<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3+%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4</id>
	<title>Cassava - การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้ [th]</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3+%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3_%E0%B8%89%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4"/>
	<updated>2026-05-19T06:09:23Z</updated>
	<subtitle>การเข้ามีส่วนร่วมของผู้ใช้</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.36.0</generator>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84&amp;diff=444</id>
		<title>การจัดการโรค</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84&amp;diff=444"/>
		<updated>2021-07-15T02:45:13Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลังจัดเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย และมีการดูแลรักษาไม่ยุ่งยากเหมือนพืชชนิดอื่น นอกจากนี้ยังสามารถปลูกได้ดีในสภาพอากาศของประเทศไทย สามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วง 8 - 12 เดือนหลังปลูก แต่พอว่าการศึกษาเกี่ยวกับโรคของมันสำปะหลังที่ผ่านมายังไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก อาจเนื่องมาจากยังไม่มีการระบาดที่ทำความเสียหายได้อย่างชัดเจน เหมือนกับการทำลายของแมลง ประกอบกับการเข้าใจผิดที่ว่ามันสำปะหลังไม่มีโรครบกวน แต่ที่จริงแล้วมีโรคไม่น้อยที่เกิดขึ้นในมันสำปะหลัง (Hillocks ''et. al''., 2002)&amp;lt;ref&amp;gt;Hillocks, R.J., M.J. Thresh and C.A. Bellotti. 2002.  Cassava: Biology, Production and Utilization. CABI Publishing. London, UK.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยมีสาเหตุมาจากสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ได้แก่ โรคใบไหม้ โรคแอนแทรคโนส โรคใบจุดสีน้ำตาล โรครากเน่าและหัวเน่า โรคเน่าเปียก โรครากปม (กลุ่มวิจัยโรคพืช, 2559&amp;lt;ref&amp;gt;กลุ่มวิจัยโรคพืช.  2559. ดรรชนีโรคพืชในประเทศไทย. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;; อุดมศักดิ์, 2555&amp;lt;ref&amp;gt;อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช.  2555. โรคและแมลงศัตรูของมันสำปะหลัง. สุพรีมพริ้นท์ จำกัด, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;; ศานิต, 2557)&amp;lt;ref&amp;gt;ศานิต สวัสดิกาญจน์.  2557.  พืชอุตสาหกรรม(Industrial Field crops).  โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. กรุงเทพมหานคร.&amp;lt;/ref&amp;gt; และอาการขาดธาตุในมันสำปะหลัง ในปัจจุบันพบว่าโรคใบด่างมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัส Cassava Mosaic Virus หากมีการระบาดรุนแรงสามารถส่งผลกระทบต่อผลผลิตมันสำปะหลังได้มากถึงร้อยละ 80 – 100 (ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ, 2563)&amp;lt;ref&amp;gt;ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ.  2563. วิเคราะห์สถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลัง. สำนักงานเศรษฐกิจเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรุงเทพฯ. ที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.nabc.go.th/disaster/baidang&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 8 กุมภาพันธ์ 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# [[โรคใบไหม้ (Cassava bacterial blight)|'''โรคใบไหม้ (Cassava bacterial blight)''']]&lt;br /&gt;
# [[โรคใบจุดสีน้ำตาล (brown leaf spot disease)|'''โรคใบจุดสีน้ำตาล (brown leaf spot disease)''']]&lt;br /&gt;
# '''[[โรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava mosaic disease)]]'''&lt;br /&gt;
# '''[[โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)]]'''&lt;br /&gt;
# '''[[โรครากเน่าและหัวเน่า (Root and tuber rot)]]'''&lt;br /&gt;
# '''[[โรครากปมมันสำปะหลัง (cassava Root-knot)]]'''&lt;br /&gt;
#'''[[โรคลำต้นไหม้ (stem blight disease)]]'''&lt;br /&gt;
#'''[[โรคพุ่มแจ้ (witches broom)]]'''&lt;br /&gt;
# '''[[โรคเน่าเปียก (Wet rot)]]'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89_(Cassava_bacterial_blight)&amp;diff=443</id>
		<title>โรคใบไหม้ (Cassava bacterial blight)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89_(Cassava_bacterial_blight)&amp;diff=443"/>
		<updated>2021-07-14T14:39:19Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ''Xanthomonas axonopodis'' pv. ''Manihotis'' (ชื่อเดิม ''X. campestris'' pv. ''manihotis'') พบว่ามีรายงานการแพร่ระบาดมาจากลาตินอเมริกาตั้งแต่ก่อนปี 1900 ต่อมาได้แพร่ระบาดไปยังทวีปแอฟริกา และแพร่ระบาดเข้ามาในทวีปเอเชียในปี 1970 รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ในทวีปแอฟริกาโรคนี้มีความสำคัญรองลงมาจากโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยทำให้ผลผลิตเสียหาย 7.5 ล้านตันต่อปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ลักษณะอาการ ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:ใบไหม้.png|thumb|อาการของใบที่เป็นโรคใบไหม้ (ภาพเอื้อเฟื้อจาก ดร.อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช)]]&lt;br /&gt;
โรคใบไหม้ (Cassava bacterial blight) อาการเริ่มแรกใบจะมีลักษณะเป็นจุดฉ่ำน้ำอยู่ระหว่างเส้นใบ จุดหรือแผลใบจึงมีรูปร่างเป็นเหลี่ยม เมื่ออาการพัฒนามากขึ้นจึงทำให้ใบไหม้และมีหยดเชื้อสีขาวขุ่นอยู่ใต้ใบซึ่งเป็นกลุ่มของแบคทีเรีย (bacterial ooze) อาการของโรคส่วนมากเกิดกับใบที่อยู่ส่วนกลางของทรงพุ่มใกล้ระดับดินก่อน เมื่อเชื้อลุกลามเข้าสู่ก้านใบทำให้ใบเหี่ยว หลุดร่วง และทำให้แห้งตายได้ เมื่อผ่าดูระบบท่อน้ำท่ออาหารของลำต้นจะมีสีคล้ำ เนื่องจากเนื้อเยื่อถูกทำลาย ในต้นที่มีอาการรุนแรงจะพบอาการยางไหลบนก้านใบหรือลำต้นที่ยังอ่อนได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image.png|thumb|อาการของต้นที่เป็นโรคใบไหม้ (ภาพเอื้อเฟื้อจาก ดร.อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช)]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การแพร่ระบาด ==&lt;br /&gt;
เชื้อแบคทีเรียสามารถติดไปกับท่อนพันธุ์และเมล็ดพันธุ์จากต้นที่เป็นโรค โดยส่วนมากจะพบโรคในฤดูฝน และแพร่ระบาดมากในช่วงนี้ เชื้อสาเหตุสามารถอยู่ในดินที่มีเศษซากมันสำปะหลังได้นาน 21-49 วัน จากการสำรวจพบว่ามันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 มีความอ่อนแอต่อโรคใบไหม้มากกว่าพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50  ห้วยบง 60 และห้วยบง 80&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การป้องกันกำจัด ==&lt;br /&gt;
เลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่ปราศจากโรคใบไหม้ เตรียมแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี วางระยะปลูกให้เหมาะสมไม่ควรปลูกหนาแน่นเกินไป กำจัดชิ้นส่วนมันสำปะหลังที่เป็นโรคออกจากแปลง และอาจใช้เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ฉีดป้องกันโรคก่อนถึงฤดูฝน (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2556)&amp;lt;ref&amp;gt;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2556) เทคโนโลยี 52 สัปดาห์ มันสำปะหลัง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์:กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:โรค]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84&amp;diff=442</id>
		<title>การจัดการโรค</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84&amp;diff=442"/>
