาหารไหลผ่านในทางเดินอาหารได้เร็วอาจส่งผลกระทบต่อการกินอาหาร และอัตราการให้ผลผลิตไข่ของไก่ไข่ได้&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ตาราง คุณค่าทางโภชนาการของมันสำปะหลังเปรียบเทียบกับพืชอื่น ๆ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;7&amp;quot; |ส่วนประกอบทางเคมีของวัสดุเกษตรจำพวกแป้ง (%  น้ำหนักแห้ง)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|วัตถุดิบ&lt;br /&gt;
|ความชื้น&lt;br /&gt;
|โปรตีน&lt;br /&gt;
|ไขมัน&lt;br /&gt;
|เยื่อใย&lt;br /&gt;
|คาร์โบไฮเดรท&lt;br /&gt;
|แป้ง&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
|66&lt;br /&gt;
|1&lt;br /&gt;
|0.3&lt;br /&gt;
|1&lt;br /&gt;
|26&lt;br /&gt;
|77&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวโพด&lt;br /&gt;
|16&lt;br /&gt;
|9&lt;br /&gt;
|4&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|60&lt;br /&gt;
|71&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันฝรั่ง&lt;br /&gt;
|78&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|0.1&lt;br /&gt;
|0.7&lt;br /&gt;
|18&lt;br /&gt;
|82&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวสาลี&lt;br /&gt;
|14&lt;br /&gt;
|13&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|3&lt;br /&gt;
|64&lt;br /&gt;
|74&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวฟ่าง&lt;br /&gt;
|16&lt;br /&gt;
|9&lt;br /&gt;
|3&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|75&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าว&lt;br /&gt;
|12&lt;br /&gt;
|8&lt;br /&gt;
|0.5&lt;br /&gt;
|&amp;lt;nowiki&amp;gt;-&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
|78&lt;br /&gt;
|89&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันเทศ&lt;br /&gt;
|68&lt;br /&gt;
|1.5&lt;br /&gt;
|0.3&lt;br /&gt;
|&amp;lt;nowiki&amp;gt;-&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
|23&lt;br /&gt;
|72&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(อรพิน, 2533)&amp;lt;ref&amp;gt;อรพิน ภูมิภมร, เทคโนโลยีของแป้ง. 2533. เคมีของแป้งและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์จากแป้งบางชนิดที่ผลิตในประเทศไทย. ระบบชีวภาพที่สำคัญต่อเทคโนโลยีชีวภาพ. เล่มที่ 5. 212 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E_%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99.jpg&amp;diff=741</id>
		<title>ไฟล์:ภาพ การทำมันเส้น.jpg</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E_%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99.jpg&amp;diff=741"/>
		<updated>2021-11-19T07:40:07Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ภาพ การทำมันเส้น&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=293</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=293"/>
		<updated>2021-07-01T04:12:37Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2556. สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญและแนวโน้มปี 2556: มันสำปะหลัง. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th/ewt_news.php?nid=13577&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;Sukra, A.B. 1996. Performance of API cassava root digger elevator. MARDI Report, no. 187.  Agricultural Research and Development Institute, Kuala Lumpur.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสําปะหลังแห่งประเทศไทย. 2547.  เกี่ยวกับมันสําปะหลัง.  &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2537. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2547. เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ม กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549)&amp;lt;ref&amp;gt;บุญเหลือ ศรีมุงคุณ, จำลอง กกรัมย์ และวงเดือน ประสมทอง. 2549. ผลของอายุเก็บเกี่ยวและการจักการวัชพืชต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7. ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร,: 30 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot;&amp;gt;วุฒิศักดิ์ พรพรหมประทาน, ประวัติ อุทโยภาศ และอนุชิต ทองกล่ำ. 2539. การเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 ที่ปลูกกลางฤดูฝน. หน้า 226-229. ใน รายงานผลงานวิจัยประจำปี 2539 มันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง&amp;lt;ref&amp;gt;โอภาษ บุญเส็ง, ดนัย ศุภาหาร, ดลใจ แพทย์กะโทก และเมธี คำหุ่ง. 2543. การเปรียบเทียบพันธุ์มันสำปะหลังในไร่เกษตรกรเพื่อปลูกปลายฝน. หน้า 347-356. ใน รายงานผลงานวิจัย 2543 มันสำปะหลัง. สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt; ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:4&amp;quot; /&amp;gt; การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สมพงษ์ กาทอง. 2537. การเขตกรรมมันสำปะหลัง. หน้า 71-83. ใน เอกสารวิชาการมันสำปะหลัง. ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4  ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่  3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์&amp;lt;ref&amp;gt;สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี. 2552. ต้นทุนการผลิตพืช.  Available from :&amp;lt;nowiki&amp;gt;http://lopburi.doae.go.th/lamsonti/tontun.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น&amp;lt;ref&amp;gt;ศุภวัฒน์ ปากเมย. 2540. การออกแบบและประเมินผลเครื่องขุดมันสําปะหลัง. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว&amp;lt;ref&amp;gt;เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา. 2549. การออกแบบและทดสอบอุปกรณ์ช่วยขนย้ายมันสําปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตรคณะวิศวกรรมศาสตร์. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot;&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ. 2560. การพัฒนาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในประเทศไทย. Postharvest Newsletter. มหาวิทยลัยข่อนแก่น: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.phtnet.org/2017/06/348/&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:3&amp;quot; /&amp;gt; แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|'''การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fibe&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot;&amp;gt;เสรี วงส์พิเชษฐ. 2551. โครงการการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดมันสําปะหลังโดยใช้รถไถเดนตามเปลี่ยนต้นกําลัง. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว. 43 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot;&amp;gt;Wheatley, C.C. and W.W. Schwabe. (1985). Scopoletin Involvement in Post-Harvest Physiological Deterioration of Cassava Root (''Manihot esculenta'' Crantz). Journal of Experimental Botany. 36(5):783-791.&amp;lt;/ref&amp;gt;) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)''' ===&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์''' ===&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:7&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:6&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976)&amp;lt;ref&amp;gt;Booth, R.H., Buckle T.S., Cardenas O.S., Gomez G. and Hervas E. (1976). Changes in quality of cassava roots during storage. International Journal of Food Science &amp;amp; Technology. 11(3):245-264.&amp;lt;/ref&amp;gt; พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช&amp;lt;ref&amp;gt;บัณฑิต หิรัญสถิตพร, จาตุพงศ์ วาฤทธิ์, นำพร ปัญโญใหญ่, ราวุ น่วมปฐม และเอ็จ สโรบล. 2552. เครื่องขุดมันสําปะหลังพ่วงท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก. ในรายงานผลงานวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้: 46 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratikul. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. Environmental Engineering division Asian Institute of technology Thailand.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;พร้อมพันธุ์ เสรีวิชยสวัสดิ์. 2549. อิทธิพลของระยะเวลาเก็บเกี่ยวหลังการตัดต้นที่มีต่อผลผลิตและคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง. มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งปะเทศ. สืบค้นจาก : &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.tapiocathai.org/reference/03.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt; [มี.ค. 2556]&amp;lt;/ref&amp;gt;และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ&amp;lt;ref&amp;gt;สุรพงษ์ เจริญรัถ, นันทวรรณ สโรบล, กุลศิริ กลั่นนุรักษ์, อาภาณี โภคประเสริฐ, เสาวรี ตังสกุล, จรุงสิทธิ์ ลิ่มศิลา และอุดม เลียบวัน. 2550. กิจกรรมการศึกษาโอกาสและข้อจำกัดของการผลิตพืชไร่ เศรษฐกิจสำคัญงานทดลองประเมินความคุ้มค่าการลงทุนและสภาวะความเสี่ยงของเกษตรกรจากความแปรปรวนด้านการผลิตและราคาของผลผลิตมันสำปะหลังและอ้อย, น.135-139. เอกสาร ประกอบการสัมมนาเรื่องแนวทางการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง.159 น.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว&amp;lt;ref&amp;gt;Anuchit Chamsing. 2007. Agricultural Mechanization Status and Energy Consumption for Crop&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Production in Thailand. AIT Diss No. AE…(In process). Asian Institute of Technology.&amp;lt;/ref&amp;gt; ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''   ===&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''เครื่องขุดมันสำปะหลัง'''  ===&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา&amp;lt;ref&amp;gt;สามารถ บุญอาจ. 2543. การออกแบบและพัฒนาเครื่องเก็บหัวมันสำปะหลังแบบติดพ่วงกับรถแทรกเตอร์.  วิทยานิพนธ์ปริญญาโท.  สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553)&amp;lt;ref&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์. 2553. โครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องขุดเก็บมันสำปะหลังและเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังจากเหง้า. กรมวิชาการเกษตร.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''  ===&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิชา หมั่นทำการ. 2552. เครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง. ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.rdi.ku.ac.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. (30 กันยายน 2553).&amp;lt;/ref&amp;gt; ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น&amp;lt;ref name=&amp;quot;:5&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก'''  ===&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย&amp;lt;ref&amp;gt;ชัยยันต์ จันทร์ศิริ และเสรี วงส์พิเชษฐ. 2556. การศึกษาและพัฒนาอุปกรณ์ลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก. วารสารวิจัย มข. 18(2): 212-220.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%87_(starch)&amp;diff=290</id>
		<title>แป้ง (starch)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%87_(starch)&amp;diff=290"/>
		<updated>2021-07-01T03:52:03Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;แป้งที่สกัดเอาเยื่อใยออกแล้วใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารมนุษย์ และเป็นเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด เช่น ใช้ทำวุ้นเส้น ทำเบียร์ ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น เป็นตัวทำให้สารติดแน่น คงรูปร่าง ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมซักรีด อุตสาหกรรมทำกระดาษ แป้งเปียก แอลกอฮอล์ อะซีโตน ยา กลูโคส และแป้งดัดแปรโดยสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการผลิต&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;วิจารณ์ วิชชุกิจ, ปิยะ กิตติภาดากุล, วัชรี เลิศมงคล,  ณรงค์ สิงห์บุระอุดม, กล้าณรงค์ ศรีรอด และ ปิยะ ดวงพัตรา. มันสำปะหลัง. โครงการการแปรปรูปและการใช้ประโยชน์มันสำปะหลัง. หน่วยปฏิบัติการเทคโนโลยีแประรูปมันสำปะหลังและแป้ง สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 2542. 20 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. แป้งดิบหรือแป้งมันสำปะหลังดิบ (native starch) เป็นแป้งที่ได้จากหัวมันสดด้วยขบวนการแยกกากโปรตีน และองค์ประกอบอื่น ๆ ปัจจุบันมีโรงงานประมาณ 85 โรงงาน ทั่วประเทศไทย มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 2 - 2.5 ล้านต้นต่อปี มีผลผลิตเฉลี่ยทั้งอุตสาหกรรม ประมาณ 1.76 ล้านตันต่อปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. แป้งมันสำปะหลังดัดแปร (modified starch) ได้จากการนำแป้งมันสำปะหลังดิบมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางโมเลกุลให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยปกติการผลิตแป้งมันสำปะหลังแปรรูปใช้อัตราแป้งดิบ 1 กิโลกรัม ได้แป้งแปรรูป 0.93 กิโลกรัม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* '''แป้งข้าวเหนียวมันสำปะหลัง (waxy cassava)''' : ศูนย์เกษตรเขตร้อนนานาชาติ (CIAT) ได้พัฒนาเพิ่มมูลค่าของพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยไม่เน้นเพียงการเพิ่มหรือรักษาเสถียรภาพของการผลิตแต่เป็นการพัฒนาลักษณะต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เช่น การปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังที่มีโปรตีนสูงสำหรับผลิตเป็นอาหารสัตว์ การปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังที่เป็นแป้งข้าวเหนียว (waxy starch) ใช้สำหรับอุตสาหกรรมแป้ง ซึ่งทางศูนย์เกษตรเขตร้อนนานาชาติ (CIAT) มองว่าอุตสาหกรรมแป้งข้าวเหนียว (waxy starch) จะเป็นอุตสาหกรรมที่กอให้เกิดการเพิ่มมูลค่าทางเศณษฐกิจแก่ประเทศไทย&amp;lt;ref&amp;gt;สุดเขตต์ นาคะเสถียร. 2552.การพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังข้าวเหนียวของไทยสำหรับอุตสาหกรรมแป้งและเพื่อส่งออก. หนังสือสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย2552.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยแป้ง waxy ได้จากการนำแป้งไปต้มจนอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิข้นใส (gelatinization temperature) เม็ดแป้งจะพองตัวตามการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ การพองตัวและการทำลาย (disruption) ของเมล็ดแป้งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยวิธีที่ดีที่สุดที่ใช้เปลี่ยนแปลงความหนืดในระหว่างต้มแป้ง คือการใช้เครื่องวัดความหนืด (Rapid visco amylograph เรียกย่อว่า RVA) โดยมีหลักการในการวัดความหนืดของแป้งพร้อมการกวนตลอดเวลา ขณะที่ให้ความร้อนในอัตราอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมิที่ต้องการระยะหนึ่ง แล้วทำให้เย็นลงโดยการลดอุณหภูมิในอัตราที่ลดลงอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน&amp;lt;ref&amp;gt;อรพิน ภูมิภมร, เทคโนโลยีของแป้ง. 2533. เคมีของแป้งและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์จากแป้งบางชนิดที่ผลิตในประเทศไทย. ระบบชีวภาพที่สำคัญต่อเทคโนโลยีชีวภาพ. เล่มที่ 5. 212 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; จากนั้นนำมาวัดความหนืดแป้ง ยิ่งแป้งมีความหนืดมากราคาก็จะดีตามไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ประโยชน์จากแป้งมันสำปะหลัง'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
1. แป้งมันสำปะหลังที่นิยมใช้มากที่สุดคือ การบริโภคในครัวเรือน กล่าวคือคนไทยบริโภคแป้งมันสำปะหลังประมาณ 7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งจะเป็นการปรุงอาหารประจำวันในบ้านเรือนหรือร้านค้าทั่วไป ถ้ามีการพัฒนาสูตรอาหารหรือมีการใช้บริโภคในครัวเรือนมากขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้แป้งมันสำปะหลังมากขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. อุตสาหกรรมแป้งดัดแปร โดยแป้งที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะถูกนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับปฏิกิริยาเคมี เพื่อให้แป้งมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น เหนียวขึ้น ทนความร้อน ทนกรดดีขึ้น แป้งมันสำปะหลังเหมาะสมมากสำหรับการผลิตเป็นแป้งดัดแปร ปริมาณการใช้แป้งเพื่ออุตสาหกรรมแป้งดัดแปรมีมากประมาณกว่า 3 แสนตันต่อปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ใช้ทำผงชูรสและไลซีน โดยผ่านแระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์ที่จำเพาะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4 .  สารให้ความหวาน ที่ได้จากการย่อยแป้งให้เล็กลงเป็นหน่วยของน้ำตาลต่าง ๆ มีความจำเป็นต้องใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน ลูกกวาด ยาสีฟัน และยา การใช้แป้งผลิตสารให้ความหวานแต่ละปีมีปริมาณมากกว่าหนึ่งแสนตัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. อุตสาหกรรมอาหาร และสาคู โดยทั่ว ๆ ไปใช้แป้งเป็นตัวทำให้เหนียวสร้างลักษณะเงาวาว และน้ำหนักให้กับเนื้ออาหาร ส่วนสาคูเป็นอุตสาหกรรมที่ทำจากการเอาแป้งมาขึ้นรูป โดยเครื่องเขย่าให้จับกันเป็นก้อน และร่อนเพื่อคัดขนาดที่ต้องการ คั่วและอบแห้งเป็นเม็ด ๆ เรียกว่าเม็ดสาคู ปริมาณการใช้แป้งประมาณ 1 แสนตันต่อปี ทั้งยังมีผลิตภัณฑ์เม็ดไข่มุกที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังจะให้เนื้อสัมผัสที่เป็นแบบฉบับในรสและเนื้อเจล มีรสชาติแตกต่างไปตามส่วนผสมที่ใส่ เช่น น้ำตาล สารแต่งรสอื่นๆ มีหลายสีและเนื้อสัมผัส ที่เรียกกันว่า “ไข่มุก”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. อุตสาหกรรมกระดาษ (ยกเว้นกระดาษบางชนิด เช่น กระดาษชำระ) มีแป้งเป็นตัวประสาน และเคลือบอยู่ประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักกระดาษ การใช้กระดาษมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี มีการใช้แป้งมันสำปะหลังและแป้งดัดแปรในอุตสาหกรรมกระดาษโดยประมาณ 1 แสนตันต่อปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. อุตสาหกรรมสิ่งทอ ในการเคลือบเส้นใยของผ้าจำเป็นที่จะต้องใช้แป้งเคลือบ ปกตินิยมใช้แป้งดัดแปรโดยปริมาณแป้งที่ใช้เท่ากับร้อยละ 1 ของน้ำหนัก และมีปริมาณการใช้ประมาณ 2 หมื่นกว่าตันต่อปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8. อุตสาหกรรมไม้อัดและกาว แป้งใช้ผสมสารเคมีต่าง ๆ เป็นกาวติดกระดาษ เช่น กระดาษลูกฟูก รวมทั้งใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัดด้วย มีปริมาณการใช้ประมาณ 3 หมื่นตันต่อปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9. การใช้แป้งในส่วนอื่น ๆ เช่น ในการผลิตยาเม็ด&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%87_(starch)&amp;diff=289</id>