		<updated>2021-07-14T14:36:56Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;มันสำปะหลังจัดเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย และมีการดูแลรักษาไม่ยุ่งยากเหมือนพืชชนิดอื่น นอกจากนี้ยังสามารถปลูกได้ดีในสภาพอากาศของประเทศไทย สามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วง 8 - 12 เดือนหลังปลูก แต่พอว่าการศึกษาเกี่ยวกับโรคของมันสำปะหลังที่ผ่านมายังไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก อาจเนื่องมาจากยังไม่มีการระบาดที่ทำความเสียหายได้อย่างชัดเจน เหมือนกับการทำลายของแมลง ประกอบกับการเข้าใจผิดที่ว่ามันสำปะหลังไม่มีโรครบกวน แต่ที่จริงแล้วมีโรคไม่น้อยที่เกิดขึ้นในมันสำปะหลัง (Hillocks ''et. al''., 2002)&amp;lt;ref&amp;gt;Hillocks, R.J., M.J. Thresh and C.A. Bellotti. 2002.  Cassava: Biology, Production and Utilization. CABI Publishing. London, UK.&amp;lt;/ref&amp;gt; โดยมีสาเหตุมาจากสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ได้แก่ โรคใบไหม้ โรคแอนแทรคโนส โรคใบจุดสีน้ำตาล โรครากเน่าและหัวเน่า โรคเน่าเปียก โรครากปม (กลุ่มวิจัยโรคพืช, 2559&amp;lt;ref&amp;gt;กลุ่มวิจัยโรคพืช.  2559. ดรรชนีโรคพืชในประเทศไทย. โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;; อุดมศักดิ์, 2555&amp;lt;ref&amp;gt;อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช.  2555. โรคและแมลงศัตรูของมันสำปะหลัง. สุพรีมพริ้นท์ จำกัด, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;; ศานิต, 2557)&amp;lt;ref&amp;gt;ศานิต สวัสดิกาญจน์.  2557.  พืชอุตสาหกรรม(Industrial Field crops).  โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. กรุงเทพมหานคร.&amp;lt;/ref&amp;gt; และอาการขาดธาตุในมันสำปะหลัง ในปัจจุบันพบว่าโรคใบด่างมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัส Cassava Mosaic Virus หากมีการระบาดรุนแรงสามารถส่งผลกระทบต่อผลผลิตมันสำปะหลังได้มากถึงร้อยละ 80 – 100 (ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ, 2563)&amp;lt;ref&amp;gt;ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ.  2563. วิเคราะห์สถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลัง. สำนักงานเศรษฐกิจเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรุงเทพฯ. ที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.nabc.go.th/disaster/baidang&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 8 กุมภาพันธ์ 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[โรคใบไหม้ (Cassava bacterial blight)]]&lt;br /&gt;
* [[โรคใบจุดสีน้ำตาล (brown leaf spot disease)]]&lt;br /&gt;
* '''[[โรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava mosaic disease)]]'''&lt;br /&gt;
* '''[[โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)]]'''&lt;br /&gt;
* '''[[โรครากเน่าและหัวเน่า (Root and tuber rot)]]'''&lt;br /&gt;
* '''[[โรครากปมมันสำปะหลัง (cassava Root-knot)]]'''&lt;br /&gt;
'''[[โรคลำต้นไหม้ (stem blight disease)]]'''&lt;br /&gt;
* '''[[โรคพุ่มแจ้ (witches broom)]]'''&lt;br /&gt;
* '''[[โรคเน่าเปียก (Wet rot)]]'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=441</id>
		<title>สารเคมีกำจัดวัชพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=441"/>
		<updated>2021-07-14T09:39:49Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;สารกำจัดวัชพืชสามารถแบ่งประเภทหรือกลุ่มโดยยึดเกณฑ์ต...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;สารกำจัดวัชพืชสามารถแบ่งประเภทหรือกลุ่มโดยยึดเกณฑ์ต่างกัน ได้เป็น 3 กลุ่ม คือ (Ashton and Craft, 1981)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== แบ่งตามขอบเขตของชนิดพืชที่ควบ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ประเภทเลือกทำลาย (Selective herbicides) สารเคมีที่ใช้ควบคุมพืชบางชนิด แต่ไม่มีผลหรือมีผลน้อยกับพืชบางชนิด โดยส่วนใหญ่ในท้องตลาดเป็นสารประเภทเลือกทำลาย คือ ไม่เป็นอันตรายหรือเพียงเล็กน้อยกับพืชที่ปลูก&lt;br /&gt;
# ประเภทไม่เลือกทำลาย (Nonselective herbicides) สารเคมีที่ใช้กำจัดหรือเป็นอันตรายกับพืชทุกชนิดที่ได้รับสารประเภทนี้เข้าไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== แบ่งตามลักษณะการใช้กับพืช ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ประเภทใช้ทางใบ (Foliar application) คือสารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่พืชทางใบหรือยอดอ่อน  สามารถแบ่งได้ดังนี้&lt;br /&gt;
## ประเภทสัมผัสหรือถูกตาย (contact herbicides) สารสามารถทำลายพืชได้เฉพาะส่วนที่สัมผัสสารเท่านั้น ไม่มีการเคลื่อนย้ายไปส่วนอื่นๆในพืช&lt;br /&gt;
## ประเภทซึมซาบ (Systermic หรือ translocated herbicides) สารที่เข้าสู่พืชแล้วสามารถเคลื่อนย้ายไปส่วนอื่นๆของพืชได้ โดยจะย้ายไปตามท่ออาหาร (phloem) เป็นส่วนใหญ่ และจะทำลายจุดต่างๆที่เคลื่อนย้ายไปถึง&lt;br /&gt;
# ประเภทใช้ทางดิน (Soil application) สารกำจัดวัชพืชที่เข้าสู่ทางรากหรือส่วนอื่นๆ ของพืชที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งรวมไปถึงใบเลี้ยงหรือยอดอ่อนก่อนจะโผล่พ้นผิวดินด้วย สารกำจัดวัชพืชชนิดนี้มีผลตกค้างในดิน โดยสารบางชนิดตกค้างได้นานเป็นปี ขึ้นอยู่กับชนิดและความเข้มข้นของสาร และสภาพแวดล้อม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== แบ่งตามกลุ่มทางเคมี (Chemical classification) ==&lt;br /&gt;
โดย Ashton และ Craft (1981) และ Klingman และ Ashton (1982) ได้จำแนกตามประเภทและกลุ่มของสารกำจัดวัชพืชตามลักษณะทางเคมี ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ประเภทสารอนินทรีย์ (Inorganic herbicides) เช่น ammonium sulfamate (AMS), copper sulfate, calcium cyanamide, copper chelate, sodium chlorate, hexaflurate เป็นต้น โดยมีผลต่อพืชในลักษณะทำลายเซลล์พืชเป็นส่วนใหญ่&lt;br /&gt;
# ประเภทสารอินทรีย์ (Organic herbicides) โดยสามารถแบ่งย่อยออกได้เป็นกลุ่มต่างๆ ตามโครงสร้างหลักขององค์ประกอบทางชีวเคมี คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1 Aliphatics เป็นสารที่มีโมเลกุลประกอบด้วยไฮโดรคาร์บอนต่อกันเป็นลูกโซ้โดยไม่มีส่วนที่เป็น ring &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                       2 Amides สารในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ใช้ทางดินแบ่งได้เป็นสองกลุ่มย่อย คือ Chloroacetamides เป็นสารยับยั้งการเจริญเติบโต ลดการขยาย และการแบ่งเซลล์ และอีกกลุ่มย่อยเป็นสารที่มีผลต่อพืชแตกต่างกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                       3 Benzoics สารเคมีใช้ในทางใบ และซึมซาบได้ มีผลต่อการเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ ทำให้เซลล์และเนื้อเยื่อพืชเจริญเติบโตอย่างไม่สมดุลย์ ในที่สุดทำให้พืชตายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                       4 Bipyridiliums สารในกลุ่มนี้เป็นสารประเภทสัมผัสตาย อาจมีการเคลื่อนย้ายในพืชได้บ้างหากฉีดพ่นให้กับพืชในระยะที่ไม่มีแสงแดด โดยเข้าทำลายคลอโรฟิลทำให้พืชไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ และใบหรือส่วนอื่นของพืชที่มีสีเขียวเหี่ยวและร่วงในที่สุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                       5 Carbamates มีความสามารถในการเลือกทำลายสูงบางชนิดใช้ทางดิน บางชนิดใช้ทางใบ สามารถเคลื่อนย้ายในพืชได้ ส่งผลต่อพืชโดยยับยั้งการแบ่งเซลลืบริเวณราก และที่ใช้ทางใบสามารถยับยั้งการแบ่งเซลล์บริเวณใบและราก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                       6 Dinitroanilines สารในกลุ่มนี้ใช้ในการเลือกทำลายโดยส่วนใหญ่ใช้ทางดิน ส่งผลต่อการยับยั้งการแบ่งเซลล์โดยเฉพาะราก ทำให้รากมีลักษณะโค้งงอนหรือสั้นกุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                       7 Diphenyl ethers มีการเลือกเข้าทำลายได้สูงใช้ในระยะก่อนพืชงอกหรืองอกใหม่ทางดิน สามารถเข้าสู่พืชได้ทางรากและใบ เคลื่อนย้ายในพืชได้น้อย ยับยั้งหรือขัดขวางการสร้างและถ่ายทอดพลังงานของ Chloroplast และ Mitochondria&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                       8 Nitriles เป็นกลุ่มสารที่มีการเลือกทำลายได้ต่ำ บางชนิดมีการใช้ทางดินบางชนิดใช้ทางใบ สาระสำคัญในกลุ่มนี้ คือ dichlobenil  bromoxynil และ ioxynil เช่น dichlobenil  ยับยั้งการเจริญเติบโตของยอดอ่อนหรือปลายราก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                       9 Phenoxys เป็นกลุ่มสารที่มีการเลือกทำลายได้สูงโดยเฉพาะพืชใบกว้าง เป็นสารที่จัดอยู่ในกลุ่มฮอร์โมนพืช ลักษณะการทำลายเริ่มด้วยการเกิดอาการโค้งงอกของพืชแบบโค้งเล็ก จากดารเจริญของเนื้อเยื่อไม่เท่ากันส่งผลให้การลำเลียงน้ำและอาหารเป็นไปด้วยความลำบาก และตายในที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                       10 Thiocarbamate เป็นกลุ่มสารที่มีการเลือกทำลายได้ค่อนข้างสูงโดยจะทำลายกับพืชใบแคบได้ดี ใช้ในการฉีดพ่นทางดิน และจะทำลายยอดอ่อนของพืชที่กำลังงอกจากผิวดิน โดยเข้าไปยับยั้งขบวนการ Lipid metabolism&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                       11 Triazines เป็นกลุ่มสารที่มีการเลือกทำลายได้มากน้อยแตกต่างกันตามชนิดของสาร โดยส่วนใหญ่ใช้ในทางดินส่งผลการยับยั้งการสังเคราะห์แสง โดยเฉพาะยับยั้งขบวนการที่เรียกว่า Hill reaction ทำให้ใบมีสีเหลืองซีดและตายในที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                       12 Ureas เป็นกลุ่มสารมีการเลือกทำลายได้ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ ส่วนใหญ่ใช้ทางดิน ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยทำการยับยั้งการสังเคราะห์แสงโดยๆไปยับยั้ง Hill reaction สามารถเข้าทำลายได้ดีในพืชที่มีรากลึก เช่นไม้ยืนต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                       13 Uracils เป็นกลุ่มสารที่มีการใช้งานและการทำลายเช่นเดียวกันกับกลุ่ม Ureas แตกต่างกันที่โครงสร้างทางเคมี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                                       14 สารชนิดอื่นๆ เป็นกลุ่มที่ยังไม่ชัดเจนเพราโครงสร้างเคมีไม่สามารถจัดลงในกลุ่มใดได้ เช่น Amitrole ใช้ในบริเวณที่ไม่ได้ปลูกพืช ควบคุมกำจัดวัชพืชฤดูเดียวหรือวัชพืชค้างปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                 Bensulide ใช้ควบคุมวัชพืชในไม้ดอกไม้ประดับ และพืชผัก เป็นสารที่ตกค้างในดินนาน จึงเกิดปัญหาในการใช้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                 DCPA ใช้กำจัดวัชพืชในพืชตระกูลถั่ว และพืชผักได้ดีมาก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                 Endothall ใช้ควบคุมวัชพืชในแหล่งน้ำและในสนามหญ้า ควบคุมพืชใบกว้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                 Picloram ใช้ควบคุมพืชใบกว้างได้ดีทั้งพืชล้มลุกและยืนต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                 Triclopyr ใช้ควบคุมวัชพืชใบกว้างหลายชนิดรวมทั้งไม้เนื้อแข็ง เช่น ไมยราบยักษ์ เป็นต้น (คณะทรัพยากรธรรมชาติ, ม.ป.พ.)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=440</id>
		<title>สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=440"/>
		<updated>2021-07-14T09:35:18Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;แบ่งกลุ่มสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชตามคุณสมบัติดังนี...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;แบ่งกลุ่มสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชตามคุณสมบัติดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ตามการออกฤทธิ์ต่อเชื้อสาเหตุโรคพืชแต่ละชนิด ==&lt;br /&gt;
เนื่องจากโรคพืชที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตจะเกิดจากเชื้อจุลินทรีย์หลัก จึงมีการแบ่งประเภทสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชตามชนิดของเชื้อสาเหตุโรคพืชต่างๆ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา&lt;br /&gt;
# สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อแบคทีเรีย&lt;br /&gt;
# สารเคมีป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอย&lt;br /&gt;
# สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อไวรัส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การแบ่งประเภทสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชตามบทบาทในการป้องกันกำจัดโรคพืช ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# สารที่มีคุณสมบัติป้องกัน (Preventative activity) คือสารเคมีที่มีคุณสมบัติป้องกันไม่ให้เชื้อสาเหตุโรคพืชเข้าทำลาย โดยเมื่อฉีดพ่นสารเหล่านี้จะอยู่ที่ใบ เมื่อสปอร์เชื้อราตกลงบนใบพืชและงอกเป็น germ tube มาสัมผัสกับสารในกลุ่มนี้ที่อยู่บนใบ germ tube จะตายหรือไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ&lt;br /&gt;
# สารที่มีคุณสมบัติป้องกันกำจัดในช่วงเริ่มต้นของการเข้าทำลายและยังไม่ปรากฏอาการของโรค (Curative activity) สารเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้าไปในเซลล์พืชและยับยั้งพัฒนาการของโรคในช่วงเริ่มต้นที่ยังไม่แสดงอาการของโรค ซึ่งจะได้ผลดีมากเมื่อฉีดพ่นในช่วงเวลา 24-72 ชั่วโมงหลังการเข้าทำลาย สารชนิดนี้มีคุณสมบัติเป็นสารชนิดป้องกันเนื่องจากสารบางส่วนจะตกค้างที่ผิวใบ&lt;br /&gt;
# สารที่มีคุณสมบัติกำจัด (Eradicative activity) สารกลุ่มนี้มีความสามารถในการดูดซึมเข้าไปในเซลล์พืชและเคลื่อนที่ได้ในระยะใกล้ภายในใบ หรือระยะไกลสู่ยอดหรือราก สารชนิดนี้สามารถยับยั้งการพัฒนาของโรค ยับยั้งการเจริญของเชื้อในเซลล์พืช ยับยั้งการสร้างสปอร์หรือส่วนขยายพันธุ์ จำทำให้ลดการแพร่กระจายของเชื้อสาเหตุโรคพืชได้ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การแบ่งประเภทของสารเคมีตามคุณสมบัติการเคลื่อนย้ายในพืช ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# สารประเภทสัมผัสตาย (Contact fungicides) สารประเภทนี้เมื่อฉีดพ่นสารจะตกค้างอยู่ที่ผิวใบ เมื่อสปอร์ตกลงบนใบเมื่องอก germ tube จะตายหรือไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ&lt;br /&gt;
# สารที่เคลื่อนที่ได้ในระยะใกล้ (Localized penetrant หรือ Locally systemic fungicides) คือสารเคมีที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อสาเหตุโรคพืชที่อยู่บนผิวใบและภายในใบ โดยสามารถดูดซึมเข้าในใบและเคลื่อนย้ายในใบได้ระยะสั้นๆ&lt;br /&gt;
# สารที่เคลื่อนที่สู่ยอด (Acropetal penetrant หรือ Xylem-mobale หรือ Upwardly systemic fungicides) เป็นสารที่สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อสาเหตุโรคพืชทั้งที่เจริญบนใบ ภายในใบ ลำต้นของพืช และส่วนเจริญของพืชเช่นยอด ตา ใบอ่อนได้ โดยสารมคุณสมบัติเคลื่อนย้ายไปตามท่อน้ำ (Xylem) สู่ด้านบนหรือไปยังยอดอ่อนในพืช&lt;br /&gt;
# สารที่เคลื่อนย้ายจากบนใบไปใต้ใบ (Translaminar fungicides) เป็นสารเคมีที่พัฒนาเพื่อควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคที่เจริญอยู่ใต้ใบได้ เช่น ราสนิม ราน้ำค้าง เป็นต้น โดยสารดังกล่าวมีคุณสมบัติสามารถเคลื่อนที่จากผิวใบไปใต้ใบได้&lt;br /&gt;
# สารประเภทดูดซึม (Systemic หรือ Amphimobile fungicides) เป็นสารเคมีที่สามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ยอดและปลายรากไปสู่ยอด และปลายราก ตามท่อน้ำและท่ออาหาร (Phloem) สารในกลุ่มนี้สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อทั้งที่เจริญอยู่บนผิวพืช ภายในใบ รากและลำต้น&lt;br /&gt;
# สารที่เคลื่อนที่กระจายทั่วใบ (Mesostemic fumgicides) เป็นสารเคมีที่สามารถเคลื่อนย้ายไปบริเวณใกล้เคียงในรูปของไอหรือก๊าซได้ รวมทั้งยังถูกดูดซึมและเคลื่อนที่ไปใต้ใบได้ โดยสามารถยึดเกาะได้ดีบนผิวใบโดยยึดติดกับแว๊กซ์&lt;br /&gt;
# สารที่เคลื่อนที่ได้ (Mobile fungicides) สารประเภทนี้อาจเป็นสารชนิดดูดซึมหรือไม่ดูดซึม แต่สารมารถเคลื่อนย้ายจากบริเวณที่ฉีดพ่นไปยังบริเวณที่ไม่ถูกสารได้ โดยสารชนิดไม่ดูดซึมบางชนิดสามารถเคลื่อนย้ายในรูปของไอหรือก๊าซได้&lt;br /&gt;
# สารชนิดไม่ดูดซึม (Non-systemic fungicides) เป็นสารที่มีคุณสมบัติป้องกัน เมื่อฉีดพ่นสารจะอยู่ที่ผิวใบไม่สามารถแทรกซึมหรือถูกดูดซึมเข้าสู่ภายในต้นพืช การแพร่กระจายของสารอาจเกิดขึ้นพียงเล็กน้อยในรูปของไอระเหยหรือโดยการไหลไปตามน้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การแบ่งประเภทสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชตามกลไกการออกฤทธิ์ในกิจกรรมเมตาบอไลต์ในเซลล์ของเชื้อสาเหตุโรคพืช (Breadth of metabolic activity) ==&lt;br /&gt;
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# สารที่มีกลไกออกฤทธิ์เฉพาะจุด (Single-site fungicides) สารกลุ่มนี้จะส่งผลยับยั้งการทำงานเพียงหนึ่งจุดในกระบวนการเมตาบอไลต์ภายในเซลล์เชื้อสาเหตุ&lt;br /&gt;
# สารที่มีกลไกออกฤทธิ์ยับยั้งหลายจุด (Multi-site fungicides) สารในกลุ่มนี้สามารถเข้าขัดขวางหรือยับยั้งการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดหรือส่งผลต่อกิจกรรมเมตาบอไลต์ภายในเซลล์ของเชื้อสาเหตุได้หลายกิจกรรมในเวลาเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การแบ่งกลุ่มสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชตามการจัดกลุ่มโดยคณะกรรมการติดตามการต้านทานสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช (Fungicides resistance action committee, FRAC)   ==&lt;br /&gt;
โดยองค์กร FRAC ได้จัดกลุ่มสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชตามคุณสมบัติทางเคมีของสารแต่ละชนิด โดยจัดแบ่งกลุ่มเป็น FRAC 1-46 และ FRAC M รวมทั้งจัดกลุ่มตามกลไกการออกฤทธิ์ (Mode of action) เพื่อใช้ประกอบคำแนะนำในการใช้สารป้องกันการเกิดการต้านทานของเชื้อสาเหตุโรคพืช โดยแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ตามกลไกการออกฤทธิ์ 12 กลุ่มดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่ม A สาที่มีกลไกออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์กรดนิวคลีอิก (A: nucleic acid synthesis)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             กลุ่ม B สารที่มีกลไกการออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส และการแบ่งเซลล์ (B: mitosis and cell division)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             กลุ่ม C สารที่มีกลไกออกฤทธิ์ยับยั้งการหายใจ (C: respiration)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