		<title>แป้ง (starch)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%87_(starch)&amp;diff=289"/>
		<updated>2021-07-01T03:50:22Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* ประโยชน์จากแป้งมันสำปะหลัง วิจารณ์ และคณะ (2542) */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;แป้งที่สกัดเอาเยื่อใยออกแล้วใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารมนุษย์ และเป็นเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด เช่น ใช้ทำวุ้นเส้น ทำเบียร์ ใช้ในอุตสาหกรรม เช่น เป็นตัวทำให้สารติดแน่น คงรูปร่าง ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมซักรีด อุตสาหกรรมทำกระดาษ แป้งเปียก แอลกอฮอล์ อะซีโตน ยา กลูโคส และแป้งดัดแปรโดยสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการผลิต&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;วิจารณ์ วิชชุกิจ, ปิยะ กิตติภาดากุล, วัชรี เลิศมงคล,  ณรงค์ สิงห์บุระอุดม, กล้าณรงค์ ศรีรอด และ ปิยะ ดวงพัตรา. มันสำปะหลัง. โครงการการแปรปรูปและการใช้ประโยชน์มันสำปะหลัง. หน่วยปฏิบัติการเทคโนโลยีแประรูปมันสำปะหลังและแป้ง สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 2542. 20 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. แป้งดิบหรือแป้งมันสำปะหลังดิบ (native starch) เป็นแป้งที่ได้จากหัวมันสดด้วยขบวนการแยกกากโปรตีน และองค์ประกอบอื่น ๆ ปัจจุบันมีโรงงานประมาณ 85 โรงงาน ทั่วประเทศไทย มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 2 - 2.5 ล้านต้นต่อปี มีผลผลิตเฉลี่ยทั้งอุตสาหกรรม ประมาณ 1.76 ล้านตันต่อปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. แป้งมันสำปะหลังดัดแปร (modified starch) ได้จากการนำแป้งมันสำปะหลังดิบมาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางโมเลกุลให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยปกติการผลิตแป้งมันสำปะหลังแปรรูปใช้อัตราแป้งดิบ 1 กิโลกรัม ได้แป้งแปรรูป 0.93 กิโลกรัม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* '''แป้งข้าวเหนียวมันสำปะหลัง (waxy cassava)''' : ศูนย์เกษตรเขตร้อนนานาชาติ (CIAT) ได้พัฒนาเพิ่มมูลค่าของพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยไม่เน้นเพียงการเพิ่มหรือรักษาเสถียรภาพของการผลิตแต่เป็นการพัฒนาลักษณะต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เช่น การปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังที่มีโปรตีนสูงสำหรับผลิตเป็นอาหารสัตว์ การปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังที่เป็นแป้งข้าวเหนียว (waxy starch) ใช้สำหรับอุตสาหกรรมแป้ง ซึ่งทางศูนย์เกษตรเขตร้อนนานาชาติ (CIAT) มองว่าอุตสาหกรรมแป้งข้าวเหนียว (waxy starch) จะเป็นอุตสาหกรรมที่กอให้เกิดการเพิ่มมูลค่าทางเศณษฐกิจแก่ประเทศไทย (สุดเขตต์, 2552) โดยแป้ง waxy ได้จากการนำแป้งไปต้มจนอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิข้นใส (gelatinization temperature) เม็ดแป้งจะพองตัวตามการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ การพองตัวและการทำลาย (disruption) ของเมล็ดแป้งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยวิธีที่ดีที่สุดที่ใช้เปลี่ยนแปลงความหนืดในระหว่างต้มแป้ง คือการใช้เครื่องวัดความหนืด (Rapid visco amylograph เรียกย่อว่า RVA) โดยมีหลักการในการวัดความหนืดของแป้งพร้อมการกวนตลอดเวลา ขณะที่ให้ความร้อนในอัตราอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมิที่ต้องการระยะหนึ่ง แล้วทำให้เย็นลงโดยการลดอุณหภูมิในอัตราที่ลดลงอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน (อรพิน, 2533) จากนั้นนำมาวัดความหนืดแป้ง ยิ่งแป้งมีความหนืดมากราคาก็จะดีตามไปด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''ประโยชน์จากแป้งมันสำปะหลัง'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
1. แป้งมันสำปะหลังที่นิยมใช้มากที่สุดคือ การบริโภคในครัวเรือน กล่าวคือคนไทยบริโภคแป้งมันสำปะหลังประมาณ 7 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งจะเป็นการปรุงอาหารประจำวันในบ้านเรือนหรือร้านค้าทั่วไป ถ้ามีการพัฒนาสูตรอาหารหรือมีการใช้บริโภคในครัวเรือนมากขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้แป้งมันสำปะหลังมากขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. อุตสาหกรรมแป้งดัดแปร โดยแป้งที่ผลิตได้ส่วนใหญ่จะถูกนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับปฏิกิริยาเคมี เพื่อให้แป้งมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น เหนียวขึ้น ทนความร้อน ทนกรดดีขึ้น แป้งมันสำปะหลังเหมาะสมมากสำหรับการผลิตเป็นแป้งดัดแปร ปริมาณการใช้แป้งเพื่ออุตสาหกรรมแป้งดัดแปรมีมากประมาณกว่า 3 แสนตันต่อปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ใช้ทำผงชูรสและไลซีน โดยผ่านแระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์ที่จำเพาะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4 .  สารให้ความหวาน ที่ได้จากการย่อยแป้งให้เล็กลงเป็นหน่วยของน้ำตาลต่าง ๆ มีความจำเป็นต้องใช้ในอุตสาหกรรมขนมหวาน ลูกกวาด ยาสีฟัน และยา การใช้แป้งผลิตสารให้ความหวานแต่ละปีมีปริมาณมากกว่าหนึ่งแสนตัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. อุตสาหกรรมอาหาร และสาคู โดยทั่ว ๆ ไปใช้แป้งเป็นตัวทำให้เหนียวสร้างลักษณะเงาวาว และน้ำหนักให้กับเนื้ออาหาร ส่วนสาคูเป็นอุตสาหกรรมที่ทำจากการเอาแป้งมาขึ้นรูป โดยเครื่องเขย่าให้จับกันเป็นก้อน และร่อนเพื่อคัดขนาดที่ต้องการ คั่วและอบแห้งเป็นเม็ด ๆ เรียกว่าเม็ดสาคู ปริมาณการใช้แป้งประมาณ 1 แสนตันต่อปี ทั้งยังมีผลิตภัณฑ์เม็ดไข่มุกที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังจะให้เนื้อสัมผัสที่เป็นแบบฉบับในรสและเนื้อเจล มีรสชาติแตกต่างไปตามส่วนผสมที่ใส่ เช่น น้ำตาล สารแต่งรสอื่นๆ มีหลายสีและเนื้อสัมผัส ที่เรียกกันว่า “ไข่มุก”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. อุตสาหกรรมกระดาษ (ยกเว้นกระดาษบางชนิด เช่น กระดาษชำระ) มีแป้งเป็นตัวประสาน และเคลือบอยู่ประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักกระดาษ การใช้กระดาษมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี มีการใช้แป้งมันสำปะหลังและแป้งดัดแปรในอุตสาหกรรมกระดาษโดยประมาณ 1 แสนตันต่อปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. อุตสาหกรรมสิ่งทอ ในการเคลือบเส้นใยของผ้าจำเป็นที่จะต้องใช้แป้งเคลือบ ปกตินิยมใช้แป้งดัดแปรโดยปริมาณแป้งที่ใช้เท่ากับร้อยละ 1 ของน้ำหนัก และมีปริมาณการใช้ประมาณ 2 หมื่นกว่าตันต่อปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
8. อุตสาหกรรมไม้อัดและกาว แป้งใช้ผสมสารเคมีต่าง ๆ เป็นกาวติดกระดาษ เช่น กระดาษลูกฟูก รวมทั้งใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัดด้วย มีปริมาณการใช้ประมาณ 3 หมื่นตันต่อปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
9. การใช้แป้งในส่วนอื่น ๆ เช่น ในการผลิตยาเม็ด&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=287</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=287"/>
		<updated>2021-07-01T03:46:03Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2551ก.สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt; และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สืบค้น 10 พ.ค. 2563. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|164x164px|ภาพหัวสดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
ส่วนหัวของมันสำปะหลัง (tuber) เป็นส่วนรากสะสมอาหารที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต สะสมอาหารมีปริมาณแป้งประมาณ 15 – 40 % มีกรดไฮโดรไซยานิก ( HCN ) ซึ่งมีพิษ จะมีอยู่มากในส่วนของเปลือกมากกว่าเนื้อของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใบมันสำปะหลังเป็นใบเดี่ยว เกิดเรียงรอบลำต้น ก้านใบอาจมีสีเขียวหรือสีแดงขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวใบหรือแผ่นใบจะเว้าเป็นหยักลึกเป็นแฉก จำนวนหยักมีตั้งแต่ 3-9 หยัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
ลำต้นของมันสำปะหลังเป็นลำต้นตั้งตรง สีของลำต้นแตกต่างกันไปตามพันธุ์ ส่วนที่อยู่ใกล้ยอดมีสีเขียว ส่วนแก่ที่ต่ำลงมาอาจมีสีน้ำเงิน สีเหลือง หรือสีน้ำตาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
เมล็ดมันสำปะหลังจะมีลักษณะรูปร่างยาวรี มีสีน้ำตาล และมีลายดำ เมื่อผลแก่เมล็ดจะแตกดีดเมล็ดกระเด็นออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง, 25/03/2564)&amp;lt;ref&amp;gt;สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;ปรารถนา ปรารถนาดี, จิรชัย พุทธกุลสมศิริ, เจริญชัย โขมพัตราภรณ์ และชุมพร มณฑาทิพย์กลุ. 2552. การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในประเทศไทย. รายงานวิจัย. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. 318 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก&amp;lt;ref&amp;gt;Food and Agricultural Organization of the United Nations [FAO]. 2009. FAOSTAT. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://faostat.fao.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== [[มันเส้นสะอาด (cassava chip)|'''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip)]] ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[แป้ง (starch)]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555)&amp;lt;ref&amp;gt;สวลี ดีประเสริฐ, ศุภชัย บุญนำมา, วิทยา บุตรทองมูล, บุปผา ชินเชิดวงศ์ และ วีระ โลหะ. 2555. การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล. งานประชุมวิชาการระดับชาติ. มหาวิทยาลัยทักษิณ ครั้งที่ 22. 3:39-46.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556)&amp;lt;ref&amp;gt;ลัดดาวัลย์ หอกกิ่ง. 2556. ผลของการใช้กากามันสำปะหลังต่อการย่อยได้ของโภชนะ สมรรถนะ การผลิตคุณภาพไข่ คอเลสเตอรอลในไข่แดง และการเปลี่ยนแปลงประชาการจุลินทรีย์ของไก่ไข่. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์. 111 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C&amp;diff=286</id>
		<title>การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C&amp;diff=286"/>
		<updated>2021-07-01T03:44:36Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกดูแลรักษาง่าย มีศัตรูธรรมชาติน้อย ดังนั้นราคาของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจึงต่ำกว่าธัญพืช และยังเหมาะที่จะใช้เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตสำหรับการนำมาผสมกับหัวอาหารเป็นอาหารสัตว์ เช่น สุกร ไก่ ปลา และปศุสัตว์ แต่ยังต้องเพิ่มวิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโนบางตัว เช่น เลี้ยงไก่ต้องเสริมสารอาหารและสารที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระเพิ่มเติม ในปัจจุบันทั่วโลกนิยมนำมันสำปะหลังมาเลี้ยงสัตว์มากขึ้นเนื่องจากราคาต่ำกว่าธัญพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศไทยส่งมันสำปะหลังออกขายในรูปอัดเม็ดและมันเส้น ในปริมาณกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังที่ส่งออกทั้งหมด ตลาดที่สำคัญของไทยคือประชาคมเศษฐกิจยุโรป  ส่วนแป้งส่งขายให้ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ตามเรามักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการกีดกันทางการค้าและกฎเกณฑ์การนำเข้ามันสำปะหลังในรูปอาหารสัตว์ในประชาคมเศษฐกิจยุโรป ซึ่งทำให้มันสำปะหลังจากไร่เกษตรกรมีราคาต่ำและแปรปรวนมาก จึงควรนำมันสำปะหลังไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าหัวมันสำปะหลังให้สูงขึ้น&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''คุณค่าทางโภชนาการของมันเส้นหรือมันอัดเม็ด'''&amp;lt;ref&amp;gt;อุทัย และคณะ (2540)http://nutrition.dld.go.th/Nutrition_Knowlage/ARTICLE/new_article/cassava2.htm&amp;lt;/ref&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
มันเส้นหรือมันอัดเม็ดจัดเป็นวัตถุดิบประเภทแป้ง เช่นเดียวกับข้าวโพด และปลายข้าว แต่มันเส้นหรือมันอัดเม็ดมีปริมาณโปรตีนที่ต่ำกว่า การแก้ปัญหาโปรตีนต่ำในมันเส้นหรือมันอัดเม็ดสามารถทำได้โดยการเพิ่มวัตถุดิบอาหารโปรตีนสูง เช่น กากถั่วเหลืองในสูตรอาหารให้สูงขึ้น ก็จะช่วยให้มันเส้นหรือมันอัดเม็ดมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับข้าวโพดหรือปลายข้าว และสามารถทดแทนข้าวโพดหรือปลายข้าวในสูตรอาหารเลี้ยงสัตว์ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ใบมันสำปะหลังแห้งในสูตรอาหารสัตว์'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;สุกัญญา จัตตุพรพงษ์ และ วราพันธุ์ จินตณวิชญ์. ม.ป.ป.. ศูนย์ค้นคว้าและพัฒนาวิชาการอาหารสัตว์ สถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจ ฯ. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www3.rdi.ku.ac.th/exhibition/51/Trade/trade_05-01/trade_05_1.htm&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 11/03/2564.&amp;lt;/ref&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
แม้ว่าใบมันสำปะหลังจะมีสารพิษสำคัญ 2 ชนิด คือกรดไฮโดรไซยานิคและสารแทนนิน แต่ในใบมันแห้งจะมี เหลืออยู่ในระดับต่ำมาก เช่นเดียวกับในมันเส้นที่กรดไฮโดรไซยานิคระเหยออกไประหว่างผึ่งแดด จนเหลือในระดับที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับสัตว์ นอกจากนี้กรดไฮโดรไซยานิคในระดับต่ำดังกล่าวนี้กลับช่วยกระตุ้นให้เกิดระบบที่ทำให้สัตว์มีความต้านทานโรคเพิ่มขึ้นอีกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีขั้นตอนดังต่อไปนีh&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# เก็บใบมันสำปะหลัง ซึ่งควรเก็บใบมันสำปะหลังจากต้นก่อนทำการเก็บเกี่ยวหัวมัน เนื่องจากการเก็บใบมันสำปะหลังหลังการเกี่ยวแล้วนั้นอาจทำได้ไม่สะดวก และไม่สามารถเก็บใบมันสำปะหลังในแปลงได้หมด อย่างไรก็ตามควรเก็บใบมันก่อนการขุดหัวมันไม่เกิน 12– 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันสำปะหลั'&lt;br /&gt;
# การเก็บใบมันนั้นควรเด็ดจากส่วนยอดบริเวณที่มีสีเขียวยาวลงมาประมาณ 20 เซนติเมตร ส่วนที่เหลือเด็ดเฉพาะใบกับก้านใบเท่านั้น และไม่ควรเก็บส่วนของลำต้นติดมาด้วย เนื่องจากจะทำให้ใบมันสำปะหลังที่ได้มีคุณภาพต่ำ กล่าวคือโปรตีนต่ำ เยื่อใยสูง และส่วนก้านกับลำต้นยังทำให้แห้งได้ช้าอีกด้วย&lt;br /&gt;
# เมื่อเก็บใบมันมาแล้วควรตากหรือผึ่งแดดให้เร็วที่สุด เนื่องจากการเก็บไว้ในกระสอบหรือกองไว้ ทำให้เกิดความร้อนขึ้น ส่งผลให้ใบมันสำปะหลังมีลักษณะตายนึ่ง ใบมันสำปะหลังที่ได้เป็นสีน้ำตาล ไม่เป็นสีเขียว ทั้งยังทำให้มีการสูญเสียวิตามินเอและสารสีในใบมันไปด้วย&lt;br /&gt;
# นำใบมันสำปะหลังที่เก็บได้มาตากหรือผึ่งแดดให้แห้ง โดยอาจสับเป็นชิ้น ซึ่งจะทำให้ตากแห้งเร็วขึ้น ระหว่างการตาก ควรกลับใบมันสำปะหลังไปมาเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ส่วนใบและก้านแห้งได้ทั่วถึง โดยตากหรือผึ่งแดด นาน 2 – 3 แดด ซึ่งใบมันแห้งที่ได้นี้สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหารโค – กระบือได้ทันที ส่วนในสัตว์กระเพาะเดี่ยวพวกสุกรและสัตว์ปีกต้องนำไปบดให้ละเอียดก่อนนำไปใช้ผสมกับวัตถุดิบชนิดอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อแนะนำการใช้ ในสูตรอาหารสุกรรุ่น-ขุน และแม่พันธุ์ ให่ใช้ในระดับไม่เกิน 10-15 เปอร์เซ็นต์ อาหารสัตว์ปีกไม่เกิน 5-7 เปอร์เซ็นต์ อาหารผสมรวม (TMR) สำหรับโค-กระบือ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่จะไม่มีปัญหาจากสารพิษทั้งสองชนิดดังกล่าวข้างต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''คุณค่าทางโภชนาการของใบมันสำปะหลังแห้ง'''&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
คุณค่าทางโภชนาการของใบมันสำปะหลังจะผันแปรตามปริมาณส่วนใบกับก้านและลำต้นที่ติดมา ถ้ามีส่วนใบมากโปรตีนก็จะสูง ถึง 19.69 เปอร์เซ็นต์ ความชื้น 8.76 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 3.68 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 22.78 เปอร์เซ็นต์ เถ้า 8.56 เปอร์เซ็นต์ แคลเซี่ยม 1.69 เปอร์เซ็นต์ และฟอสฟอรัส 0.20 เปอร์เซ็นต์ พลังงานใช้ประโยชน์ได้ในสุกร 2,868 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม ในสัตว์ปีก 2,628 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม ส่วนปริมาณแทนนินที่มีอยู่ในระดับต่ำ 14.79 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ก็มีประโยชน์สามารถควบคุมพยาธิในตัวสัตว์ได้ด้วยนอกจากนี้ใบมันสำปะหลังแห้งยังสามารถใช้เป็นแหล่งของวิตามินเอ (แคโรทีน) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้กากมันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์'''&amp;lt;ref&amp;gt;ลัดดาวัลย์ หอกกิ่ง. 2556. ผลของการใช้กากามันสำปะหลังต่อการย่อยได้ของโภชนะ สมรรถนะ การผลิตคุณภาพไข่ คอเลสเตอรอลในไข่แดง และการเปลี่ยนแปลงประชาการจุลินทรีย์ของไก่ไข่. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์. 111 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ===&lt;br /&gt;