#                              กลุ่ม D สารที่มีกลไกออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์กรดอะมิโน และโปรตีน (D: amino acid and protein synthesis)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             กลุ่ม E สารที่มีกลไกออกฤทธิ์ยับยั้งการส่งสัญญาณเข้าสู่เซลล์ (E: signal transduction)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             กลุ่ม F สารมีกลไกออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์ไขมันและส่งผลต่อความสมบูรณ์ของเยื่อหุ้มเซลล์ (F: lipid synthesis and membrane integrity)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             กลุ่ม G สารมีกลไกออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการชีวสังเคราะห์สเตอรอลในเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ (G: sterol biosynthesis in membranes)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             กลุ่ม H สารมีกลไกออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการชีวสังเคราะห์ผนังเซลล์ (H: cell wall biosynthesis)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             กลุ่ม I สารมีกลไกออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์เมลานินในผนังเซลล์ (I: melanin synthesis in cell wall)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             กลุ่ม P สารที่มีคุณสมบัติชักนำให้เกิดความต้านทาน (P: host plant defense induction)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             กลุ่ม U สารที่ไม่สามารถจำแนกกลุ่มได้ (U: unknown mode of action)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                             กลุ่ม M สารมีกลไกออกฤทธิ์ยับยั้งในเซลล์เชื้อสาเหตุโรคพืชหลายตำแหน่ง (M: multi-site contact activity)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การแบ่งกลุ่มสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชตามประเภทของสารเคมี ==&lt;br /&gt;
เป็นการจัดแบ่งตามชนิดหรือคุณสมบัติทางเคมีของสาร โดยสารแต่ละชนิดจะมีฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดเชื้อสาเหตุโรคพืชเหมือนหรือไม่เหมือนกันก็ได้ ปัจจุบันมีการแบ่งสารนี้ออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# สารประกอบอนินทรีย์&lt;br /&gt;
# สารประกอบอินทรีย์&lt;br /&gt;
# สารประกอบอินทรีย์ประเภทดูดซึม&lt;br /&gt;
# สารปฏิชีวนะ (ธิดา, 2559)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87&amp;diff=439</id>
		<title>สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87&amp;diff=439"/>
		<updated>2021-07-14T09:26:08Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;== การแบ่งกลุ่มของสารฆ่าแมลงตามช่องทางการเข้าทำลาย == ส...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== การแบ่งกลุ่มของสารฆ่าแมลงตามช่องทางการเข้าทำลาย ==&lt;br /&gt;
สารฆ่าแมลงในที่นี้จะรวมทั้งสารกำจัดไรศัตรูพืชด้วย เนื่องจากมีสารฆ่าแมลงบางชนิดสามารถใช้กำจัดไรศัตรูพืชได้ด้วย เนื่องจากไรจัดอยู่ในกลุ่มแมล สัตว์มี 8 ขา ดังนั้นก่อนการเลือกซื้อควรอ่านฉลากให้ดีว่าสามารถใช้กับชนิดของศัตรูพืชใดได้บ้าง แบ่งตามลักษณะการเข้าทำลายดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ออกฤทธิ์แบบสัมผัส (Contact poisions) สารในกลุ่มนี้จำเป็นต้องพ่นให้ถูกตัวแมลงให้มากที่สุดจึงจะได้ผล ในขณะเดียวกันสารยังมีฤทธิ์ตกค้างยังอยู่บนใบพืชเมื่อแมลงสัมผัสภายหลังยังอาจทำให้แมลงตายได้ ในแมลงบางชนิดที่หลบซ่อนตัวอยู่ในใบม้วนเมื่อได้กลิ่นเหม็นอาจคลานออกมาจากที่หลบซ่อน ทำให้สัมผัสกับสารเคมีและตายได้เช่นกัน ซึ่งแบ่งออกได้ 3 แบบคือ ถูกตัวตายโดยตรง ถูกตัวตายโดยสารพิษตกค้าง และ ประเภทกินตาย&lt;br /&gt;
# ออกฤทธิ์แบบดูดซึม (Systemic) สารเคมีกลุ่มนี้มีคุณสมบัติดูดซึมเข้าไปในต้นพืชโดยอาจเข้าไปทางราก ทางใบ กิ่ง ลำต้น หรือจากส่วนใดส่วนหนึ่งของพืชที่สัมผัสกับสาร แล้วเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนต่างๆโดยเฉพาะยอดอ่อนที่แตกใหม่ๆ สารดูดซึมมักมีเป้าหมายในการป้องกันกำจัดแมลงพวกปากดูด เช่นแมลงหวี่ขาว เป็นต้น แบ่งออกได้ตามการเข้าทำลายดังนี้&lt;br /&gt;
## ทางราก (Passing the root) กลุ่มสาร Neonicotinoids นีโอนิโคตินอยด์ มีประสิทธิภาพในการกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ด้วย เป็นสารฆ่าแมลงกลุ่มหนึ่งซึ่งมีการเข้าทำลายแมลงที่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้แมลงเป็นอัมพาตและตายภายใน 2-3 ชั่วโมง คล้ายกับสารนิโคตินซึ่งได้จากธรรมชาติ มีผลน้อยต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่มีพิษต่อผึ้งสูง สารไทอะมีโธแซมมีสูตรโครงสร้างแตกต่างจากสารนีโอนิโคตินอยด์อื่นๆเล็กน้อย โดยมีการละลายน้ำสูง และสามารถดูดซึมในลำต้นพืชได้ทันที&lt;br /&gt;
## ทางใบ (Passing the leaf) ได้แก่สารส่วนใหญ่ในกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟต (Organophosphate) คาร์บาเมท (Carbamate) เช่น ไดเมโทเอต dimethoate, พิริมิคาร์บ pirimicarb และ ออกซามิล oxamyl เป็นต้น สารบางชนิดออกฤทธิ์แบบแทรกซึม ส่วนใหญ่มีการเคลื่นที่เป็นระยะทางสั้นๆ จากจุดที่พ่น เช่นเคลื่อนที่แทรกซึมผ่านผิวใบจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง เช่น อะบาเม็กติน abamectin, ไพรีพรอกซีนเฟน pyriproxyfen เป็นต้น&lt;br /&gt;
## สารประเภทสารรม (Fumigant) สารเคมีกลุ่มนี้มีคุณสมบัติในการระเหยเป็นไอได้ดี โดยทั่วไปไม่สามารถนำมาฉีดพ่นได้ มักใช้ในโรงเก็บที่มีผ้าใบ หรือพลาสติกคลุมมิดชิด เช่น เมทิลโบร์ไมด์ Methyl bromide, อลูมิเนียมฟอสไฟด์ Aluminium phosphide และ แมกนีเซียมฟอสไฟล์ Magnesium phosphide (พิสุทธิ์, 2563)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=438</id>
		<title>สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=438"/>
		<updated>2021-07-14T09:20:27Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ในการปลูกมันสำปะหลังในช่วงระยะเวลา 1 ปี มีศัตรูพืชเข้าขัดขวางการเจริญของมันสำปะหลังหลากหลายชนิด ดังเช่นเชื้อโรค แมลง และวัชพืช เมื่อเข้าทำลายส่งผลให้มีปริมาณผลผลิตลดลงหรือพืชเกิดอาการผิดปกติ ดังนั้นในการควบคุมโรค แมลง และวัชพืช ดังกล่าวจึงมีด้วยกันหลายวิธีทั้งการใช้สารเคมีในการควบคุมหรือการควบคุมทางชีวภาพ โดยมีการจำแนกดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การจำแนกสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# การจำแนกตามชนิดของศัตรูพืชที่ต้องการควบคุม&lt;br /&gt;
##สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลง (Insecticides) เป็นสารเคมีที่ใช้ควบคุมแมลง หรือสัตว์ที่ใกล้เคียงกับแมลง เห็บ (ticks) และแมงมุม (spiders)&lt;br /&gt;
##สารเคมีป้องกันและกำจัดไร (Acaricide หรือ Miticide) เป็นสารเคมีที่ใช้ควบคุมศัตรูพืช&lt;br /&gt;
##สารเคมีป้องกันและกำจัดไส้เดือนฝอย (Insecticides) เป็นสารเคมีที่ใช้ฆ่าไส้เดือนฝอย&lt;br /&gt;
##สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา (Fungicides) เป็นสารเคมีที่ใช้ควบคุม หรือยับยั้งการทพลายของเชื้อรา&lt;br /&gt;
##สารเคมีป้องกันและกำจัดเชื้อแบคทีเรีย (Bactericides) เป็นสารเคมีที่ใช้ควบคุม หรือยับยั้งการทำลายของเชื้อแบคทีเรีย&lt;br /&gt;
##สารเคมีป้องกันและกำจัดวัชพืช (Herbicides) เป็นสารเคมีที่ใช้ควบคุม หรือทำลายของวัชพืชหรือพืชที่เราไม่ต้องการ&lt;br /&gt;
#การจำแนกตามคุณสมบัติทางเคมี&lt;br /&gt;
##สารอนินทรีย์ (Inorganic Pesticides) เป็นสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ได้มาจากแร่ธาตุต่างๆ เช่นสารหนู (arsenic) ทองแดง (copper) ตะกั่ว (lead) ดีบุก (tin) สังกะสี (zinc) เป็นต้น สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูตะกั่ว (Lead arsenate) สารหนูเขียว (Paris green) บอร์โด มิกซ์เจอร์ (Bordeaux mixture) เป็นต้น&lt;br /&gt;
##สารอินทรีย์สังเคราะห์ (Sythetic Organic Pesticides) เป็นสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ได้มาจากมนุษย์สังเคราะห์ขึ้น ซึ่งมีธาตุคาร์บอน และไฮโดรเจน เป็นองค์ประกอบหลัก และอาจมีธาตุอื่นๆอยู่ด้วยเช่น คลอรีน ฟอสฟอรัส ออกซิเจน หรือไนโตรเจน เป็นต้น สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ในกลุ่มนี้ได้แก่ มาลาไธออน แคปแทน เป็นต้น&lt;br /&gt;
##สารอินทรีย์จากพืช (Derived Organic Pesticides) เป็นสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ได้มาจากมนุษย์สกัดมาจากส่วนต่างๆของพืช สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ในกลุ่มนี้ได้แก่ นิโคตินจากยาสูบ ไพรีธรัมจากพืชตระกูลเบญจมาศ เป็นต้น&lt;br /&gt;
##เชื้อจุลินทรีย์ (Microbial Pesticides) เป็นสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ได้มาจากจุลินทรีย์ต่างๆ ได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ในกลุ่มนี้ได้แก่ เชื้อไวรัส Nuclear Polyhedriosis Virus (NPV) เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อราบิวเวอเรีย เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้อง ==&lt;br /&gt;
ในการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแปลงปลูกสิ่งที่ต้องคำนึงในระดับต้นคือความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานในแปลง โดยสารเคมีที่ใช้ส่งผลต่อมนุษย์ได้หลายระดับ อาจส่งผลต่อสุขภาพในอนาคตได้ ดังนั้นควรมีข้อปฏิบัติดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# อ่านฉลากกำกับโดยตลอดให้เข้าใจก่อนใช้และต้องปฏิบัติตามคำเตือนและข้อควรระวังโดยเคร่งครัด&lt;br /&gt;
# การผสมสารกำจัดศัตรูพืช อย่าใช้มือผสมให้ใช้ ไม้กวน หรือคลุกให้เข้ากัน&lt;br /&gt;
# อย่าใช้ปากเปิดขวดสารกำจัดศัตรูพืชหรือเป่าดูดสิ่งอุดตันที่หัวฉีดควรเปลี่ยนหัวฉีดใหม่หรือใช้ลวดเขี่ย&lt;br /&gt;
# การฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืช ควรแต่งตัวให้มิดชิดเพื่อป้องกันมิให้ถูกละอองสาร&lt;br /&gt;
# ขณะฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืช ควรอยู่เหนือลมเสมอและ หยุดฉีด เมื่อลมแรง&lt;br /&gt;
# อย่าสูบบุหรี่หรือรับประทานอาหารขณะใช้สารกำจัดศัตรูพืช&lt;br /&gt;
# อย่าล้างภาชนะบรรจุหรืออุปกรณ์เครื่องพ่นลงไปในทางน้ำ บ่อ คลอง ฯลฯ&lt;br /&gt;
# เมื่อเสร็จการใช้สารกำจัดศัตรูพืชแล้ว ให้ถอดเสื้อผ้าที่ใส่ออกซักแล้วอาบน้ำให้สะอาด&lt;br /&gt;
# หยุดฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืชตามกำหนดก่อนเก็บเกี่ยวพืชตามที่ระบุในฉลาก&lt;br /&gt;
# ถ้ารู้สึกไม่สบายให้หยุดฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืช และรีบไปพบแพทย์พร้อมภาชนะบรรจุและฉลาก&lt;br /&gt;
# เก็บสารกำจัดศัตรูพืชไว้ในภาชนะเติมเท่านั้น อย่าถ่ายภาชนะโดยเด็ดขาด&lt;br /&gt;
# เก็บสารกำจัดศัตรูพืชไว้ในที่ปลอดภัย ห่างจากเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร และเปลวไฟ&lt;br /&gt;
# ภาชนะบรรจุสารกำจัดศัตรูพืชเมื่อใช้หมดแล้วให้ทำลาย (พฤทธิชาติ, ม.ป.พ.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การใช้สารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ใช้ในอัตราส่วน ช่วงเวลาการใช้ และจำนวนครั้งตามคำแนะนำหน้าฉลาก&lt;br /&gt;
# ใช้สารเคมีให้ตรงกับชนิดของศัตรูพืช ถูกประเภท และถูกวิธี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ==&lt;br /&gt;
แบ่งออกได้ 3 หัวข้อหลัก ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# [[สารเคมีป้องกันกำจัดแมลง]]&lt;br /&gt;
# [[สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช]]&lt;br /&gt;
# [[สารเคมีกำจัดวัชพืช]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=437</id>
		<title>สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=437"/>
		<updated>2021-07-12T13:24:27Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ในการปลูกมันสำปะหลังในช่วงระยะเวลา 1 ปี มีศัตรูพืชเข้าขัดขวางการเจริญของมันสำปะหลังหลากหลายชนิด ดังเช่นเชื้อโรค แมลง และวัชพืช เมื่อเข้าทำลายส่งผลให้มีปริมาณผลผลิตลดลงหรือพืชเกิดอาการผิดปกติ ดังนั้นในการควบคุมโรค แมลง และวัชพืช ดังกล่าวจึงมีด้วยกันหลายวิธีทั้งการใช้สารเคมีในการควบคุมหรือการควบคุมทางชีวภาพ โดยมีการจำแนกดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การจำแนกสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# การจำแนกตามชนิดของศัตรูพืชที่ต้องการควบคุม&lt;br /&gt;
##สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลง (Insecticides) เป็นสารเคมีที่ใช้ควบคุมแมลง หรือสัตว์ที่ใกล้เคียงกับแมลง เห็บ (ticks) และแมงมุม (spiders)&lt;br /&gt;
##สารเคมีป้องกันและกำจัดไร (Acaricide หรือ Miticide) เป็นสารเคมีที่ใช้ควบคุมศัตรูพืช&lt;br /&gt;
##สารเคมีป้องกันและกำจัดไส้เดือนฝอย (Insecticides) เป็นสารเคมีที่ใช้ฆ่าไส้เดือนฝอย&lt;br /&gt;
##สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา (Fungicides) เป็นสารเคมีที่ใช้ควบคุม หรือยับยั้งการทพลายของเชื้อรา&lt;br /&gt;
##สารเคมีป้องกันและกำจัดเชื้อแบคทีเรีย (Bactericides) เป็นสารเคมีที่ใช้ควบคุม หรือยับยั้งการทำลายของเชื้อแบคทีเรีย&lt;br /&gt;
##สารเคมีป้องกันและกำจัดวัชพืช (Herbicides) เป็นสารเคมีที่ใช้ควบคุม หรือทำลายของวัชพืชหรือพืชที่เราไม่ต้องการ&lt;br /&gt;
#การจำแนกตามคุณสมบัติทางเคมี&lt;br /&gt;
##สารอนินทรีย์ (Inorganic Pesticides) เป็นสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ได้มาจากแร่ธาตุต่างๆ เช่นสารหนู (arsenic) ทองแดง (copper) ตะกั่ว (lead) ดีบุก (tin) สังกะสี (zinc) เป็นต้น สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ในกลุ่มนี้ได้แก่ สารหนูตะกั่ว (Lead arsenate) สารหนูเขียว (Paris green) บอร์โด มิกซ์เจอร์ (Bordeaux mixture) เป็นต้น&lt;br /&gt;
##สารอินทรีย์สังเคราะห์ (Sythetic Organic Pesticides) เป็นสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ได้มาจากมนุษย์สังเคราะห์ขึ้น ซึ่งมีธาตุคาร์บอน และไฮโดรเจน เป็นองค์ประกอบหลัก และอาจมีธาตุอื่นๆอยู่ด้วยเช่น คลอรีน ฟอสฟอรัส ออกซิเจน หรือไนโตรเจน เป็นต้น สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ในกลุ่มนี้ได้แก่ มาลาไธออน แคปแทน เป็นต้น&lt;br /&gt;
##สารอินทรีย์จากพืช (Derived Organic Pesticides) เป็นสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ได้มาจากมนุษย์สกัดมาจากส่วนต่างๆของพืช สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ในกลุ่มนี้ได้แก่ นิโคตินจากยาสูบ ไพรีธรัมจากพืชตระกูลเบญจมาศ เป็นต้น&lt;br /&gt;
##เชื้อจุลินทรีย์ (Microbial Pesticides) เป็นสารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ได้มาจากจุลินทรีย์ต่างๆ ได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ในกลุ่มนี้ได้แก่ เชื้อไวรัส Nuclear Polyhedriosis Virus (NPV) เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อราบิวเวอเรีย เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้อง ==&lt;br /&gt;
ในการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในแปลงปลูกสิ่งที่ต้องคำนึงในระดับต้นคือความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานในแปลง โดยสารเคมีที่ใช้ส่งผลต่อมนุษย์ได้หลายระดับ อาจส่งผลต่อสุขภาพในอนาคตได้ ดังนั้นควรมีข้อปฏิบัติดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# อ่านฉลากกำกับโดยตลอดให้เข้าใจก่อนใช้และต้องปฏิบัติตามคำเตือนและข้อควรระวังโดยเคร่งครัด&lt;br /&gt;
# การผสมสารกำจัดศัตรูพืช อย่าใช้มือผสมให้ใช้ ไม้กวน หรือคลุกให้เข้ากัน&lt;br /&gt;
# อย่าใช้ปากเปิดขวดสารกำจัดศัตรูพืชหรือเป่าดูดสิ่งอุดตันที่หัวฉีดควรเปลี่ยนหัวฉีดใหม่หรือใช้ลวดเขี่ย&lt;br /&gt;
# การฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืช ควรแต่งตัวให้มิดชิดเพื่อป้องกันมิให้ถูกละอองสาร&lt;br /&gt;
# ขณะฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืช ควรอยู่เหนือลมเสมอและ หยุดฉีด เมื่อลมแรง&lt;br /&gt;
# อย่าสูบบุหรี่หรือรับประทานอาหารขณะใช้สารกำจัดศัตรูพืช&lt;br /&gt;
# อย่าล้างภาชนะบรรจุหรืออุปกรณ์เครื่องพ่นลงไปในทางน้ำ บ่อ คลอง ฯลฯ&lt;br /&gt;
# เมื่อเสร็จการใช้สารกำจัดศัตรูพืชแล้ว ให้ถอดเสื้อผ้าที่ใส่ออกซักแล้วอาบน้ำให้สะอาด&lt;br /&gt;
# หยุดฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืชตามกำหนดก่อนเก็บเกี่ยวพืชตามที่ระบุในฉลาก&lt;br /&gt;
# ถ้ารู้สึกไม่สบายให้หยุดฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืช และรีบไปพบแพทย์พร้อมภาชนะบรรจุและฉลาก&lt;br /&gt;
# เก็บสารกำจัดศัตรูพืชไว้ในภาชนะเติมเท่านั้น อย่าถ่ายภาชนะโดยเด็ดขาด&lt;br /&gt;
# เก็บสารกำจัดศัตรูพืชไว้ในที่ปลอดภัย ห่างจากเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร และเปลวไฟ&lt;br /&gt;
# ภาชนะบรรจุสารกำจัดศัตรูพืชเมื่อใช้หมดแล้วให้ทำลาย (พฤทธิชาติ, ม.ป.พ.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การใช้สารเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ใช้ในอัตราส่วน ช่วงเวลาการใช้ และจำนวนครั้งตามคำแนะนำหน้าฉลาก&lt;br /&gt;
# ใช้สารเคมีให้ตรงกับชนิดของศัตรูพืช ถูกประเภท และถูกวิธี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=436</id>
		<title>สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A&amp;diff=436"/>
		<updated>2021-07-12T08:35:21Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;ในการปลูกมันสำปะหลังในช่วงระยะเวลา 1 ปี มีศัตรูพืชเข้...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ในการปลูกมันสำปะหลังในช่วงระยะเวลา 1 ปี มีศัตรูพืชเข้าขัดขวางการเจริญของมันสำปะหลังหลากหลายชนิด ดังเช่นเชื้อโรค แมลง และวัชพืช เมื่อเข้าทำลายส่งผลให้มีปริมาณผลผลิตลดลงหรือพืชเกิดอาการผิดปกติ ดังนั้นในการควบคุมโรค แมลง และวัชพืช ดังกล่าวจึงมีด้วยกันหลายวิธีทั้งการใช้สารเคมีในการควบคุมหรือการควบคุมทางชีวภาพ โดยมีการจำแนกดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การจำแนกสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# การจำแนกตามชนิดของศัตรูพืชที่ต้องการควบคุม&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=435</id>
		<title>การใส่ปุ๋ยและปรับปรุงดินตามค่าวิเคราะห์ดิน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=435"/>