กากมันสำปะหลังที่เหลือจากโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังยังมีคุณค่าทางโภชนาการหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะแป้งซึ่งสำมารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ จึงมีการศึกษานำกากมันสำปะหลังไปใช้ในสูตรอาหารสัตว์ เช่น ใช้ผสมในอาหารไก่เนื้อ ทั้งนี้ในสูตรอาหารสัตว์ปีกมีการใช้มันสำปะหลังและส่วนเหลือทิ้งได้หลายรูปแบบ เช่น มันเส้นมันอัดเม็ด มันสำปะหลังป่น แป้งมัน และกากมันสำปะหลัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการรวบรวมเอกสารพบว่ามีการใช้กากมันสำปะหลังในอาหารไก่เนื้อที่ระดับ 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะการผลิต&amp;lt;ref&amp;gt;ยุวเรศ เรืองพานิช, อรประพันธ์ ส่งเสริม, สุกัญญา รัตนทับทิมทอง, ณัฐชนก อมรเทวภัทร, สุชาติ สงวนพันธุ์, อรทัย ไตรวุฒานนท์ และอรรถวุฒิ พลายบุญ. 2550. การใช้ประโยชน์ของกากมันสำปะหลังในการนำมาเป็นอาหารสัตว์ปีก.รายงานการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;ปรีดา คำศรี, ยุวเรศ เรืองพานิช, เสกสม อาตมางกูร, อรประพันธ์ ส่งเสริม และณัฐชนก อมรเทวภัทร.  2552. ผลของระดับกากมันสำปะหลังและรูปแบบอาหารต่อสมรรถภาพการผลิตในไก่เนื้อ. การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 47. สาขาสัตวศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. หน้า 132 – 140.&amp;lt;/ref&amp;gt; &amp;lt;ref&amp;gt;Khempaka, S., Molee, W., and Guillaume, M. 2009. Dried cassava pulp as an alternative feedstuff for broilers: effect on growth performance, carcass traits, digestive organs, and nutrient digestibility. J. Poult. Sci. Res. 18: 487 – 493.&amp;lt;/ref&amp;gt;แต่การใช้กากมันสำปะหลังในระดับที่สูงเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อระบบการย่อยของไก่ได้ เนื่องจากปริมาณเยื่อใยที่สูง และอาจส่งผลให้ค่าความหนาแน่นของอาหารลดลง อาหารไหลผ่านในทางเดินอาหารได้เร็วอาจส่งผลกระทบต่อการกินอาหาร และอัตราการให้ผลผลิตไข่ของไก่ไข่ได้&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ตาราง คุณค่าทางโภชนาการของมันสำปะหลังเปรียบเทียบกับพืชอื่น ๆ'''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;7&amp;quot; |ส่วนประกอบทางเคมีของวัสดุเกษตรจำพวกแป้ง  (% น้ำหนักแห้ง)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|วัตถุดิบ&lt;br /&gt;
|ความชื้น&lt;br /&gt;
|โปรตีน&lt;br /&gt;
|ไขมัน&lt;br /&gt;
|เยื่อใย&lt;br /&gt;
|คาร์โบไฮเดรท&lt;br /&gt;
|แป้ง&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
|66&lt;br /&gt;
|1&lt;br /&gt;
|0.3&lt;br /&gt;
|1&lt;br /&gt;
|26&lt;br /&gt;
|77&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวโพด&lt;br /&gt;
|16&lt;br /&gt;
|9&lt;br /&gt;
|4&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|60&lt;br /&gt;
|71&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันฝรั่ง&lt;br /&gt;
|78&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|0.1&lt;br /&gt;
|0.7&lt;br /&gt;
|18&lt;br /&gt;
|82&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวสาลี&lt;br /&gt;
|14&lt;br /&gt;
|13&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|3&lt;br /&gt;
|64&lt;br /&gt;
|74&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าวฟ่าง&lt;br /&gt;
|16&lt;br /&gt;
|9&lt;br /&gt;
|3&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|75&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ข้าว&lt;br /&gt;
|12&lt;br /&gt;
|8&lt;br /&gt;
|0.5&lt;br /&gt;
|&amp;lt;nowiki&amp;gt;-&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
|78&lt;br /&gt;
|89&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|มันเทศ&lt;br /&gt;
|68&lt;br /&gt;
|1.5&lt;br /&gt;
|0.3&lt;br /&gt;
|&amp;lt;nowiki&amp;gt;-&amp;lt;/nowiki&amp;gt;&lt;br /&gt;
|23&lt;br /&gt;
|72&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(อรพิน, 2533)&amp;lt;ref&amp;gt;อรพิน ภูมิภมร, เทคโนโลยีของแป้ง. 2533. เคมีของแป้งและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์จากแป้งบางชนิดที่ผลิตในประเทศไทย. ระบบชีวภาพที่สำคัญต่อเทคโนโลยีชีวภาพ. เล่มที่ 5. 212 หน้า&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%94_(cassava_chip)&amp;diff=284</id>
		<title>มันเส้นสะอาด (cassava chip)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%94_(cassava_chip)&amp;diff=284"/>
		<updated>2021-07-01T03:36:21Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;การแปรรูปมันสำปะหลังที่นิยมมากที่สุดคือการทำมันเส้น เมื่อเก็บเกี่ยวหัวมันสดแล้วนำมาตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ด้วยเครื่องตัด แล้วตากแห้งเพื่อส่งขายเป็นวัตถุดิบให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ หรืออุตสาหกรรมมันอัดเม็ด หรือใช้ทดแทนธัญพืชอื่นที่ให้พลังงาน เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี เพราะมีราคาต่ำกว่า โดยหัวมันสำปะหลังสดปริมาณ 2.5 กิโลกรัม จะผลิตเป็นมันเส้นได้ 1 กิโลกรัม&amp;lt;ref&amp;gt;มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย. สืบค้น 10 มีนาคม 2564. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tapiocathai.org/Mainpage.html&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; มันเส้น ประกอบไปด้วย แป้ง (polarimetric) 70-75 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 2 เปอร์เซ็นต์ ความชื้น 11 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใย 2 เปอร์เซ็นต์ และดินทราย 1 เปอร์เซ็นต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการทำมันเส้นะอาด มีดังนี้ ===&lt;br /&gt;
    1. ทำความสะอาดสิ่งเจือปนที่ติดมากับหัวมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
    2. นำหัวมันที่สะอาดแล้วใส่เครื่องป้อน (กรณีที่ใช้เครื่องป้อน) หรือ ใส่เครื่องตัด หรือ ใช้มีดหั่นเป็นชิ้น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
    3. นำชิ้นหัวมันที่หั่นแล้วไปตากแดดบนลานคอนกรีต (ลานตาก) หรือพื้นที่ปูด้วยวัสดุ เช่น เสื่อ ตะแกรงไม้ไผ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
    4. ระหว่างการตากแดดจะต้องใช้คราดพลิกด้าน มันเส้นทุก ๆ 1 - 2 ชั่วโมง อาจใช้คนงาน หรือรถ แทรกเตอร์ก็ได้ เมื่อมันเส้นแห้งดีแล้วก็ส่งขายต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ข้อดีของการใช้มันเส้นเป็นอาหารสัตว์ ===&lt;br /&gt;
1. ประกอบด้วยแป้งเป็นหลัก สัตว์กระเพาะเดี่ยวและสัตว์ปีกย่อยได้ง่ายกว่าข้าวโพดเมล็ดและข้าวฟ่างเมล็ด และเป็นแหล่งแป้งและน้ำตาลที่ดีในการเร่งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในกระเพาะหมักของโค-กระบือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. มีการปนเปื้อนของสารพิษจากเชื้อราโดยเฉพาะอะฟลาทอกซินน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวโพดเมล็ด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. มักพบจุลินทรีย์กลุ่มแลคโตบาซิลลัสและยีสต์ที่เป็นประโยชน์ต่อสัตว์ ช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. สามารถใช้ทดแทนวัตถุดิบธัญพืช เช่น ข้าวโพดเมล็ด ข้าวฟ่างเมล็ด ปลายข้าว ซึ่งเป็นวัตถุดิบประเภทพลังงาน หรือแป้งเช่นเดียวกันได้อย่างเต็มที่ในสูตรอาหารสัตว์ทุกชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''เครื่องจักรกลผลิตมันเส้น''' ===&lt;br /&gt;
เครื่องหั่นชิ้นมันเส้นมีหลักการทำงานโดยป้อนหัวมันสำปะหลังเข้าสู่ส่วนทำความสะอาด ซึ่งใช้หลักการขัดสีของวัสดุกับผิววัตถุดิบในน้ำ ขัดผิวและล้างให้สะอาด แล้วลำเลียงส่งเข้าชุดใบมีดที่ใช้หลักการเฉือนได้เป็นชิ้นมันเส้นสะอาด เครื่องหั่นใช้ต้นกำลังขับในเพลาเดียวกันทำให้ทุกส่วนทำงานต่อเนื่องพร้อมกัน&amp;lt;ref&amp;gt;วิรัตน์ หวังเขื่อนกลาง. 2555. เครื่องหั่นชิ้นมันเส้น. การประชุมวิชาการสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 13. หน้า 148-155.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''        ''' เครื่องสับมันแบบจานนอนและเครื่องสับมันที่พัฒนาขึ้นสามารถสับมันเป็นแผ่นแต่ยังไม่สม่ำเสมอเท่าที่ควร ซึ่งถ้าเป็นลักษณะของมันเส้นที่ผ่าน การสับด้วยเครื่องสับแบบจานรูของลานมันสำปะหลังทั่วไปจะมีลักษณะเป็นก้อนไม่สม่ำเสมอเช่นกัน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;อนุชิต ฉ่ำสิงห์, ปรีดาวรรณ ไชยศรีชลธาร, ปรีชา อานันท์รัตนกุล, นิทัศน์ ตั้งพินิจกุล, จิราวัสส์ เจียตระกูล, ประสาท แสงพันธุ์ตา, วุฒิพล จันทร์สระคู, ศักดิ์ชัย อาษาวัง และกอบชัย ไกรเทพ. 2558. วิจัยและพัฒนาเครื่องจักรสำหรับทำมันเส้นสะอาด. กรมวิชาการเกษตร: 28 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จานตัดของเครื่องตัดแบบจานหมุน โดยดัดแปลงจานตัดแบบเดิมที่ทำให้ชิ้นมันมีขนาดไม่แน่นอน และมีขนาดใหญ่ ทำให้การตากใช้เวลานาน เนื่องจากต้องการให้ชิ้นมันมีขนาดเล็กลง และมีรูปแบบของชิ้นมันที่เป็นรูปแบบเดียวกันมากขึ้น ซึ่งหลังการออกแบบพบว่าสมรรถนะการตัดลดลงจาก 9-11 ตันต่อชั่วโมง เป็น 6-8 ตันต่อชั่วโมง และขนาดชิ้นเล็กลง โดยชิ้นมันมีขนาดเฉลี่ย 5×2.4×0.6 เซนติเมตร&amp;lt;ref&amp;gt;Thanh, N.C., S. Muttamara, B.N. Lohani, B.V.P.C. Raoand and S. Burintaratiku. 1979. Optimization of drying and pelleting techniques for tapioca roots. Environmental Engineering division Asian Institute of technology Thailand.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เครื่องสับมันสำปะหลังแบบใบมีดโยก สำหรับผลิตชิ้นมันเส้นสะอาดเพื่อเป็นส่วนผสมอาหารสำหรับโคนม เครื่องต้นแบบมีส่วนประกอบหลักคือ ชุดทำความสะอาดหัวมันสำปะหลังที่มีลักษณะเป็นตะแกรงหมุนเพื่อแยกสิ่งเจือปน ชุดป้อนหัวมันเข้าสู่ชุดใบมีดสับ ชุดใบมีดสับสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นรูปแบบการสับตามขวาง และตัดแยกชิ้นมันเป็นรูปทรงแท่งยาว&amp;lt;ref&amp;gt;ธวัชชัย ทิวาวรรณวงศ์ และ วิรัตน์ หวังเขื่อนกลาง. 2548. การศึกษาเครื่องสับมันสำปะหลังแบบใบมีดโยกสำหรับผลิตชิ้นมันเส้น. การประชุมวิชาการครั้งที่ 6 ประจำปี 2548 สมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== '''ข้อดีข้อเสียของเครื่องสับหัวมัน''' ====&lt;br /&gt;
เครื่องสับหัวมันที่พัฒนาขึ้นสามารถสับมันเป็นแผ่น ซึ่งถ้าเป็นลักษณะของมันเส้นที่ผ่านการสับด้วยเครื่องสับแบบจานรูของลานมันสำปะหลังทั่วไปจะมีลักษณะเป็นก้อนไม่สม่ำเสมอ ซึ่งไม่มีความเหมาะสมต่อการอบแห้งเนื่องจากการอบแห้งจะแห้งไม่พร้อมกัน ทำให้สูญเสียพลังงานในการลดความชื้นมากขึ้น ทั้งนี้ต้องมีการศึกษาการตัดหัวมันสำปะหลังสดด้วยเครื่องตัดชนิดอื่นเพื่อให้ได้ชิ้นมันที่มีขนาดสม่ำเสมอมากขึ้นสอดคล้องกับระยะเวลาที่เหมาะสมในการตากแห้งเพื่่อลดความชื้น และลดการเกิดชิ้นมันขนาดเล็กซึ่งเป็นต้นเหตุของฝุ่นผง จะเป็นการปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการผลิตมันสำปะหลังเส้นของประเทศให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นผลดีกับเกษตรกรผู้ผลิตหัวมันสำปะหลังสด และผู้ประกอบการโรงงานมันเส้นรวมทั้งทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์มันเส้นไปต่างประเทศมีความยั่งยืน และเป็นที่น่าเชื่อถือในระยะยาวต่อไป&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=282</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=282"/>
		<updated>2021-07-01T03:25:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2551ก.สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt; และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สืบค้น 10 พ.ค. 2563. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|164x164px|ภาพหัวสดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
ส่วนหัวของมันสำปะหลัง (tuber) เป็นส่วนรากสะสมอาหารที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต สะสมอาหารมีปริมาณแป้งประมาณ 15 – 40 % มีกรดไฮโดรไซยานิก ( HCN ) ซึ่งมีพิษ จะมีอยู่มากในส่วนของเปลือกมากกว่าเนื้อของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใบมันสำปะหลังเป็นใบเดี่ยว เกิดเรียงรอบลำต้น ก้านใบอาจมีสีเขียวหรือสีแดงขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวใบหรือแผ่นใบจะเว้าเป็นหยักลึกเป็นแฉก จำนวนหยักมีตั้งแต่ 3-9 หยัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
ลำต้นของมันสำปะหลังเป็นลำต้นตั้งตรง สีของลำต้นแตกต่างกันไปตามพันธุ์ ส่วนที่อยู่ใกล้ยอดมีสีเขียว ส่วนแก่ที่ต่ำลงมาอาจมีสีน้ำเงิน สีเหลือง หรือสีน้ำตาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
เมล็ดมันสำปะหลังจะมีลักษณะรูปร่างยาวรี มีสีน้ำตาล และมีลายดำ เมื่อผลแก่เมล็ดจะแตกดีดเมล็ดกระเด็นออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;ปรารถนา ปรารถนาดี, จิรชัย พุทธกุลสมศิริ, เจริญชัย โขมพัตราภรณ์ และชุมพร มณฑาทิพย์กลุ. 2552. การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในประเทศไทย. รายงานวิจัย. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. 318 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก&amp;lt;ref&amp;gt;Food and Agricultural Organization of the United Nations [FAO]. 2009. FAOSTAT. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://faostat.fao.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== [[มันเส้นสะอาด (cassava chip)|'''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip)]] ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[แป้ง (starch)]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555)&amp;lt;ref&amp;gt;สวลี ดีประเสริฐ, ศุภชัย บุญนำมา, วิทยา บุตรทองมูล, บุปผา ชินเชิดวงศ์ และ วีระ โลหะ. 2555. การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล. งานประชุมวิชาการระดับชาติ. มหาวิทยาลัยทักษิณ ครั้งที่ 22. 3:39-46.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556)&amp;lt;ref&amp;gt;ลัดดาวัลย์ หอกกิ่ง. 2556. ผลของการใช้กากามันสำปะหลังต่อการย่อยได้ของโภชนะ สมรรถนะ การผลิตคุณภาพไข่ คอเลสเตอรอลในไข่แดง และการเปลี่ยนแปลงประชาการจุลินทรีย์ของไก่ไข่. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์. 111 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=281</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=281"/>
		<updated>2021-07-01T03:24:23Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* มันเส้นสะอาด (cassava chip) */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2551ก.สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt; และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สืบค้น 10 พ.ค. 2563. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|164x164px|ภาพหัวสดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
ส่วนหัวของมันสำปะหลัง (tuber) เป็นส่วนรากสะสมอาหารที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต สะสมอาหารมีปริมาณแป้งประมาณ 15 – 40 % มีกรดไฮโดรไซยานิก ( HCN ) ซึ่งมีพิษ จะมีอยู่มากในส่วนของเปลือกมากกว่าเนื้อของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใบมันสำปะหลังเป็นใบเดี่ยว เกิดเรียงรอบลำต้น ก้านใบอาจมีสีเขียวหรือสีแดงขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวใบหรือแผ่นใบจะเว้าเป็นหยักลึกเป็นแฉก จำนวนหยักมีตั้งแต่ 3-9 หยัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
ลำต้นของมันสำปะหลังเป็นลำต้นตั้งตรง สีของลำต้นแตกต่างกันไปตามพันธุ์ ส่วนที่อยู่ใกล้ยอดมีสีเขียว ส่วนแก่ที่ต่ำลงมาอาจมีสีน้ำเงิน สีเหลือง หรือสีน้ำตาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
เมล็ดมันสำปะหลังจะมีลักษณะรูปร่างยาวรี มีสีน้ำตาล และมีลายดำ เมื่อผลแก่เมล็ดจะแตกดีดเมล็ดกระเด็นออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;ปรารถนา ปรารถนาดี, จิรชัย พุทธกุลสมศิริ, เจริญชัย โขมพัตราภรณ์ และชุมพร มณฑาทิพย์กลุ. 2552. การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในประเทศไทย. รายงานวิจัย. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. 318 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก&amp;lt;ref&amp;gt;Food and Agricultural Organization of the United Nations [FAO]. 2009. FAOSTAT. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://faostat.fao.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt; ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== [[มันเส้นสะอาด (cassava chip)|'''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip)]] ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[แป้ง (starch)]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555)&amp;lt;ref&amp;gt;สวลี ดีประเสริฐ, ศุภชัย บุญนำมา, วิทยา บุตรทองมูล, บุปผา ชินเชิดวงศ์ และ วีระ โลหะ. 2555. การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล. งานประชุมวิชาการระดับชาติ. มหาวิทยาลัยทักษิณ ครั้งที่ 22. 3:39-46.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556)&amp;lt;ref&amp;gt;ลัดดาวัลย์ หอกกิ่ง. 2556. ผลของการใช้กากามันสำปะหลังต่อการย่อยได้ของโภชนะ สมรรถนะ การผลิตคุณภาพไข่ คอเลสเตอรอลในไข่แดง และการเปลี่ยนแปลงประชาการจุลินทรีย์ของไก่ไข่. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์. 111 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=280</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=280"/>