		<updated>2021-07-12T08:28:40Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;== พีเอช (pH) ==  * '''ระดับปานกลาง (4.5-7.0)''' ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== พีเอช (pH) ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* '''ระดับปานกลาง (4.5-7.0)''' ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องมีการปรับปรุงเนื่องจากเป็นพิสัยที่  มันสำปะหลังเจริญเติบโตได้ดี &lt;br /&gt;
* '''ระดับต่ำถึงต่ำมาก (3.5-4.5)''' ดินมีความเป็นกรดสูง ควรมีการยกระดับพีเอชโดยการใส่ปูน เช่น หินปูนบด โดโลไมต์ หรือวัสดุปรับปรุงดินที่มีฤทธิ์เป็นด่างอื่น ๆ รวมถึงมูลไก่ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีผลตกค้างเป็นกรด เช่น ปุ๋ยไนโตรเจนที่อยู่ในรูปแอมโมเนียมไนโตรเจน เช่น แอมโมเนียมซัลเฟต และฟอสฟอรัสอาจใช้ในรูปของหินฟอสเฟต&lt;br /&gt;
* '''สูงถึงสูงมาก (7.0-8.0)''' ดินมีความเป็นด่างสูง ควรใช้ปุ๋ยที่มีผลตกค้างเป็นกรด เช่น แอมโมเนียมซัลเฟต หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุปรับปรุงดินที่เป็นด่าง ควรมีการฉีดพ่นปุ๋ยธาตุอาหารเสริมทางใบโดยเฉพาะสังกะสี หรือชุบท่อนพันธุ์ก่อนปลูกเพื่อลดปัญหาการขาดธาตุอาหารเสริมของมันสำปะหลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ปริมาณอินทรียวัตถุ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* [[ไฟล์:Image31.png|thumb|การปลูกถั่วพร้าเป็นพืชปุ๋ยสดเพื่อเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุ (ภาพได้รับอนุญาตจาก ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)]]'''ระดับต่ำมาก (&amp;lt;1.0%)''' ควรมีการจัดการเพิ่มเติมอินทรียวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกโดยเฉพาะมูลไก่แกลบในอัตรา 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ควรพิจารณาเรื่องการปรับลดปุ๋ยไนโตรเจนลงบ้างเพื่อลดอาการเฝือใบ การใส่กากแป้งจากโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังในระยะยาวอาจส่งผลต่อการลดลงของค่าพีเอชดิน ซึ่งต้องมีการทดลองว่ามีผลต่อมันสำปะหลังอย่างไร การใช้กากแป้งที่มี C:N Ratio กว้างในปริมาณมาก ต้องระวังการเกิด N-immobilization และอาจทำให้พืชขาด N ได้ โดยเฉพาะในระยะแรก ๆ ของการเติบโตของมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นช่วงที่จะมีผลต่อการให้ผลผลิตที่สำคัญมาก และการไถกลบเศษเหลือของพืชลงไปในดินอย่างสม่ำเสมอ หรือการไถกลบพืชปุ๋ยสดจะช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ค่าความเค็ม ==&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังส่วนใหญ่จะปลูกในที่ดอน ดังนั้น จึงไม่ค่อยพบปัญหา ยกเว้นในบางบริเวณที่ปลูกอยู่ระหว่างรอยต่อของที่นาที่เป็นดินเค็มกับที่ดอน ซึ่งแก้ไขได้โดยการเพิ่มเติมวัสดุอินทรีย์ เช่น แกลบสด หรือเศษเหลือของพืชแล้วไถกลบ ควรหลีกเลี่ยงการใช้มูลไก่สด หรือมูลไก่แกลบ เนื่องจากเป็นวัสดุปรับปรุงดินอินทรีย์ที่มีค่าความเค็มค่อนข้างสูง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* '''ระดับต่ำมากถึงค่อนข้างต่ำ (&amp;lt;10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)''' ควรใช้ปุ๋ยหลักที่เป็นสูตรเสมอ เช่น ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 16-16-16 หรือในเรโช 1:1:1 ในอัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่&lt;br /&gt;
* '''ปานกลางถึงระดับค่อนข้างสูง (10-25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)''' ควรใช้ปุ๋ยหลักที่มีเรโชปุ๋ยประมาณ 2:1:2 หรือ 2:1:3 เช่นปุ๋ยสูตร 15-7-18 ฯลฯ&lt;br /&gt;
* '''ระดับสูงถึงสูงมาก (&amp;gt;25''' '''มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)''' ใช้ปุ๋ยเคมีที่ไม่มีฟอสฟอรัสในรูปปุ๋ยเดี่ยวไนโตรเจน โพแทสเซียม หรือปุ๋ยผสม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== โพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* '''ระดับต่ำมาก (&amp;lt;30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)''' ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในกรณีของดินเนื้อหยาบ ประเภท ดินทรายจัด ควรใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น สูตร 15-15-15 ฯลฯ &lt;br /&gt;
* '''ระดับต่ำ (30-60 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)''' ควรใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น สูตร 15-15-15 หรือใส่ปุ๋ยสูตรดังกล่าวผสมกับปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในสัดส่วน 1:1 &lt;br /&gt;
* '''ระดับปานกลาง (60-90 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)''' ควรใส่ปุ๋ยที่มีเรโชปุ๋ย ประมาณ 2:1:2 หรือ 2:1:3 เช่น ปุ๋ยสูตร 15-7-18 ฯลฯ &lt;br /&gt;
* '''ระดับสูง (&amp;gt;90 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)''' เนื่องจากมีโพแทสเซียมสูงอยู่แล้ว แนะนำให้ใส่ปุ๋ยสูตรที่มีเรโช ประมาณ 1:1:0 เช่นสูตร 16-20-0 หรือปุ๋ยที่มีเรโช 2:2:1 เช่นปุ๋ยสูตร 16-16-8 ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ธาตุอาหารรอง ==&lt;br /&gt;
'''(แคลเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ แมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ และกำมะถันที่เป็นประโยชน์)'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
   ทั้ง 3 ธาตุจะส่งผลต่อผลผลิตมันสำปะหลังเมื่อพบในดินที่ระดับต่ำถึงต่ำมาก อย่างไรตาม หากมีการปรับปรุงดินโดยใช้หินปูนบด หรือสารปูนไลม์อื่น ๆ ก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลเซียม ยิปซัมแก้ปัญหาการขาดแคลเซียม และกำมะถัน โดโลไมต์แก้ปัญหาการขาดแคลเซียม และแมกนีเซียม ปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกหลาย ๆ ชนิด แก้ปัญหาการขาดแมกนีเซียม และกำมะถัน ทั้งนี้ไม่มีความจำเป็นต้องใส่ธาตุทั้ง 3 เพิ่มเติม โอกาสที่พืชจะขาดแคลเซียมและแมกนีเซียมได้จะเป็นกรณีของดินกรดจัด และดินทราย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกรณีที่ดินขาดธาตุอาหารรอง (Ca, Mg และ S) แนะนำให้ใช้ปุ๋ยธาตุอาหารรอง (Ca, Mg, S) เช่น ฟอสโฟยิปซัม (CaSO&amp;lt;sub&amp;gt;4&amp;lt;/sub&amp;gt;.2H&amp;lt;sub&amp;gt;2&amp;lt;/sub&amp;gt;O+P) ยิปซัม (CaSO&amp;lt;sub&amp;gt;4&amp;lt;/sub&amp;gt;.2H&amp;lt;sub&amp;gt;2&amp;lt;/sub&amp;gt;O) โดโลไมต์(CaCO&amp;lt;sub&amp;gt;3&amp;lt;/sub&amp;gt;.MgCO&amp;lt;sub&amp;gt;3&amp;lt;/sub&amp;gt;) ซัล-โป-แม๊กซ์ (MgSO&amp;lt;sub&amp;gt;4&amp;lt;/sub&amp;gt;.K&amp;lt;sub&amp;gt;2&amp;lt;/sub&amp;gt;SO&amp;lt;sub&amp;gt;4&amp;lt;/sub&amp;gt;) โดยการใช้ฟอสโฟยิปซัม ยิปซัม และ โดโลไมต์ จะช่วยปรับปรุงสมบัติของดินที่มีปัญหาทางฟิสิกส์ไปด้วย เช่น ดินที่มีอัตราการแทรกซึมน้ำต่ำ ดินที่เกิดแผ่นแข็งปิดผิว กล่าวคือ มีคุณสมบัติเป็นทั้งปุ๋ยธาตุอาหารรอง และสารปรับปรุงดินไปพร้อม ๆ กัน ฯลฯ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ธาตุอาหารเสริม ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image 29.png|thumb|สภาพของต้นมันสำปะหลังที่ขาดธาตุสังกะสี(ภาพได้รับอนุญาตจาก ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)]]&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image30.png|thumb|สภาพแปลงมันสำปะหลังที่ขาดธาตุสังกะสี (ภาพได้รับอนุญาตจาก ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)]]&lt;br /&gt;
โบรอนเป็นธาตุอาหารเสริมที่มันสำปะหลังต้องการในปริมาณน้อยมาก และไม่ค่อยพบรายงานว่ามีอาการขาดเกิดขึ้นในแปลงปลูกมันสำปะหลัง สำหรับธาตุทองแดง แมงกานีส และเหล็ก โดยทั่วไปไม่ค่อยพบอาการขาดในประเทศไทยโดยเฉพาะในดินที่มีพีเอชเป็นกรด ปัญหาที่พบมากที่สุดสำหรับมันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทยก็คือ การขาดธาตุสังกะสีโดยเฉพาะเมื่อปลูกในดินทรายจัด ดินด่าง หรือพื้นที่ดินที่ปลูกมันสำปะหลังต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน หรือมีการใช้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสในอัตราสูงอย่างต่อเนื่อง การขาดสังกะสีมีผลทำให้มันสำปะหลังยืดต้นช้า พบแถบสีขาว หรือเหลืองบนใบอ่อน ใบอาจย่นหรือเปลี่ยนรูปร่าง อาจพบจุดแผลเซลล์ตายในใบล่าง และอาจรุนแรงทำให้ต้นตาย ส่งผลถึงความอยู่รอดและผลผลิตมันสำปะหลัง แก้ไขโดยการฉีดพ่นปุ๋ยซิงค์ซัลเฟตเฮปตะไฮเดรต หรือซิงค์ซัลเฟตโมโนไฮเดรตทางใบที่อัตรา 0.8 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบเมื่อมันสำปะหลังอายุ 1, 2 และ 3 เดือนหลังปลูก หรือชุบท่อนพันธุ์ก่อนปลูกด้วยธาตุสังกะสี (ซิงค์ซัลเฟตเฮปตะไฮเดรต หรือซิงค์ซัลเฟตโมโนไฮเดรต) ที่ละลายน้ำในอัตรา 0.4 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เป็นเวลา 15 นาที (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2556)&amp;lt;ref&amp;gt;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2556) เทคโนโลยี 52 สัปดาห์ มันสำปะหลัง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์:กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การปรับปรุงดินโดยชีววิธี ==&lt;br /&gt;
การปรับปรุงดินเป็นการรักษาคุณภาพดิน เพื่อให้คงสภาพความอุดมสมบูรณ์ เพื่อใช้สำหรับเพาะปลูกได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงต้องมีการปรับปรุงอย่างถูกวิธี ซึ่งการปรับปรุงดินนั้นมีหลายวิธี ได้แก่ การปลูกพืชแซม การคลุมดิน การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชคลุมดิน การใช้ปุ๋ยพืชสด การปลูกพืชบนพื้นที่ระหว่างแถวไม้ยืนต้น และการใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก วิธีการเหล่านี้ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ปรับปรุงโครงสร้างดิน ซึ่งสามารถใช้ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* การปลูกพืชแซม เป็นการปลูกพืชหลากหลายชนิดในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้ธาตุอาหารที่อยู่ในดินที่เกิดการชะล้างน้อยลง การปลูกพืชแซมจะช่วยดึงธาตุอาหาออกจากดินได้สูงขึ้นกว่าการปลูกมันสำปะหลังเพียงอย่างเดียว ในการทดลองการปลูกพืชแซมในประเทศไทย (Reinhardt Howeler and Tin Maung Aye, 2015 หน้า 108) พบว่าการ หลังจากการปลูกถั่วเหลือง หรือถั่วลิสงแซมกับมันสำปะหลังมานาน 24 ปี อินทรีวัตถุในดินมีปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 1.0 % เป็น 1.2 หรือ 1.3 % ในขณะที่ปลูกมันสำปะหลังเพียงอย่างเดียวปริมาณอินทรียวัตถุจะลดลงเล็กน้อยเป็น 0.9 % เมื่อมีการบริหารจัดการที่ดีจากการปลูกพืชแซม จะลดการเสียหายของหน้าดิน การไถกลบเศษซากพืชแซมจะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน&lt;br /&gt;
* การคลุมดิน คือการปล่อยให้เศษซากพืชทิ้งไว้ที่ผิวดิน จะช่วยลดการเจริญเติบโตของวัชพืช ควบคุมอุณหภูมิ และรักษาความชื้นในดิน ช่วยป้องกันการเกิดการชะล้างของดิน ซึ่งถ้าดินโปร่งจะช่วยให้ต้นพันธุ์มันสำปะหลังลงปลูกได้โดยตรง วิธีการนี้เป็นการปลูกพืชโดยไม่ไถพรวน หรือพรวนดินน้อย เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดิน &lt;br /&gt;
* การปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ธัญพืช หรือหญ้าต่างๆ ช่วยลดการเจริญเติบโตของเชื้อรา ''(Phytophthora spp.)'' และโรคพุ่มแจ้ ช่วยเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ยังป้องกันการกระจายของเชื้อโรคจากซากมันสำปะหลังในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
* การปลูกพืชคลุมดิน&lt;br /&gt;
* การใช้ปุ๋ยพืชสด&lt;br /&gt;
* การปลูกพืชบนพื้นที่ระหว่างแถวไม้ยืนต้น&lt;br /&gt;
* การใส่ปุ๋ยคอก&lt;br /&gt;
* ปุ๋ยหมัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image31.png&amp;diff=434</id>
		<title>ไฟล์:Image31.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image31.png&amp;diff=434"/>
		<updated>2021-07-12T08:27:46Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;การปลูกถั่วพร้าเป็นพืชปุ๋ยสดเพื่อเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุ&lt;br /&gt;
(ภาพได้รับอนุญาตจาก ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image30.png&amp;diff=433</id>
		<title>ไฟล์:Image30.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image30.png&amp;diff=433"/>
		<updated>2021-07-12T08:26:50Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;สภาพแปลงมันสำปะหลังที่ขาดธาตุสังกะสี&lt;br /&gt;
(ภาพได้รับอนุญาตจาก ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image_29.png&amp;diff=432</id>
		<title>ไฟล์:Image 29.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image_29.png&amp;diff=432"/>
		<updated>2021-07-12T08:26:03Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;สภาพของต้นมันสำปะหลังที่ขาดธาตุสังกะสี&lt;br /&gt;
(ภาพได้รับอนุญาตจาก ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=431</id>
		<title>การใส่ปุ๋ยตามเนื้อดินจากการประเมินอย่างง่าย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=431"/>
		<updated>2021-07-12T07:58:08Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot; |+ตารางการใส่ปุ๋ยตามเนื้อดินจากการประเมินอย่า...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|+ตารางการใส่ปุ๋ยตามเนื้อดินจากการประเมินอย่างง่าย&lt;br /&gt;
!การจัดการ&lt;br /&gt;
!ดินทราย/ดินทรายปนดินร่วน&lt;br /&gt;
!ดินร่วนปนทราย&lt;br /&gt;
!ดินร่วนเหนียว&lt;br /&gt;
!ดินเหนียว&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
!สูตรปุ๋ย&lt;br /&gt;
!15-7-18&lt;br /&gt;
!15-7-18&lt;br /&gt;
!15-7-18&lt;br /&gt;
!15-15-15&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
!อัตรา (กก./ไร่)&lt;br /&gt;
!50-100&lt;br /&gt;
!50-100&lt;br /&gt;
!50&lt;br /&gt;
!30-40&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
!วิธีการใส่&lt;br /&gt;
!โรยข้างแถวแล้วใช้รถไถกลบ&lt;br /&gt;
!โรยข้างแถวแล้วใช้รถไถกลบ&lt;br /&gt;
!โรยข้างแถวแล้วใช้รถไถกลบ&lt;br /&gt;
!โรยข้างแถวแล้วใช้รถไถกลบ&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|จำนวนครั้งในการใส่&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|2&lt;br /&gt;
|1&lt;br /&gt;
|1&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ช่วงเวลาการใส่&lt;br /&gt;
|1 และ 3 เดือนหลังปลูก&lt;br /&gt;
|1 และ 3 เดือนหลังปลูก&lt;br /&gt;
|1 - 2 เดือนหลังปลูก&lt;br /&gt;
|1 - 2 เดือนหลังปลูก&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|อัตราการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ (มูลไก่แหลบ: กิโลกรัม)&lt;br /&gt;
|400-800&lt;br /&gt;
|400-800&lt;br /&gt;
|400&lt;br /&gt;
|400&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
หมายเหตุ สูตรและอัตราการใส่ปุ๋ยเคมี/อินทรีย์ควรใส่ตามค่าวิเคราะห์ดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา: ดัดแปลงจากคำแนะนำการใช้ปุ๋ยกับพืชเศรษฐกิจ (กรมวิชาการเกษตร, 2553)&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร. 2553. คำแนะนำการใช้ปุ๋ยกับพืชเศรษฐกิจ. กรมวิชาการเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 122 หน้า.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=430</id>
		<title>การวิเคราะห์เนื้อดินอย่างง่าย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=430"/>
		<updated>2021-07-12T07:30:01Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;== การวิเคราะห์เนื้อดินด้วยชุดตรวจสอบดิน ==             วิธีว...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== การวิเคราะห์เนื้อดินด้วยชุดตรวจสอบดิน ==&lt;br /&gt;
            วิธีวิเคราะห์ดิน ด้วยชุดวิเคราะห์ของมูลนิธิพลังนิเวศ มก. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       ทำการบดตัวอย่างดินให้ละเอียดพอประมาณ ด้วยการทุบ ตำ หรือบดด้วยขวดแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
            ตรวจสอบค่าความเป็นกรดด่าง (pH) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       ใส่ดินในถาดหลุม ครึ่งหลุม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       หยดน้ำยาเบอร์ 10 ทีละหยดจนดินอิ่มตัว แล้วเติมลงอีก 2 หยด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       1 นาที อ่านค่าโดยเทียบสีมาตรฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ : ดินนา pH ต่ำกว่า 4.5 ไม่ต้องเติมปูน (เมื่อปล่อยน้ำเข้า pH จะเพิ่มขึ้น)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
            วิเคราะห์ธาตุอาหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
            เตรียมน้ำยาสกัด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       ตักดินด้วยช้อนตวง 1 ช้อนพูน เคาะช้อนสองถึงสามครั้งกับมือแล้วใช้เหล็กปาดให้เสมอขอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       ใส่ดินลงในขวดสกัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       เตรียมน้ำยาสกัด เบอร์ 1 20 ม.ล (ห้ามขาด ห้ามเกิน) ใส่ภาชนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       เทน้ำยาสกัดลงในขวดที่มีดิน แล้วเขย่า 5 นาที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       เทน้ำสกัดลงในกรวยที่มีแผ่นกรองใส่ขวดรองรับ รอจนแห้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                    “ได้น้ำสกัดดินที่พร้อมนำไปสกัดหาธาตุอาหาร”     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
            วิเคราะห์ แอมโมเนี่ยม ไนโตรเจน NH&amp;lt;sub&amp;gt;4&amp;lt;/sub&amp;gt;+N&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       ดูดน้ำที่กรองได้จากขวดรองรับ  2.5 ม.ล ใส่หลอดแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       เติมผงเบอร์ 2 หนึ่งช้อนเล็ก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       เติมน้ำยาเบอร์ 3  5 หยด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       ปิดฝาหลอดแก้วด้วยจุกยาง เขย่าให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 5 นาที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       อ่านค่าโดยการเทียบแผ่นสีมาตรฐาน “แอมโมเนี่ยม”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ ถ้าโทนสีเป็นสีฟ้า ใช้แผ่นเทียบสีแผ่นที่ 1 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