		<updated>2021-07-01T03:20:27Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2551ก.สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt; และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สืบค้น 10 พ.ค. 2563. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|164x164px|ภาพหัวสดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
ส่วนหัวของมันสำปะหลัง (tuber) เป็นส่วนรากสะสมอาหารที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต สะสมอาหารมีปริมาณแป้งประมาณ 15 – 40 % มีกรดไฮโดรไซยานิก ( HCN ) ซึ่งมีพิษ จะมีอยู่มากในส่วนของเปลือกมากกว่าเนื้อของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใบมันสำปะหลังเป็นใบเดี่ยว เกิดเรียงรอบลำต้น ก้านใบอาจมีสีเขียวหรือสีแดงขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวใบหรือแผ่นใบจะเว้าเป็นหยักลึกเป็นแฉก จำนวนหยักมีตั้งแต่ 3-9 หยัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
ลำต้นของมันสำปะหลังเป็นลำต้นตั้งตรง สีของลำต้นแตกต่างกันไปตามพันธุ์ ส่วนที่อยู่ใกล้ยอดมีสีเขียว ส่วนแก่ที่ต่ำลงมาอาจมีสีน้ำเงิน สีเหลือง หรือสีน้ำตาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
เมล็ดมันสำปะหลังจะมีลักษณะรูปร่างยาวรี มีสีน้ำตาล และมีลายดำ เมื่อผลแก่เมล็ดจะแตกดีดเมล็ดกระเด็นออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย&amp;lt;ref&amp;gt;ปรารถนา ปรารถนาดี, จิรชัย พุทธกุลสมศิริ, เจริญชัย โขมพัตราภรณ์ และชุมพร มณฑาทิพย์กลุ. 2552. การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในประเทศไทย. รายงานวิจัย. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. 318 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt; ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก&amp;lt;ref&amp;gt;Food and Agricultural Organization of the United Nations [FAO]. 2009. FAOSTAT. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://faostat.fao.org&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2551ก.สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt; ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;lt;ref&amp;gt;ปรารถนา ปรารถนาดี, จิรชัย พุทธกุลสมศิริ, เจริญชัย โขมพัตราภรณ์ และชุมพร มณฑาทิพย์กลุ. 2552. การจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในประเทศไทย. รายงานวิจัย. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา. 318 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== [[มันเส้นสะอาด (cassava chip)|'''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip)]] ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[แป้ง (starch)]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555) รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556) รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=279</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=279"/>
		<updated>2021-07-01T03:15:45Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* เมล็ด */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2551ก.สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt; และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สืบค้น 10 พ.ค. 2563. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|164x164px|ภาพหัวสดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
ส่วนหัวของมันสำปะหลัง (tuber) เป็นส่วนรากสะสมอาหารที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต สะสมอาหารมีปริมาณแป้งประมาณ 15 – 40 % มีกรดไฮโดรไซยานิก ( HCN ) ซึ่งมีพิษ จะมีอยู่มากในส่วนของเปลือกมากกว่าเนื้อของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใบมันสำปะหลังเป็นใบเดี่ยว เกิดเรียงรอบลำต้น ก้านใบอาจมีสีเขียวหรือสีแดงขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวใบหรือแผ่นใบจะเว้าเป็นหยักลึกเป็นแฉก จำนวนหยักมีตั้งแต่ 3-9 หยัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
ลำต้นของมันสำปะหลังเป็นลำต้นตั้งตรง สีของลำต้นแตกต่างกันไปตามพันธุ์ ส่วนที่อยู่ใกล้ยอดมีสีเขียว ส่วนแก่ที่ต่ำลงมาอาจมีสีน้ำเงิน สีเหลือง หรือสีน้ำตาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
เมล็ดมันสำปะหลังจะมีลักษณะรูปร่างยาวรี มีสีน้ำตาล และมีลายดำ เมื่อผลแก่เมล็ดจะแตกดีดเมล็ดกระเด็นออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย (ปรารถ และคณะ, 2552) ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก (FAOSTAT, 2009) ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปรารถ และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== [[มันเส้นสะอาด (cassava chip)|'''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip)]] ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[แป้ง (starch)]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555) รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556) รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=278</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=278"/>
		<updated>2021-07-01T03:15:19Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2551ก.สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt; และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สืบค้น 10 พ.ค. 2563. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|164x164px|ภาพหัวสดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
ส่วนหัวของมันสำปะหลัง (tuber) เป็นส่วนรากสะสมอาหารที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต สะสมอาหารมีปริมาณแป้งประมาณ 15 – 40 % มีกรดไฮโดรไซยานิก ( HCN ) ซึ่งมีพิษ จะมีอยู่มากในส่วนของเปลือกมากกว่าเนื้อของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใบมันสำปะหลังเป็นใบเดี่ยว เกิดเรียงรอบลำต้น ก้านใบอาจมีสีเขียวหรือสีแดงขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวใบหรือแผ่นใบจะเว้าเป็นหยักลึกเป็นแฉก จำนวนหยักมีตั้งแต่ 3-9 หยัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
ลำต้นของมันสำปะหลังเป็นลำต้นตั้งตรง สีของลำต้นแตกต่างกันไปตามพันธุ์ ส่วนที่อยู่ใกล้ยอดมีสีเขียว ส่วนแก่ที่ต่ำลงมาอาจมีสีน้ำเงิน สีเหลือง หรือสีน้ำตาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
เมล็ดมันสำปะหลังจะมีลักษณะรูปร่างยาวรี มีสีน้ำตาล และมีลายดำ เมื่อผลแก่เมล็ดจะแตกดีดเมล็ดกระเด็นออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย (ปรารถ และคณะ, 2552) ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก (FAOSTAT, 2009) ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปรารถ และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== [[มันเส้นสะอาด (cassava chip)|'''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip)]] ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[แป้ง (starch)]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555) รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556) รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=277</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=277"/>
		<updated>2021-07-01T03:06:59Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2551ก.สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt; และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. สืบค้น 10 พ.ค. 2563. &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;.&amp;lt;/ref&amp;gt; มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน. ม.ป.ป.. มันสำปะหลัง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 1001- Do 46.01. กรมพัฒนาที่ดิน. กรุงเทพฯ.: 97 หน้า'''.'''&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย (ปรารถ และคณะ, 2552) ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก (FAOSTAT, 2009) ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปรารถ และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== [[มันเส้นสะอาด (cassava chip)|'''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip)]] ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[แป้ง (starch)]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555) รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556) รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=276</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=276"/>
		<updated>2021-07-01T03:05:13Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 2551ก.สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี 2550.&amp;lt;/ref&amp;gt; และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 10/04/2563) มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย (ปรารถ และคณะ, 2552) ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก (FAOSTAT, 2009) ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปรารถ และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== [[มันเส้นสะอาด (cassava chip)|'''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip)]] ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[แป้ง (starch)]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555) รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556) รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=275</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=275"/>
		<updated>2021-07-01T03:04:08Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* หัวสด */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551 &amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก&amp;lt;/ref&amp;gt;และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 10/04/2563) มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย (ปรารถ และคณะ, 2552) ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก (FAOSTAT, 2009) ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปรารถ และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== [[มันเส้นสะอาด (cassava chip)|'''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip)]] ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[แป้ง (starch)]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555) รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556) รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=274</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=274"/>
		<updated>2021-07-01T03:00:28Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551 (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 10/04/2563) มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|176x176px|ภาพหัวสด]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
ส่วนหัวของมันสำปะหลัง เป็นส่วนรากที่ขยายใหญ่เพื่อสะสมอาหารที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต ที่สะสมอาหารมีปริมาณแป้งประมาณ 15 – 40 % มีกรดไฮโดรไซยานิก ( HCN )ซึ่งมีพิษ จะมีอยู่มากในส่วนของเปลือกมากกว่าเนื้อของหัว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|163x163px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ลักษณะใบมันสำปะหลัง เป็นแบบใบเดี่ยว การเกิดของใบจะหมุนเวียนรอบลำต้นก้านใบอาจมีสีเขียวหรือสีแดง ตัวใบหรือแผ่นใบ จะเว้าเป็นหยักลึกเป็นแฉกจำนวนหยักมีตั้งแต่ 3-9 หยัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
ลำต้นของมันสำปะหลังเป็นลำต้นตั้งตรง สีของลำต้นแตกต่างกันไปตามพันธุ์ ส่วนที่อยู่ใกล้ยอดมีสีเขียว ส่วนแก่ที่ต่ำลงมาอาจมีสีน้ำเงิน สีเหลือง หรือสีน้ำตาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง โดยนำมาตากแห้งเป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
เมล็ดมันสำปะหลัง มีรูปร่างยาวรี มีสีน้ำตาล และมีลายดำ เมื่อแก่จะแตกดีดจากผลทำให้เมล็ดกระเด็นออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ดีต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย (ปรารถ และคณะ, 2552) ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก (FAOSTAT, 2009) ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปรารถ และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== [[มันเส้นสะอาด (cassava chip)|'''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip)]] ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[แป้ง (starch)]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555) รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556) รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=273</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=273"/>
		<updated>2021-07-01T02:59:29Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* หัวสด */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551 (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 10/04/2563) มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|176x176px|ภาพหัวสด]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
ส่วนหัวของมันสำปะหลัง เป็นส่วนรากที่ขยายใหญ่เพื่อสะสมอาหารที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต ที่สะสมอาหารมีปริมาณแป้งประมาณ 15 – 40 % มีกรดไฮโดรไซยานิก ( HCN )ซึ่งมีพิษ จะมีอยู่มากในส่วนของเปลือกมากกว่าเนื้อของหัว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|163x163px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ลักษณะใบมันสำปะหลัง เป็นแบบใบเดี่ยว การเกิดของใบจะหมุนเวียนรอบลำต้นก้านใบอาจมีสีเขียวหรือสีแดง ตัวใบหรือแผ่นใบ จะเว้าเป็นหยักลึกเป็นแฉกจำนวนหยักมีตั้งแต่ 3-9 หยัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
ลำต้นของมันสำปะหลังเป็นลำต้นตั้งตรง สีของลำต้นแตกต่างกันไปตามพันธุ์ ส่วนที่อยู่ใกล้ยอดมีสีเขียว ส่วนแก่ที่ต่ำลงมาอาจมีสีน้ำเงิน สีเหลือง หรือสีน้ำตาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง โดยนำมาตากแห้งเป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
เมล็ดมันสำปะหลัง มีรูปร่างยาวรี มีสีน้ำตาล และมีลายดำ เมื่อแก่จะแตกดีดจากผลทำให้เมล็ดกระเด็นออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ดีต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย (ปรารถ และคณะ, 2552) ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก (FAOSTAT, 2009) ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปรารถ และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== [[มันเส้นสะอาด (cassava chip)|'''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip)]] ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[แป้ง (starch)]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555) รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556) รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) &lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=272</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=272"/>
		<updated>2021-06-30T17:40:52Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* หัวสด */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551 (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 10/04/2563) มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|264x264px|ภาพหัวสด]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย (ปรารถ และคณะ, 2552) ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก (FAOSTAT, 2009) ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปรารถ และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== [[มันเส้นสะอาด (cassava chip)|'''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip)]] ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[แป้ง (starch)]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555) รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556) รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) &lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=271</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=271"/>
		<updated>2021-06-30T17:37:59Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551 (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 10/04/2563) มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|95x95px|ภาพหัวสด]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย (ปรารถ และคณะ, 2552) ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก (FAOSTAT, 2009) ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปรารถ และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== [[มันเส้นสะอาด (cassava chip)|'''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip)]] ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[แป้ง (starch)]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555) รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556) รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) &lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=270</id>
		<title>การใช้ประโยชน์จากผลผลิตมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=270"/>
		<updated>2021-06-30T17:36:54Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ประเทศไทยมีการปลูกมันสำปะหลังเป็นจำนวนมากถึง 25.57 ล้านตัน ในปี 2520-2551 (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี โดยในปี 2563 พบว่าประเทศไทยมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 9.44 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.92 ล้านไร่ ผลผลิต 28.10 ล้านตัน (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 10/04/2563) มีการส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ และนำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ อีกทั้งนี้ยังนำมารับประทานในรูปของอาหารชนิดต่าง ๆ มันสำปะหลังเป็นพืชที่สามารถนำทุกส่วนมาใช้ประโยชน์ได้ ตั้งแต่ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก อย่างไรก็ตามการใช้ประโยชน์มันสำปะหลังภายในประเทศส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เพียงอุตสาหรรมแป้งและอาหารสัตว์ ส่วนที่นำมารับประทานก็เพียงเป็นอาหารว่าง ประเภทขนมหวานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วมันสำปะหลังถูกนำไปใช้เป็นอาหารหลักของมนุษย์มาเป็นเวลานานมาแล้ว โดยเฉพาะประเทศทางแถบทวีปแอฟริกา และอเมริกาใต้ ตลอดจนบางประเทศในทวีปเอเชีย ดังนั้นการใช้ประโยชน์ของมันสำปะหลังจึงมีมากมายดังต่อไปนี้ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ประโยชน์ของมันสำปะหลังแยกตามส่วนต่าง ๆ ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ ใบ ลำต้น ตลอดจนส่วนของราก โดยใช้เป็นอาหาร นำมาแปรรูปในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ สำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่มักใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแป้งและอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าส่งออกในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง แป้งดัดแปร และมันสำปะหลังอัดเม็ด/มันเส้น (ตารางการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย) ยังมีเพียงส่วนน้อยที่นำมาใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น ขนมมันสำปะหลังเชื่อม ขนมมันทิพย์ ขนมมันนึ่ง เป็นต้น  &lt;br /&gt;
  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ภาพที่1 หัวสด.jpg|thumb|180x180px|ภาพหัวสด]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== หัวสด ===&lt;br /&gt;
1. ใช้เป็นอาหาร โดย ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม ตลอดถึงการนำมาหมักคลุกน้ำมันผสมเครื่องเทศ ถั่วลิสง หรือนำมาทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งที่เป็นหัวสด กากที่เหลือจากการทำแป้ง เปลือกของหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. ส่งโรงงานอุตสาหกรรมทำแป้ง มันเส้น มันอัดเม็ด แอลกอฮอล์ ฯลฯ[[ไฟล์:ภาพใบมันสำปะหลัง.jpg|thumb|170x170px|ภาพใบมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ใบ ===&lt;br /&gt;
ใช้เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ใบสด หรือ ใบตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ลำต้นมันสำปะหลัง.jpg|thumb|142x142px|ภาพลำต้นมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ลำต้น ===&lt;br /&gt;
1. เป็นท่อนพันธุ์สำหรับขยายพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. เป็นอาหารสัตว์ โดยใช้ส่วนยอดสำหรับเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้ง เป็นอาหารหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:เมล็ดมันสำปะหลัง.png|thumb|217x217px|ภาพเมล็ดมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== เมล็ด ===&lt;br /&gt;
1. ใช้สกัดน้ำมันที่มีคุณภาพดีสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. สำหรับนักปรับปรุงพืชอาจนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;17&amp;quot; |'''การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศไทย'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| rowspan=&amp;quot;3&amp;quot; |ปี&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |1&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |2&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |3&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมส่งออก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (1-3)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |4&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |5&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |6&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; rowspan=&amp;quot;2&amp;quot; |รวมมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่งออกทั้งหมด (1-6)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 (Native Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |แป้งดัดแปร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Modeified Starch)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |ไข่มุก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pearl)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันเส้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Chip)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |มันอัเม็ด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pellet)&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;2&amp;quot; |กาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(Pulp)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|ปริมาณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ตัน)&lt;br /&gt;
|มูลค่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(M.Bath)&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2012&lt;br /&gt;
|2,235,574&lt;br /&gt;
|30,796&lt;br /&gt;
|845,815&lt;br /&gt;
|18,930&lt;br /&gt;
|23,540&lt;br /&gt;
|581&lt;br /&gt;
|3,104,929&lt;br /&gt;
|50,307&lt;br /&gt;
|4,611,976&lt;br /&gt;
|33,239&lt;br /&gt;
|82,178&lt;br /&gt;
|566&lt;br /&gt;
|610,102&lt;br /&gt;
|2,741&lt;br /&gt;
|8,409,185&lt;br /&gt;
|86,853&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2013&lt;br /&gt;
|2,445,612&lt;br /&gt;
|34,880&lt;br /&gt;
|897,351&lt;br /&gt;
|20,038&lt;br /&gt;
|27,005&lt;br /&gt;
|636&lt;br /&gt;
|3,369,968&lt;br /&gt;
|55,554&lt;br /&gt;
|5,755,376&lt;br /&gt;
|39,515&lt;br /&gt;
|58,866&lt;br /&gt;
|407&lt;br /&gt;
|521,171&lt;br /&gt;
|2,531&lt;br /&gt;
|9,705,381&lt;br /&gt;
|98,007&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2014&lt;br /&gt;
|3,011,941&lt;br /&gt;
|41,053&lt;br /&gt;
|947,192&lt;br /&gt;
|21,633&lt;br /&gt;
|28,061&lt;br /&gt;
|715&lt;br /&gt;
|3,987,194&lt;br /&gt;
|63,401&lt;br /&gt;
|6,777,097&lt;br /&gt;
|48,873&lt;br /&gt;
|21,852&lt;br /&gt;
|142&lt;br /&gt;
|405,834&lt;br /&gt;
|1,940&lt;br /&gt;
|11,191,977&lt;br /&gt;
|114,356&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2015&lt;br /&gt;
|2,923,441&lt;br /&gt;
|41,167&lt;br /&gt;
|905,028&lt;br /&gt;
|21,447&lt;br /&gt;
|29,658&lt;br /&gt;
|771&lt;br /&gt;
|3,858,127&lt;br /&gt;
|63,385&lt;br /&gt;
|7,259,774&lt;br /&gt;
|51,869&lt;br /&gt;
|38,861&lt;br /&gt;
|291&lt;br /&gt;
|525,551&lt;br /&gt;
|1,780&lt;br /&gt;
|11,682,313&lt;br /&gt;
|117,325&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2016&lt;br /&gt;
|3,275,985&lt;br /&gt;
|39,981&lt;br /&gt;
|947,120&lt;br /&gt;
|21,227&lt;br /&gt;
|35,425&lt;br /&gt;
|847&lt;br /&gt;
|4,258,530&lt;br /&gt;
|62,055&lt;br /&gt;
|6,406,148&lt;br /&gt;
|39,037&lt;br /&gt;
|1,174&lt;br /&gt;
|79&lt;br /&gt;
|573,555&lt;br /&gt;
|1,744&lt;br /&gt;
|11,239,407&lt;br /&gt;
|102,915&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2017&lt;br /&gt;
|3,133,778&lt;br /&gt;
|35,059&lt;br /&gt;
|1,010,734&lt;br /&gt;
|20,757&lt;br /&gt;
|31,757&lt;br /&gt;
|737&lt;br /&gt;
|4,176,269&lt;br /&gt;
|56,553&lt;br /&gt;
|6,445,350&lt;br /&gt;
|36,524&lt;br /&gt;
|35,685&lt;br /&gt;
|200&lt;br /&gt;
|515,020&lt;br /&gt;
|1,795&lt;br /&gt;
|11,172,324&lt;br /&gt;
|95,072&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2018&lt;br /&gt;
|2,936,309&lt;br /&gt;
|44,590&lt;br /&gt;
|1,032,504&lt;br /&gt;
|24,335&lt;br /&gt;
|36,317&lt;br /&gt;
|944&lt;br /&gt;
|4,005,130&lt;br /&gt;
|69,869&lt;br /&gt;
|3,989,681&lt;br /&gt;
|28,440&lt;br /&gt;
|11,387&lt;br /&gt;
|886&lt;br /&gt;
|270,958&lt;br /&gt;
|1,176&lt;br /&gt;
|8,277,156&lt;br /&gt;
|100,371&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2019&lt;br /&gt;
|2,835,484&lt;br /&gt;
|38,500&lt;br /&gt;
|1,038,610&lt;br /&gt;
|23,740&lt;br /&gt;
|40,759&lt;br /&gt;
|1,030&lt;br /&gt;
|3,914,853&lt;br /&gt;
|63,271&lt;br /&gt;
|2,402,555&lt;br /&gt;
|16,278&lt;br /&gt;
|12,328&lt;br /&gt;
|100&lt;br /&gt;
|265,434&lt;br /&gt;
|1,127&lt;br /&gt;
|6,595,170&lt;br /&gt;
|80,776&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2020&lt;br /&gt;
|2,781,681&lt;br /&gt;
|36,103&lt;br /&gt;
|1,034,574&lt;br /&gt;
|23,392&lt;br /&gt;
|45,550&lt;br /&gt;
|1,153&lt;br /&gt;
|3,861,805&lt;br /&gt;
|60,648&lt;br /&gt;
|3,063,671&lt;br /&gt;
|21,389&lt;br /&gt;
|12,241&lt;br /&gt;
|110&lt;br /&gt;
|180,744&lt;br /&gt;
|795&lt;br /&gt;
|7,118,460&lt;br /&gt;
|82,941&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|2021&lt;br /&gt;
|256,086&lt;br /&gt;
|3,378&lt;br /&gt;
|85,695&lt;br /&gt;
|1,896&lt;br /&gt;
|2,578&lt;br /&gt;
|63&lt;br /&gt;
|344,359&lt;br /&gt;
|5,337&lt;br /&gt;
|495,069&lt;br /&gt;
|3,771&lt;br /&gt;
|4,640&lt;br /&gt;
|36&lt;br /&gt;
|28,258&lt;br /&gt;
|139&lt;br /&gt;
|872,325&lt;br /&gt;
|9,282&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
(ที่มา: สมาคมแป้งมันสำปะหลัง website: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.thaitapiocastarch.org/th/information/statistics/export_tapioca_products&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 25/03/2564)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง==&lt;br /&gt;
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลักในประเทศไทย ประกอบไปด้วย มันเส้น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังทั้งในรูปของแป้งดิบและแป้งดัดแปร และเอทอนอล ซึ่งทั้งหมดมีการนำไปใช้เป็นวัถตุดิบต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์มันเส้น คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนำเข้ามันเส้นจากไทยมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณทั้งหมดที่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์มันอัดเม็ดส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่โรงงานอาหารสัตว์หรือผู้ส่งออก โดยมีตลาดหลักคือ สหภาพยุโรป สำหรับแป้งมันสำปะหลังมีการจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ตลาดส่งออกแป้งมันสำปะหลังหลักของไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และอินโดนีเซีย (ปรารถ และคณะ, 2552) ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากเป็นอับดับหนึ่งของโลก (FAOSTAT, 2009) ในปีเพาะปลูก 2550-2551 ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังสูงถึง 25.57 ล้านตัน (สำนักงานเศษฐกิจการเกษตร, 2551ก) ซึ่งปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังยังมีแนวโนมจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการมันสำปะหลังเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออกยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ปรารถ และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากหัวสำปะหลังมันสดไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เน่าเสียหายได้ง่าย จึงมักจะมีการแปรรูปเพื่อให้สามารถเก็บไว้บริโภคได้นานวัน มักนำไปหมักก่อนแล้วจึงนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น นึ่ง ทอด ย่าง หรือ นำหัวสดไปบดใส่ถุงทับให้แห้งทิ้งไว้ 4 วัน ระหว่างนั้นจะเกิดการหมัก จากนั้นจึงนำไปทอด หรือ นำไปแช่ในน้ำไหลหลาย ๆ วัน แล้วนำไปนึ่งเพื่อเป็นอาหาร นอกจากใช้เป็นอาหารหลักแล้ว ยังทำอาหารได้หลายรูปแบบ เช่น ทำเป็นแป้งมันเพื่อนำไปประกอบอาหาร หัวสดยังนำมาเป็นมันทอดได้โดยปอกเปลือกแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ก่อนนำไปทอด คนไทยนิยมนำมาเชื่อมและย่าง ทำเป็นขนมมันนึ่งมะพร้าวและน้ำตาล (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== [[มันเส้นสะอาด (cassava chip)|'''มันเส้นสะอาด''' (cassava chip)]] ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[แป้ง (starch)]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้ประโยชน์จากกากมันสำปะหลังเพื่อผลิตเป็นน้ำตาล''' ===&lt;br /&gt;
สวลี และคณะ (2555) รายงานว่าประเทศไทยมีผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยคิดเป็นประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตรวมทั้งโลก รองจากประเทศไนจีเรีย และบราซิล และมีผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของทั่วโลก จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังมีส่วนเหลือเป็นกากมันสำปะหลัง 1.11 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมันสำปะหลังที่เข้าโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ประมาณสองล้านตันต่อปี หากสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จะเป็นการสร้างประโยชน์จากของเหลือทิ้งและลดปัญหาทางมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เชื้อจุลินทรีย์ในธรรมชาติจะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ในกากมันสำปะหลัง โดยกากมันสำปะหลังสามารถนำมาผลิตสารตั้งต้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น สารตั้งต้นประเภทน้ำตาลนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สารให้ความหวาน และผลิตเป็นเอทานอลได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลัดดาวัลย์ (2556) รายงานภาพรวมแล้วกากมันสำปะหลังมีโปรตีนอยู่ในช่วง 1.55–3.42 เปอร์เซนต์ ไขมัน 0.12–0.53 เปอร์เซนต์ เถ้า 1.70–5.73 เปอร์เซนต์ เยื่อใย 10.38 – 15.26 เปอร์เซ็นต์ และแป้ง 47.97–68.89 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบทางโภชนาการมีความแปรผันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพของมันสำปะหลังที่นำมาใช้ในกรรมวิธีการสกัดแป้ง สายพันธุ์มันสำปะหลัง อายุการเก็บเกี่ยว ความสมบูรณ์ของดิน และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันของแต่ละโรงงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''Flour''' ===&lt;br /&gt;
เป็นแป้งที่ไม่ได้สกัดเยื่อใยออก ผลิตโดยนำหัวมันสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตากแห้งแล้วป่นให้ละเอียด จากนั้นร่อนด้วยตะแกรงร่อนแป้ง จะได้แป้งดิบที่สามารถนำมาใช้ทำขนมอบชนิดต่าง ๆ ได้คล้ายแป้งสาลี เช่น นำมาทำเค้ก แพนเค้ก ขนมปัง คุกกี้ พาย ใช้ทดแทนแป้งสาลีหรือแป้งข้าวเจ้าได้บางส่วนในอาหารบางชนิด (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''[[การใช้มันสำปะหลังเป็นอาหารสัตว์]]''' ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรม''' ===&lt;br /&gt;
นอกจากประโยชน์ด้านอาหารมนุษย์และสัตว์ มันสำปะหลังยังมีการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกหลายประการ เช่น การผลิตสารที่มีคุณสมบัติเป็นกาว การใช้ในอุตสาหกรรมไม้อัด กล่อง กระดาษ ผลิตอะซีโตน กลูโคส ผงชูรส เบียร์ วุ้นเส้น ใช้ในวงการแพทย์ เช่น เป็นส่วนผสมของยา ใช้ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ได้ ปัจจุบันประเทศบราซิลใช้แอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมันสำปะหลังในปริมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำมันเบนซินใช้กับรถยนต์ ส่วนในประเทศไทยมีโรงงานต้นแบบในการผลิตแอลกอฮอล์จากมันสำปะหลังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) &lt;br /&gt;
__FORCETOC__&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=269</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=269"/>
		<updated>2021-06-30T17:36:04Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด (Sukra, 1996)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น (มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด (ชัยยันต์ และเสรี, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ (กรมวิชาการเกษตร, 2537)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ (กรมวิชาการเกษตร, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549) ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน (ม.ป.ป.) อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย (วุฒิศักดิ์ และคณะ, 2539) และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง (โอภาษ และคณะ, 2543) ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น (วุฒิศักดิ์ และ คณะ, 2539) การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์ (สมพงษ์, 2537)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4  ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่  3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์ (สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี, 2552) ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996) พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น (ศุภวัฒน์ปากเมย 2540) จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว (เชิดพงษ์, 2549) พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น (มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|'''การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fiber (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)''' ===&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์''' ===&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย (Wheatley and Schwabe ,1985)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976) พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช (บัณฑิต และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก (Thant, 1997 และ พร้อมพรรณ, 2549) และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ (สุรพงษ์ และคณะ, 2550) โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว (Anuchit, 2007) ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''   ===&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''เครื่องขุดมันสำปะหลัง'''  ===&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา (สามารถ, 2543)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553) รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''  ===&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน (วิชา, 2552) ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น  (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก'''  ===&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย (ชัยยันต์ และเสรี, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=268</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=268"/>
		<updated>2021-06-30T17:33:31Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด (Sukra, 1996)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น (มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด (ชัยยันต์ และเสรี, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ (กรมวิชาการเกษตร, 2537)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ (กรมวิชาการเกษตร, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549) ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน (ม.ป.ป.) อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย (วุฒิศักดิ์ และคณะ, 2539) และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง (โอภาษ และคณะ, 2543) ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น (วุฒิศักดิ์ และ คณะ, 2539) การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์ (สมพงษ์, 2537)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4  ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่  3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์ (สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี, 2552) ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996) พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น (ศุภวัฒน์ปากเมย 2540) จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว (เชิดพงษ์, 2549) พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น (มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|'''การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fiber (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)''' ===&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์''' ===&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย (Wheatley and Schwabe ,1985)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976) พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช (บัณฑิต และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก (Thant, 1997 และ พร้อมพรรณ, 2549) และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ (สุรพงษ์ และคณะ, 2550) โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว (Anuchit, 2007) ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''   ===&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''เครื่องขุดมันสำปะหลัง'''  ===&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา (สามารถ, 2543)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553) รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''  ===&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน (วิชา, 2552) ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น  (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก'''  ===&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย (ชัยยันต์ และเสรี, 2556)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=267</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=267"/>
		<updated>2021-06-30T17:31:04Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด (Sukra, 1996)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น (มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด (ชัยยันต์ และเสรี, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ (กรมวิชาการเกษตร, 2537)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ (กรมวิชาการเกษตร, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549) ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน (ม.ป.ป.) อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย (วุฒิศักดิ์ และคณะ, 2539) และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง (โอภาษ และคณะ, 2543) ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น (วุฒิศักดิ์ และ คณะ, 2539) การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์ (สมพงษ์, 2537)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ -  สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ===&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* ภาคเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 4  ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคกลาง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนตุลาคม -  สัปดาห์ที่  3 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
* ภาคตะวันออก ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายน -  สัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;u&amp;gt;หมายเหตุ&amp;lt;/u&amp;gt;   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์ (สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี, 2552) ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996) พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น (ศุภวัฒน์ปากเมย 2540) จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว (เชิดพงษ์, 2549) พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น (มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|'''การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fiber (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)''' ===&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์''' ===&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย (Wheatley and Schwabe ,1985)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976) พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช (บัณฑิต และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก (Thant, 1997 และ พร้อมพรรณ, 2549) และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ (สุรพงษ์ และคณะ, 2550) โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว (Anuchit, 2007) ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''   ===&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''เครื่องขุดมันสำปะหลัง'''  ===&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา (สามารถ, 2543)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553) รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''  ===&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน (วิชา, 2552) ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น  (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก'''  ===&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย (ชัยยันต์ และเสรี, 2556)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=266</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=266"/>
		<updated>2021-06-30T17:20:52Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด (Sukra, 1996)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น (มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด (ชัยยันต์ และเสรี, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ (กรมวิชาการเกษตร, 2537)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ (กรมวิชาการเกษตร, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549) ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน (ม.ป.ป.) อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย (วุฒิศักดิ์ และคณะ, 2539) และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง (โอภาษ และคณะ, 2543) ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น (วุฒิศักดิ์ และ คณะ, 2539) การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์ (สมพงษ์, 2537)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังแสดงในตารางที่ 1 และ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ตารางที่ 1''' ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ==&lt;br /&gt;
หมายเหตุ   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ตารางที่ 2''' ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ==&lt;br /&gt;
หมายเหตุ   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์ (สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี, 2552) ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996) พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น (ศุภวัฒน์ปากเมย 2540) จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว (เชิดพงษ์, 2549) พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น (มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|'''การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fiber (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)''' ===&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์''' ===&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย (Wheatley and Schwabe ,1985)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976) พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช (บัณฑิต และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก (Thant, 1997 และ พร้อมพรรณ, 2549) และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ (สุรพงษ์ และคณะ, 2550) โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว (Anuchit, 2007) ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''   ===&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''เครื่องขุดมันสำปะหลัง'''  ===&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา (สามารถ, 2543)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553) รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''  ===&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน (วิชา, 2552) ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น  (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก'''  ===&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย (ชัยยันต์ และเสรี, 2556)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=153</id>
		<title>การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=153"/>
		<updated>2021-06-30T15:55:23Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Salilthip: /* การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา */&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2556 มีการส่งออกในรูปมันเส้นและมันอัดเม็ดประมาณ 3 ล้านตัน และส่งออกในรูปแป้งมันสำปะหลังประมาณ 1.32 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท พื้นที่ผลิตมันสำปะหลังของประเทศไทยประมาณ 6.52 ล้านไร่ กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ คิดเป็น 54.74 31.74 และ 13.52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดตามลำดับ ได้ผลผลิตรวมประมาณ 30 ล้านตันหัวมันสด (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรโดยทั่วไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก การบำรุงรักษา การจัดการวัชพืช การจัดการด้านโรค-แมลง การเก็บเกี่ยว และรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งเกษตรกรจะนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาช่วยดำเนินการในบางขั้นตอน แต่โดยทั่วไปยังคงใช้แรงงานคนทำงานเป็นหลัก ขั้นตอนเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุกเป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานมากที่สุด โดยมีค่าเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด และยังพบว่าค่าใช้จ่ายด้านค่าจ้างแรงงานมีมูลค่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด (Sukra, 1996)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การนำกำลังงานจากเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น (มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากผลการศึกษารูปแบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยเก็บข้อมูล อัตราการทำงานและความต้องการแรงงานของกระบวนการ ดังแสดงไว้ในตาราง 1 โดยจากตารางพบว่าอัตราการทำงานของกระบวนการเก็บเกี่ยวรวมทั้งกระบวนการ คือ 2.61 ไร่/คน-ชั่วโมง และมีความต้องการแรงงาน คือ 11.3 คน-ชั่วโมง/ไร่ โดยการดำเนินงานภายหลังการเก็บเกี่ยว มีความต้องการแรงงานมากที่สุด และใช้เวลาในการทำงานสูงที่สุด (ชัยยันต์ และเสรี, 2556)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวซึ่งเป็นหัวมันสดจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 60-65 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น อย่างเช่นประเทศไทย ซึ่งลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นในช่วง 3 วันภายหลังการเก็บเกี่ยวเป็นการเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Physiological Deterioration) โดยสีของเนื้อมันสําปะหลังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่งผลกระทบต่อราคาขาย หลังจากนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ซึ่งเป็นการเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ (กรมวิชาการเกษตร, 2537)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังประกอบด้วยกิจกรรมหลายขั้นตอน คือขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังขึ้นจากพื้นดิน ขั้นตอนการรวมกองและตัดเหง้า และขั้นตอนการขนย้ายหัวมันขึ้นรถบรรทุก ซึ่งโดยทั่วไปขั้นตอนการขุดมันสําปะหลังเป็นขั้นตอนที่ใช้กําลังงานมากที่สุดและใช้เวลามากที่สุดเนื่องจากฤดูเก็บเกี่ยวมัสําปะหลังตรงกับฤดูแล้ง ทําให้ดินค่อนข้างแข็งโดยเฉพาะในเดือน ม.ค. - เม.ย. แม้ว่าปัจจุบันจะมีการนําเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถแทรกเตอร์สี่ล้อเป็นต้นกําลัง มาช่วยงานเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังแต่ไม่พบการใช้งานเครื่อง/อุปกรณ์ขุดมันสําปะหลังซึ่งใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกําลัง (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 8-12 เดือน แต่อายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 12 เดือนหลังปลูก และไม่ควรเก็บเกี่ยวในช่วงที่มีฝนตกชุก เนื่องจากหัวมันสำปะหลังจะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ (กรมวิชาการเกษตร, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''อายุของต้นมันสำปะหลังก่อนเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเป็นพืชอายุยาว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อใดก็ได้ ผลผลิตหัวสดจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่มันสำปะหลังได้รับ ในขณะที่ปริมาณแป้งในหัวของทุกพันธุ์จะสามารถวัดได้ตั้งแต่เดือนที่ 4 หลังปลูก สำหรับประเทศไทยเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 9-12 เดือน อย่างไรก็ตามอายุที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุญเหลือ และคณะ (2549) ได้ศึกษาผลของอายุเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่อายุ 8 10 12 14 และ 16 เดือนหลังปลูก พบว่าการเจริญเติบโตทางด้านความสูงที่อายุ 8 เดือนมีความสูงต่ำที่สุด ที่อายุ 12 14 และ 16 เดือนมีความสูงไม่แตกต่างกันและเมื่อนำข้อมูล 2 ปีที่ปลูกมาวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าการเก็บเกี่ยวที่อายุตั้งแต่ 10-16 เดือน ไม่ทำให้ผลผลิตหัวสดแตกต่างกันทางสถิติ ซึ่งอยู่ระหว่าง 4,815-6,082 กก./ไร่ แต่การเก็บเกี่ยวที่อายุ 12 และ 14 เดือน เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสุดและไม่แตกต่างกันทางสถิติคือ 32.1 และ33.6 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน (ม.ป.ป.) อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุมากกว่า 12 เดือน จะมีผลทำให้น้ำหนักหัวมันสดมากกว่าการเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน แต่จะมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และช่วยให้การปลูกในฤดูถัดไปอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่โดยทั่วไปเกษตรกรนิยมเก็บเกี่ยวเมื่อราคามันสำปะหลังสูง และนอกจากนี้เกษตรกรต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางเศษฐกิจ ฤดูกาลแรงงานที่จะใช้เก็บเกี่ยวด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         การปลูกมันสำปะหลังกลางฤดูฝนถ้าเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 12 เดือน จะได้ผลผลิตต่ำเพียง 1-2 ตัน/ไร่ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังได้รับปริมาณฝนน้อยไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการสะสมอาหารได้น้อย (วุฒิศักดิ์ และคณะ, 2539) และเมื่อได้รับน้ำฝนมันสำปะหลังจะนำแป้งที่สะสมไว้ในหัวมาใช้สร้างต้นและใบใหม่ เมื่อเก็บเกี่ยวในช่วงต้นฤดูฝน ผลผลิตมันแห้ง และแป้งจะลดลง (โอภาษ และคณะ, 2543) ส่วนการปลูกมันสำปะหลังปลายฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ได้ผลผลิตมันแห้งและแป้งสูง เพราะดินมความชื้นน้อย ทำให้หัวมันสำปะหลังมีน้ำน้อยลง จึงทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงขึ้น (วุฒิศักดิ์ และ คณะ, 2539) การปลูกมันสำปะหลังนอกฤดูฝน (พฤศจิกายน-เมษายน) ให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในช่วงฤดูฝนถึง 25 เปอร์เซ็นต์ (สมพงษ์, 2537)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม''' ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรในประเทศไทยส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูแล้ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม การเก็บเกี่ยวในฤดูฝน (เมษายนถึงตุลาคม) มีน้อยมาก ซึ่งปริมาณแป้งในหัวมันสำปะหลังของทุกพันธุ์จะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม และหลังจากเดือนเมษายนไปแล้ว ปริมาณแป้งในหัวจะลดลงเรื่อย ๆ และลดลงต่ำสุดในเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เนื่องจากเมื่อมันสำปะหลังได้รับความชื้นจะมีการใช้อาหารและแป้งที่สะสมไว้ในหัวสำหรับการเจริญเติบโตทางลำต้น ตัวอย่างช่วงเวลาขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เหมาะสมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยดังแสดงในตารางที่ 1 และ 2&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ตารางที่ 1''' ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกต้นฝน ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|'''แหล่งปลูก'''&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |'''ม.ค.'''&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |'''ก.พ.'''&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |'''มี.ค.'''&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |'''เม.ย.'''&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |'''พ.ค.'''&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |'''มิ.ย.'''&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |'''ก.ค.'''&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |'''ส.ค.'''&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |'''ก.ย.'''&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |'''ต.ค.'''&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |'''พ.ย.'''&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |'''ธ.ค.'''&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ภาคเหนือตอนล่าง&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ภาคกลาง&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ภาคตะวันออก&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
หมายเหตุ   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ตารางที่ 2''' ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเหมาะสมของฤดูปลูกปลายฝน ==&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|แหล่งปลูก&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |ม.ค.&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |ก.พ.&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |มี.ค.&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |เม.ย.&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |พ.ค.&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |ม.ิย.&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |ก.ค.&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |ส.ค.&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |ก.ย.&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |ต.ค.&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |พ.ย.&lt;br /&gt;
| colspan=&amp;quot;4&amp;quot; |ธ.ค.&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ภาคเหนือตอนล่าง&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ภาคกลาง&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ภาคตะวันออก&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
หมายเหตุ   ช่วงที่เหมาะสมที่แสดงข้างต้นเป็นการเก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 10-12 เดือนหลังปลูก ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงช่วงของฤดูฝนในแต่ละภูมิภาค หากจะเก็บเกี่ยวให้มีประสิทธิภาพต้องมีข้อมูลด้านภูมิอากาศมาใช้ประกอบการวางแผน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''ต้นทุนและการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
จากต้นทุนการผลิตมันสําปะหลังทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวถึง 34.15 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นค่าขนส่ง 24.39 เปอร์เซ็นต์ (สํานักงานเกษตรอําเภอลําสนธิจังหวัดลพบุรี, 2552) ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สําคัญที่สุดของต้นทุนการผลิตมันสําปะหลัง ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในการขุดด้วยจอบ หรือใช้คานงัดถ้าหากดินมีความชื้นหรือพื้นที่ปลูกเป็นดินทรายมีความร่วนซุยมากก็อาจใช้วิธีการถอน และสําหรับพื้นที่ซึ่งเก็บเกี่ยวในหน้าแล้งดินแห้งหรือแข็งก็จะใช้จอบขุดแบบประยุกต์เพื่อช่วยทุ่นแรง หลังจากนั้นก็มีการสับหัวมันออกจากเหง้าแล้วขนส่งด้วยรถบรรทุกเข้าสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จากผลการศึกษาของ A. B. Sukra (1996) พบว่าขั้นตอนที่ต้องการแรงงานมากที่สุดเป็นขั้นตอนการเก็บเกี่ยวและรวบรวมหัวมันขึ้นรถบรรทุก โดยต้องการแรงงานเท่ากับ 54.5 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดในการผลิตมันสําปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลัง ต้องใช้แรงงานจํานวนมากเช่น โรงงานผลิตแป้งมันขนาด 150 ตันแป้ง/วัน ต้องใช้หัวมันสําปะหลังสด 650–750 ตัน ซึ่งต้องใช้คนขุด 650–750 คนต่อวัน เป็นต้น (ศุภวัฒน์ปากเมย 2540) จากการศึกษาลักษณะของแรงงานที่ใช้ในการดําเนินงานภายหลังเก็บเกี่ยว (เชิดพงษ์, 2549) พบว่าโดยทั่วไปเป็นแรงงานภายในหมู่บ้านของเกษตรกรเอง และหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งแรงงานวัยทํางานทั้งเพศชายและหญิง และแรงงานเด็กการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานในครัวเรือนเป็นหลักในการดําเนินการจึงมีอัตราการเก็บเกี่ยวช้าและต้องรอรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้เต็มรถบรรทุกเพื่อประหยัดค่าขนส่งโดยทั่วไปใช้เวลารวบรวมประมาณ 1-3 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การขุดเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
วิธีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังของเกษตรกรไทยปัจจุบัน อาจจำแนกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบดั้งเดิมซึ่งขุดมันสำปะหลังด้วยแรงงานคนโดยใช้จอบ/อุปกรณ์ถอนต้น และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน และแบบที่เริ่มนิยมใช้งาน คือขุดด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง และตัดหัวมันออกจากเหง้าด้วยแรงงานคน สำหรับวิธีการตัดหัวมันออกจากเหง้าภายหลังการเก็บเกี่ยวมีเพียงรูปแบบเดียว คือ ใช้แรงงานคนตัวหัวมันสำปะหลัง ก่อนลำเลียงขึ้นรถบรรทุก (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากภายหลังการเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องลำเลียงหัวมันสดออกจากแปลงเพื่อนำไปส่งยังโรงงานแปรรูปภายในวันเดียวกันให้หมด มิฉะนั้นหัวมันสดที่มีความชื้นสูงจะเกิดการเสื่อมสภาพและทำให้ปริมาณแป้งลดลงซึ่งมีผลต่อราคารับซื้อหัวมันสด ดังนั้นเพื่อประหยัดค่าขนส่ง เกษตรกรจึงพยายามเก็บเกี่ยวในแต่ละวันให้ได้ปริมาณหัวมันเต็มรถบรรทุก ซึ่งรถบรรทุกที่เกษตรกรจัดหาได้มักมีขนาด 6-9 ตัน ทำให้เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวประมาณ 2-4 ไร่ต่อวัน ซึ่งหมายถึงเกษตรต้องจัดการให้มีการขุด 2-4 ไร่ต่อวัน จากนั้นจึงรวมกอง ตัดเหง้า และขนขึ้นรถบรรทุก ให้เสร็จสิ้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง จึงเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้ ปัจจุบันพบว่ามีการนำเครื่องมือจักรกลเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการปลูกและการเก็บเกี่ยว เนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุนในการจ้างแรงงานในภาคการเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น (มูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย, 2547)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนทำการขุด ซึ่งนิยมการขุดโดยวิธีเหมาขุดและมีคนรับจ้างขุดมันเป็นกลุ่ม ๆ ส่วนราคาของการขุดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของดินแห้งหรือไม่ การขุดยากหรือง่าย และมันสำปะหลังนั้นมีหัวดีหรือไม่ดี หัวเล็กหรือหัวใหญ่ มีวัชพืชมากหรือน้อย ถ้าหากไม่ใช้วิธีเหมาขุดก็อาจใช้วิธีจ้างขุดรายวัน ซึ่งค่าจ้างแรงงานในการขุดวิธีนี้จะแพงกว่า แรงงานในการปลูกหรือกำจัดวัชพืช โดยวิธีการขุดนั้นจะทำการตัดต้นมันออกก่อนโดยเหลือเหง้าส่วนล่างของละต้นทิ้งไว้ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากนั้นก็ทำการขุดด้วยจอบ ถ้าหากดินมีความชื้นก็จะใช้วิธีถอนขึ้น หรือขุดตามหัวที่หักหลงเหลืออยู่ในดินอีกทีหนึ่ง ก็จะนำไปกอง ๆ จากนั้นจะทำการสับหัวมันออกจากเหง้า แล้วขนส่งสู่โรงงานแปรสภาพต่อไป โดยไม่ทิ้งไว้ในไร่ เพราะจะทำให้เน่าเสียได้ การทิ้งไว้นานเกิน 4 วัน จะเน่าเสียมาก (สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน, ม.ป.ป.) แต่ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ใหญ่ที่ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้ ก็มักช้าเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งจะลดต้นทุนและเก็บเกี่ยวรวดเร็วกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ขั้นตอนการขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน (กรณีเก็บเกี่ยวในแปลงขนาด 100 ไร่) ดังนี้ ===&lt;br /&gt;
'''1. การตัดต้นพันธุ์'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขุดหัวมันสำปะหลังโดยใช้รถไถขุดจำเป็นต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน โดยปกติแรงงานทั่วไป 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ 1 ไร่ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก ในกรณีที่ไม่ต้องเก็บต้นพันธุ์ไว้ปลูกต่อ และลดต้นทุนในการตัดต้นพันธุ์สามารถใช้เครื่องสับย่อยต้นมันสำปะหลังเข้าไปทำงานในแปลงได้ เศษต้นและใบที่ผ่านการสับย่อยก็จะตกอยู่ในแปลงเป็นการเพิ่มปุ๋ยหรืออินทรียวัตถุให้กับดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''2. การถอนหรือขุดหัวมันสำปะหลัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยปกติหากเป็นการขุดในฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูงในเขตพื้นที่ดินทราย หรือทรายปนร่วน ซึ่งโครงสร้างดินมีความร่วนซุยสูง สามารถใช้แรงงานคนถอนทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อนจะช่วยประหยัดค่าแรงงานตัดต้นพันธุ์และค่ารถไถขุดหัวมันสำปะหลังได้อีกทางหนึ่ง แต่หากในช่วงฤดูแล้ง ดินแห้งและแข็งไม่สามารถถอนโดยใช้แรงงานคนได้ จำเป็นต้องใช้รถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังขุดแทนแรงงานคน ประสิทธิภาพการทำงานของรถแทรคเตอร์ติดพ่วงเครื่องขุด 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''3. การรวมกองและสับหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนนี้เป็นการตามเก็บหัวมันสำปะหลังที่รถไถขุดขึ้นมา แล้วโยนกองเป็นกลุ่มเพื่อให้สะดวกต่อการสับหัวออกจากเหง้าและขนขึ้นรถบรรทุก ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงใด ๆ มาช่วยในขั้นตอนนี้ ยังคงจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''4. การขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งโรงงาน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากสับหัวออกจากเหง้าแล้ว ต้องใช้แรงงานเก็บหัวมันสำปะหลังใส่เข่งหรือภาชนะอื่นแล้วใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก ขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานค่อนข้างมาก ปัจจุบันมีการคิดค้นออกแบบเครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกแทนการใช้แรงงานคนแบก แต่ยังทำงานได้ช้าและไม่คล่องตัวเมื่อต้องย้ายรถบรรทุกไปยังจุดอื่น ๆ อยู่ตลอดเวลา แนวทางที่จะช่วยลดแรงงานได้อีกทางหนึ่ง คือ การใช้รถแทรคเตอร์ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า สามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) จะช่วยลดจำนวนแรงงานในการแบกและช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น[[ไฟล์:การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง.jpg|thumb|343x343px|'''การขุดเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''']]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== วิธีการขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงาน ===&lt;br /&gt;
การขุดเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตออกไปสู่โรงงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายในระบบการผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีต้นทุนการจัดการสูงคิดเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของขั้นตอนการผลิตทั้งระบบ วิธีการขุดเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในแปลงผลิตขนาดใหญ่มี 3 วิธี ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 1 ขุดหัวมันสำปะหลังโดยถอนทั้งต้น รวมกอง สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคนทั้งหมด'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีโครงสร้างดินร่วนซุย ไม่แน่นแข็ง หรือกรณีที่ขุดเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูฝนซึ่งดินมีความชื้นสูง และไม่มีปัญหาด้านแรงงานหรือแรงงานมีราคาถูก ทำได้โดยใช้แรงงานคนถอนมันสำปะหลังทั้งต้นโดยไม่ต้องตัดต้นพันธุ์ออกก่อน แล้ววางให้เป็นแถวเพื่อสะดวกในการสับหัวออกจากเหง้า จากนั้นจึงใช้คนแบกขึ้นรถบรรทุก โดยเฉลี่ยมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน/ไร่ ต้องใช้แรงงานประมาณ 6-8 แรง วิธีนี้จึงใช้แรงงานมากและทำได้ช้า จึงแนะนำให้ใช้ในกรณีที่รถไถขุดไม่สามารถเข้าทำงานในแปลงได้ และควรใช้ระบบการจ้างเหมาต่อน้ำหนักหัวสดที่ขุดเก็บเกี่ยวได้ จะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนขุดเก็บเกี่ยวได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 2 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัว สับหัว และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้แรงงานคน'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้เหมาะสำหรับการขุดในพื้นที่ที่ดินแน่นแข็ง ความชื้นในดินต่ำ หรือการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้ง โดยต้องตัดต้นพันธุ์และขนออกจากแปลงก่อน โดยทั่วไปแรงงาน 1 คน สามารถตัดต้นพันธุ์ได้ประมาณ 2,000 ลำ ดังนั้นพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ต้องใช้แรงงานตัดประมาณ 1.5-2 แรง หรือ 150-200 แรงต่อพื้นที่ 100 ไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการตัดในแต่ละพันธุ์และความหนาแน่นของประชากรที่ปลูก แล้วใช้รถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลังทำการไถขุดให้หัวมันสำปะหลังขึ้นมาอยู่บนผิวดิน จากนั้นจึงใช้แรงงานคนเก็บรวมกอง สับหัวออกจากเหง้า แล้วใช้แรงงานคนแบกขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งเข้าโรงงานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีนี้ช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และช่วยลดจำนวนแรงงาน สำหรับประสิทธิภาพการทำงานของรถไถติดเครื่องขุดหัวมันสำปะหลัง 1 คัน สามารถทำงานได้ประมาณ 12-15 ไร่ ดังนั้นหากมีพื้นที่ 100 ไร่ จำเป็นต้องใช้รถขุดเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 คัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''วิธีที่ 3 ขุดหัวโดยใช้เครื่องขุด รวบรวมหัวและสับหัวโดยใช้แรงงานคน และขนขึ้นรถบรรทุกโดยใช้รถตัก'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการทำเช่นเดียวกับวิธีที่ 2 แต่ในขั้นตอนการขนหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุกจะใช้เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังหรือใช้รถตักแทนการใช้แรงงานคนแบก ทำให้ประหยัดแรงงานในขั้นตอนการแบก และทำงานได้เร็วขึ้น การใช้รถตักสามารถยกหัวมันสำปะหลังใส่รถบรรทุกได้ครั้งละ 300-500 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับขนาดของตัก) ซึ่งสามารถใช้รถไถที่มีอยู่ติดอุปกรณ์ตักหัวมันสำปะหลังทางด้านหน้า โดยไม่จำเป็นต้องจัดหารถไถคันใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การเสื่อมคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง และการเก็บรักษา''' ==&lt;br /&gt;
เมื่อนําหัวมันสําปะหลังมาตัดในแนวขวางจะเห็นชั้นของเปลือก (Peel) และชั้นของเนื้อ (Pulp) ซึ่งเก็บสะสมอาหารพวกแป้งโดยเปลือกจะประกอบด้วย ชั้นของ periderm , selerenchyma , cortical , parenchyma และ phloem ถัดจากชั้นของเปลือกจะเป็น cambium และถัดเข้าไปจะเป็นส่วนของparenchyma ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแป้งในกลุ่มเซลล์ parenchyma จะมี xylem bundle และ Fiber (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         เนื่องจากหัวมันสําปะหลังมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นจึงมีอัตราการเสื่อมคุณภาพที่รวดเร็วมากและเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นแล้วจะทําให้การยอมรับในการบริโภคและการนําไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆลดลง สําหรับลักษณะการเสื่อมคุณภาพที่ปรากฏให้เห็นภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว คือสีของเนื้อเยื่อ parenchyma และท่อน้ำ เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือฟ้าเงินปนดํา หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะเกิดการเข้าทําลายของจุลินทรีย์ภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวส่วนของ Fiber (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Wheatley and Schwabe (1985) ได้แบ่งขั้นตอนการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การเสื่อมคุณภาพทางสรีระวิทยา (Phisiological Deterioration)''' ===&lt;br /&gt;
เกิดขึ้นเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำโดยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารประกอบคล้ายลิกนิน รวมทั้งการสร้างสารประกอบเรืองแสงในเนื้อเยื่อ parenchyma โดยในระยะแรกจะตรวจพบสารประกอบ phenolic, leucoanthocyanin และcathechin ในท่อน้ำ ซึ่งสารประกอบเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นแทนนิน ทําให้เห็นสีฟ้าเงินและดํา และในส่วนของเนื้อเยื่อ parenchyma ก็พบ scopoletin และ coumarin โดยในหัวสดจะพบ scopoletin เพียงเล็กน้อยและพบในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว (จากน้อยกว่า 1.0 ไมโครกรัมต่อกรัม เป็นมากกว่า250 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง) และพบว่าถ้าหากมีการให้ scopoletin แก่หัวมันสําปะหลังสดจะทําให้หัวมันสดมีการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยาอย่างรวดเร็ว ในหัวมันสําปะหลังสดที่มีการเสื่อมสภาพช้าพบว่ามีการสะสมของ scopoletin น้อยกว่าหัวที่เสื่อมคุณภาพเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การเสื่อมคุณภาพเนื่องจากการเข้าทําลายของจุลินทรีย์''' ===&lt;br /&gt;
ซึ่งทําให้หัวเน่าโดยจุลินทรีย์จะเข้าทําลายหัวมันสําปะหลังภายใน 5-7 วันหลังเก็บเกี่ยวดังนั้นอาจเห็นแถบสีฟ้าเงินดําเกิดขึ้นเช่นเดียวกันโดยจะพบในบริเวณทั่วไปที่สดและอ่อนนุ่มของหัว ซึ่งแตกต่างจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาที่จะเห็นเนื้อเยื่อสีฟ้าเงินดําในส่วนของท่อน้ำ (Xylem)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาของหัวมันสําปะหลังต้องการออกซิเจนเพื่อการทํางานของเอนไซม์ ดังนั้นอาการเริ่มต้นของการเสื่อมคุณภาพ มักพบในบริเวณใกล้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวเนื่องจากการตัดหัวมันออกจากเหง้า เนื่องจากออกซิเจนสามารถเข้าสู่เซลล์ parenchyma ได้ง่าย (Wheatley and Schwabe ,1985)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การป้องกันการเสื่อมคุณภาพของหัวมันสําปะหลังสามารถทําได้โดยการกําจัดออกซิเจนที่จะเข้าสู่เซลล์ parenchyma หรือยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ในปฏิกริยานั้นเอง ซึ่งตามหลักการสามารถทําได้โดยการเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังในสภาพบรรยากาศที่มีเฉพาะไนโตรเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์หรือในสภาพสูญญากาศ หรืออาจจะห่อหุ้ม หัวมันสําปะหลังด้วยชั้นบาง ๆ ของขี้ผึ้ง นอกจากนี้การเก็บรักษาหัวมันสําปะหลังไว้ในสภาพอุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 2องศาเซลเซียส) ก็ช่วยยับยั้งการทํางานของเอนไซม์เช่น polyphenol oxidase และ peroxidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทําให้เนื้อเยื่อของมันสําปะหลังเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเงินดําเมื่อมีการเสื่อมคุณภาพ (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรายงานของ Booth (1976) พบว่า มันสําปะหลังและพืชหัวอื่นๆ มีกระบวนการรักษารอยแผลที่เกิดขึ้นที่หัวโดยการสร้าง suberin ขึ้นมาปิดบริเวณแผลโดยถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คืออุณหภูมิระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การสร้าง suberin ขึ้นมาปิดรอยแผลจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ถ้ากระบวนการรักษารอยแผลเกิดขึ้นในทันทีหลังการเก็บเกี่ยวการเสื่อมคุณภาพทางสรีรวิทยาจะไม่เกิดขึ้นและหัวมันสําปะหลังก็จะยังคงสภาพ อยู่ได้แต่อย่างไรก็ตามสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้าง suberin ปิดรอยแผล ซึ่งต้องการอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์สูงแต่ก็เป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์เช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ทําได้ก็คือลดความชื้นสัมพัทธ์ให้ต่ำลงจนอยู่ในช่วงที่ทําให้การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ช้าลงแต่ไม่ช้าจนยับยั้งกระบวนการรักษาแผล ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทําได้ยากอีกวิธีหนึ่งที่ทําได้ง่ายกว่าคือการใช้สารเคมียับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์แต่สิ่งที่สําคัญคือสารเคมีที่ใช้จะต้องไม่ทิ้งผลตกค้างที่เป็นพิษต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม การลดเวลาระหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยวกับขั้นตอนการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป โดยรีบนํามันสําปะหลังภายหลังการเก็บเกี่ยวไปแปรรูปใช้ประโยชน์ทันทีจะทําให้ไม่จําเป็นต้องเก็บรักษา และหลีกเลี่ยงปัญหาการเสื่อมสภาพของหัวมันภายหลังการเก็บเกี่ยว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยว''' ==&lt;br /&gt;
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวนําผลผลิตหัวมันสดส่งโรงงานทันที ไม่ควรเก็บไว้เกิน 2 วัน เพราะจะเน่าเสีย การขนส่งรถบรรทุกหัวมันสําปะหลังต้องสะอาดและเหมาะสมกับปริมาณ หัวมันสด ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ หรือมูลสัตว์ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อโรคปาก และเท้าเปื้อย และไม่ควรเป็นรถที่บรรทุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือถั่วลิสง เพราะอาจมีการปนเปื้อน ของสารพิษอะฟลาทอกซิน ยกเว้นจะมีการทําความสะอาดอย่างเหมาะสมก่อนนํามาบรรทุกหัวมันสําปะหลัง และไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกปุ๋ยเคมีและสารป้องกันกําจัดศัตรูพืช (บัณฑิต และคณะ, 2552)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== '''เครื่องจักรกลเกษตรด้านการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง''' ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากแรงงานปัจจุบันไม่นิยมการทํางานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะงานหนักเช่นการขุดมันสําปะหลังจึงมีความพยายามในการพัฒนาอุปกรณ์หรือเครื่องจักรกลเกษตร มาทดแทนแรงงานคนในการเก็บเกี่ยวมันสําปะหลังหลากหลายรูปแบบ ทั้งโดยโรงงานเครื่องจักรกลเกษตรและโดยหน่วยงานวิจัยของรัฐ (เสรี, 2551)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในระบบการผลิตที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสีย ความเสียหาย คุณภาพของผลผลิตโดยหัวมันที่ทำการขุดแล้วหากไม่ได้รับการแปรรูปภายใน 2 วัน คุณภาพจะลดอย่างมาก (Thant, 1997 และ พร้อมพรรณ, 2549) และต้นทุนการผลิตมันสำาปะหลัง โดยพบว่าต้นทุนในการผลิตมันสำปะหลังนั้น ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวมีสัดส่วนการลงทุนสูงสุด (27%) รองลงมาได้แก่ค่าปุ๋ย ค่าเตรียมดิน ค่ากำจัดวัชพืช ค่าขนส่ง และค่าท่อนพันธุ์และแรงงานปลูกในสัดส่วนร้อยละ 18 17 16 13 และ 7 ตามลำดับ (สุรพงษ์ และคณะ, 2550) โดยค่าจ้างแรงงานเป็นสัดส่วน ค่าใช้จ่ายสูงสุดในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ยกเว้นในการผลิตข้าว (Anuchit, 2007) ทั้งนี้เนื่องจากใช้แรงงานคนเป็นหลัก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่าย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเช่นเดียวกับการผลิตพืชอื่นในภาคเกษตร เนื่องจากแรงงานเคลื่อนย้ายสู่นอกภาคเกษตร ทั้งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาคเกษตรสูงขึ้นเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''รถแทรกเตอร์ต้นกำลังในกระบวนการผลิตมันสำปะหลัง'''   ===&lt;br /&gt;
ต้นกำลังที่ใช้ในกระบวนการปลูกมันสำปะหลัง ทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวเป็นรถแทรกเตอร์นั่งขับแบบ 4 ล้อ ขนาด 35-90 แรงม้าเป็นต้น (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''เครื่องขุดมันสำปะหลัง'''  ===&lt;br /&gt;
กระบวนการปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน ใช้รถแทรกเตอร์เป็นต้นกำลังในการเตรียมดินและมีลักษณะการปลูกแบบยกร่องและปักท่อนพันธ์เป็นเส้นตรงตามความยาวของแถว เครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงออกแบบมาให้ใช้ในการขุดแบบเปิดหรือระเบิดดินออกด้านข้างเพื่อให้หัวมันและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาอยู่ด้านบนผิวดิน ซึ่งการออกแบบหัวขุดในปัจจุบันมีหลากหลายรูปทรง เช่น ทรงเหลี่ยม ครึ่งวงกลม แบบหัวหมู และทำมุมการขุดอยู่ระหว่าง 30-33 องศา (สามารถ, 2543)  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวหรือที่เรียกว่า”เครื่องขุดมันสำปะหลัง”ในปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งในด้านการออกแบบ วัสดุ รูปทรง และเครื่องต้นกำลัง โดยทั้งหมดนั้นมีเป้าหมายเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกษตรกรจะยึดกับเครื่องต้นกำลังนั่นคือรถแทรกเตอร์ โดยรถแทรกเตอร์มีบทบาทในกระบวนการปลูกมันสำปะหลังหลายกระบวนการ ดังนั้นจึงพบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังส่วนใหญ่จึงเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งในรถแทรกเตอร์ชนิดของการต่อเชื่อมกับรถแทรกเตอร์แบบลากจูงเป็นหลัก (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุชิต (2553) รายงานว่าปัญหาระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่มีสัดส่วนการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง อันเนื่องมากจากต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 กิจกรรม คือ  พัฒนาเครื่องขุด และเก็บหัวมันสำปะหลังแบบพ่วงติดท้ายรถแทรกเตอร์ ขนาด 50 แรงม้า เพื่อให้สามารถทำการขุดและเก็บรวมกองเหง้ามันสำปะหลังในคราวเดียวกัน ดำเนินการโดยสร้างชุดทดสอบ ออกแบบ สร้างและปรับปรุงแก้ไขเครื่องต้นแบบ มีส่วนประกอบหลักคือส่วนผาลขุด ส่วนการหนีบลำเลียง และกระบะบรรทุกชนิดลากพ่วง ทำงานโดยเหง้ามันสำปะหลังจะถูกขุดด้วยส่วนผาลขุด แล้วจะถูกหนีบจับและลำเลียงส่งมายังส่วนกระบะบรรทุก เพื่อนำมาเทรวมกองสำหรับการตัดหัวออกจากเหง้า ทั้งระบบการเก็บเกี่ยวมีอัตราการทำงาน 0.39 ไร่/ชั่วโมง สามารถลดแรงงานได้ 4.5 เท่า ของระบบการเก็บเกี่ยวเดิมที่ใช้แรงงานคนทุกขั้นตอน ผลการวิเคราะห์การลงทุนที่อายุการใช้งาน 7 ปี เพื่อทดแทนระบบการเก็บเกี่ยวแบบใช้แรงงานคนทั้งหมด แบบใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังร่วมกับการใช้แรงงานคน และการจ้างเหมาขุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิจัยและพัฒนาเครื่องมือตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้า เพื่อลดการใช้แรงงาน และเพิ่มความสามารถในการตัดตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าภายหลังการขุดหัวและเหง้ามันสำปะหลังขึ้นมาจากดิน ซึ่งเป็นปัญหาลักษณะคอขวดที่สำคัญในระบบการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ดำเนินการโดยศึกษา เลือกใช้ และพัฒนาส่วนการตัดและส่วนการขับใบตัด ผลการศึกษาและพัฒนาได้เครื่องมือตัดแบบใบเลื่อยชักระบบนิวแมติกส์ มีความสามารถในการตัด 615 กิโลกรัม/ชั่วโมง ใกล้เคียงกับการตัดด้วยแรงงานหญิงในระบบการตัดหัวมันสำปะหลังออกจากเหง้าของระบบปฏิบัติเดิม ช่วยลดความเหนื่อยยากของแรงงาน แต่ต้นทุนสูงกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มความสมารถในการทำงานและมีความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้นต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังแบบเบ็ดเสร็จของไทย'''  ===&lt;br /&gt;
การพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในปัจจุบัน เป็นการนำเอาขั้นตอนของการขุด การลำเลียง และขนย้ายเหง้ามันสำปะหลัง ติดตั้งและทำงานพร้อมกันในเครื่องเดียวกัน เริ่มต้นด้วยระบบการขุดเป็นการนำหัวขุดหรือผาลขุดติดตั้งในโครงไถที่สร้างขึ้นและเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ในระบบการต่อพ่วงแบบ 3 จุด Three-Point Hitch ทำหน้าที่ในการขุดเปิดร่องแยกมวลดินและเหง้ามันสำปะหลังออกจากกัน ระบบลำเลียงออกแบบเป็นลักษณะโซ่ปีกทำงานร่วมกับสายพานหรือแผ่นยางป้องกันการลื่นและช่วยสร้างแรงยึดเกาะ โดยใช้โซ่ปีกจำนวน 2 ชุด ทำงานโดยการหมุนในทิศทางตรงข้ามกัน (วิชา, 2552) ด้วยชุดเฟืองขับจากปั้มไฮดรอลิกส์ต่อผ่านระบบเพลาอำนวยกำลัง PTO เรียกลักษณะการลำเลียงแบบนี้ว่าการคีบ ซึ่งจะใช้ส่วนของลำต้นเหนือพื้นดินหลังการตัดต้นเป็นตำแหน่งในการคีบ ชุดโซ่ลำเลียงนี้จะต่อร่วมกับระบบการขุด เพื่อลำเลียงเหง้าพร้อมหัวมันสำปะหลังไปยังอุปกรณ์ขนย้ายที่มีลักษณะเป็นกระบะบรรทุกแบบมีล้อ ต่อพ่วงแบบกึ่งลากจูงกับชุดโครงขุดและลำเลียง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจนเต็มกระบะบรรทุกจะทำการเทรวมกองกันไว้เป็นจุดๆ เพื่อใช้แรงงานคนในการสับแยกเหง้าและลำเลียงขึ้นรถบรรทุกต่อไป จึงสรุปได้ว่ายังไม่สามารถช่วยลดการใช้แรงงานในกระบวนการขนย้ายรวมกอง และสับแยกเหง้าได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ระบบการลำเลียงที่กล่าวมานั้นมีชิ้นส่วนทางกลที่ต้องการการปรับตั้ง การหล่อลื่น การบำรุงรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังจะมีฝุ่นละออง เศษวัสดุจำนวนมากส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบโซ่ลำเลียง รวมถึงความยาวของรถแทรกเตอร์ต้นกำลังรวมกับอุปกรณ์การขุด ระบบลำเลียงเหง้าและอุปกรณ์การขนย้ายเหง้ามันสำปะหลังที่มีการใช้งานแบบต่อพ่วงกึ่งลากจูง เมื่อทำการเก็บเกี่ยวจริงจะต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยวหัวงานมากเป็นพิเศษ ซึ่งไม่สะดวกในการทำการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ที่หน้ากว้างของแปลงปลูกไม่สม่ำเสมอ และระบบการตัดแยกเหง้า ถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญประการสุดท้ายของเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังเนื่องจากเครื่องเก็บเกี่ยวที่กล่าวมาข้างต้นยังคงต้องใช้แรงงานคนในการตัดแยกเหง้า หากเครื่องเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังมีกระบวนการครบถ้วนและสามารถลดการใช้แรงงานคนได้จริง ต้องทำงานได้ครบบริบทในการขุด ลำเลียง และแยกเหง้า ไปในกระบวนการเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการแยกเหง้าเพียงในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น  (ชัยยันต์, 2560)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== '''เครื่องลำเลียงมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก'''  ===&lt;br /&gt;
เครื่องลำเลียงหัวมันสำปะหลังขึ้นรถบรรทุก เป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวนั้นจะต้องใช้แรงงานพิเศษคือต้องเป็นแรงงานที่มีร่างกายแข็งแรงมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าจ้างแรงงานในส่วนนี้สูงกว่ากระบวนการรวบรวม หรือกระบวนการสับเหง้า ดังนั้นการใช้เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะช่วยในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายหรือการใช้แรงงานแล้วยังทำให้สามารถป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเรื่องการยกสิ่งของหนักได้อีกด้วย (ชัยยันต์ และเสรี, 2556)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Salilthip</name></author>
	</entry>
</feed>