           ถ้าโทนสีเป็นสีเขียว ใช้แผ่นเทียบสีแผ่นที่ 2 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
            วิเคราะห์ ไนเทรต ไนโตรเจน NO&amp;lt;sub&amp;gt;3&amp;lt;/sub&amp;gt;- N&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       ดูดน้ำที่กรองได้จากขวดรองรับ 2.5 ม.ล ใส่ในหลอดแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       เติมน้ำยาเบอร์ 4  0.5 ม.ล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       เติมผงเบอร์ 5 หนึ่งช้อนเล็ก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       ปิดฝาหลอดแก้วด้วยจุกยาง เขย่าให้เข้ากันทิ้งไว้ 5 นาที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       อ่านค่าไนเทรต โดยการเทียบแผ่นสีมาตรฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
            วิเคราะห์ ฟอสฟอรัส P2O5 (Phosphorus Pentoxide)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       ดูดน้ำกรองได้จากขวดรองรับ 2.5 ม.ล ใส่ในหลอดแก้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       เติมน้ำยาเบอร์6 0.5 ม.ล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       เติมผงเบอร์7 ครึ่งช้อนเล็ก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       ปิดฝาหลอดแก้วด้วยจุกยาง เขย่าให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 5 นาที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       อ่านค่าฟอสฟอรัส โดยเปรียบเทียบแผ่นสีมาตรฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
            วิเคราะห์ โพแทสเซี่ยม K2O (Potassium Oxide)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                   เตรียมน้ำยา เบอร์9 โดยการดูดน้ำกรองจากขวด 3 ม.ล ใส่ลงในผง เบอร์9 เขย่าให้เข้ากัน 5 นาที จได้สารละลายสีน้ำตาลส้ม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
    *เมื่อใช้เหลือ เก็บในตู้เย็นอุณหภูมิช่องปกติ สามารถเก็บได้นาน 3 เดือน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
    *หากเก็บในอุณหภูมิห้องปกติ สามารถเก็บได้นาน 7 วัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
    *ส่วนผงเคมีที่ยังไม่ผสมน้ำยา สามารถเก็บไว้ได้นาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       ดูดน้ำยาที่กรองได้จากขวดรองรับ 2.5 ม.ล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       เติมน้ำยาเบอร์ 8 2.0 ม.ล (ห้ามเขย่า)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       เติมน้ำยา 9A 1 หยด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       เติมน้ำยาเบอร์ 9  2 หยด (ห้ามเกิน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-       ปิดฝาหลอดแก้วด้วยจุกยาง เขย่าให้เข้ากัน แล้วอ่านค่า “ทันที”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;nowiki&amp;gt;*&amp;lt;/nowiki&amp;gt;ถ้ามี “ตะกอน” อ่านค่าได้ว่ามีปริมาณ โพแทสเซี่ยมสูง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;nowiki&amp;gt;*&amp;lt;/nowiki&amp;gt; ถ้า“ฝ้าขาว” อ่านค่าได้ว่ามีปริมาณ โพแทสเซี่ยมปานกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;nowiki&amp;gt;*&amp;lt;/nowiki&amp;gt; ถ้าไม่มีทั้ง“ตะกอน” และ “ฝ้าขาว” อ่านค่าได้ว่ามีปริมาณ โพแทสเซี่ยมต่ำ (ทัศนีย์ และ ประทีป. 2558)&amp;lt;ref&amp;gt;ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ และ ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์. 2558.  ธรรมชาติของดินและปุ๋ย. ครั้งที่ 13 หจก. กร ครีเอชั่น. กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=429</id>
		<title>หลักการพิจารณาการใส่ปุ๋ยมันสำปะหลัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=429"/>
		<updated>2021-07-12T07:24:51Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;=== 1 ชนิดปุ๋ย === โดยทั่วไปมันสำปะหลังต้องการธาตุปุ๋ยทั้ง...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;=== 1 ชนิดปุ๋ย ===&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปมันสำปะหลังต้องการธาตุปุ๋ยทั้ง 3 ชนิด ซึ่งได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไนโตรเจน (N)''' ผลการทดลองขององค์การอาหารและเกษตรแห่งประชาชาติ พบว่า มันสำปะหลังมีการตอบสนองกับปุ๋ยไนโตรเจน ที่ระดับ 8 – 16 กก./ไร่ เมื่อใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณที่สูงจะส่งผลให้ส่วนยอดของมันสำปะหลังเติบโตมากจนเกินไป อีกทั้งยังไปกระตุ้นการสร้างสารพิษไฮโดรยาไนด์ ซึ่งจะไปลดปริมาณการสะสมของแป้ง อีกทั้งยังทำให้มันสำปะหลังไม่ต้านทานโรคบางโรค เช่น โรคใบไหม้ ดังนั้นการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนจำเป็นต้องปรับปริมาณให้เหมาะสมกับสภาพดิน และปริมาณความต้องการปุ๋ยของมันสำปะหลังแต่ละพันธุ์ ลักษณะการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนจะต้องใส่เป็นจุด หรือใส่เป็นแถบใกล้ๆต้นพืช เพื่อให้มันสำปะหลังได้รับปุ๋ยอย่างเต็มที่ และป้องกันไม่ให้วัชพืชได้รับผลประโยชน์จากปุ๋ย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การใช้ปุ๋ยไนโตรเจน (N)''' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     ในสภาพดินเกือบทุกชนิด การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนปริมาณ 12.8 – 19.2 กก./ไร่ ช่วยเพิ่มผลผลิตให้แก่มันสำปะหลังได้ สามารถใส่ปุ๋ยครั้งเดียวตอนปลูก หรือ 30 วันหลังจากการปลูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     ในสภาพดินที่เป็นดินทราย ระบายน้ำได้ดี ควรมีการแบ่งการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเป็น 2 ครั้ง คือ ใส่ครั้งแรกครึ่งหนึ่งพร้อมการปลูก ครั้งที่ 2 เมื่อมันสำปะหลังมีอายุครบ 1 – 2 เดือน หรือ แบ่งใส่ 3 ครั้ง โดยครั้งแรกใช้ 1/3 ของจำนวนปุ๋ยไนโตรเจนทั้งหมดที่ใช้สำหรับการปลูก ครั้งที่ 2 ใช้ 1/3 เมื่อมันสำปะหลังอายุครบ 30 วัน และครั้งที่ 3 ใช้อีก 1/3 เมื่ออายุครบ 60 วัน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ข้อควรระวัง'''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     ปุ๋ยไนโตรเจนละลายได้ดีในสารละลายในดิน ควรใช้จอบขุดร่องข้างๆ สำหรับใส่ปุ๋ยจากนั้นใช้ดินกลบ ไม่ควรปล่อยให้ปุ๋ยไนโตรเจนทิ้งค้างอยู่บนผิวดิน เนื่องจากปุ๋ยส่วนหนึ่งจะระเหย หรือถูกน้ำชะล้างไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฟอสฟอรัส (P) มันสำปะหลังสามารถเติบโตได้ดีในสภาพดินที่มีปริมาณฟอสฟอรัสต่ำ ซึ่งการขาดฟอสฟอรัสไม่ใช่ปัญหาหลักของการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง ซึ่งการตอบสนองต่อปุ๋ยฟอสฟอรัสไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดิน ยังขึ้นอยู่กับปริมาณไมโคไรซาในดิน และพันธุ์มันสำปะหลังด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัส (P)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     มันสำปะหลังสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีฟอสฟอรัสต่ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     ในดินที่ขาดปริมาณฟอสฟอรัสอย่างรุนแรง มีปริมาณฟอสฟอรัสที่พืชสามารถนำไปใช้ได้น้อยกว่า 4 พีพีเอ็ม (ppm) ซึ่งมันสำปะหลังจะตอบสนองต่อปุ๋ยฟอสฟอรัสที่ใส่ประมาณ 16-32 กก. P&amp;lt;sub&amp;gt;2&amp;lt;/sub&amp;gt;O&amp;lt;sub&amp;gt;2&amp;lt;/sub&amp;gt;/ไร่ ในช่วงแรก แต่หลังจาก 1 – 2 ปีแรกควรลดอัตราลงเป็น 6.4 – 8 กก. P&amp;lt;sub&amp;gt;2&amp;lt;/sub&amp;gt;O&amp;lt;sub&amp;gt;2&amp;lt;/sub&amp;gt;/ไร่ เนื่องจากจะมีปริมาณฟอสฟอรัสค้างอยู่ในดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     ปุ๋ยฟอสฟอรัสที่ดีจะละลายน้ำได้ดี เช่น ซิงเกิ้ล - หรือ ทริปเปิ้ล – ซุปเปอร์ฟอสเฟต และโมโน – หรือ ได – แอมโมเนียมฟอสเฟต (ซึ่งมี N ประกอบด้วย) ควรใส่โรยเป็นแถบใกล้ๆ ท่อนพันธุ์ หรือต้นมันสำปะหลัง จากนั้นพรวนดินกลบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     ปุ๋ยฟอสฟอรัสที่ละลายได้น้อยเรียกว่า เบสิคสะแลค วิธีใช้จะต้องหว่านบนแปลงให้ถั่ว จากนั้นไถคลุกเคล้าลงไปในดินก่อนปลูกมันสำปะหลัง แหล่งปุ๋ยชนิดนี้จะมีแคลเซียม (Ca) ปริมาณมาก จะช่วยลดความเป็นกรดของดินลง (เพิ่มค่า pH)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     ควรใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสทั้งหมดครั้งเดียวในขณะที่ปลูก หรือหลังจากปลูกมันสำปะหลังแล้ว 30 วัน เนื่องจากการแบ่งใส่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โพแทสเซียม (K) การใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิต และปริมาณการสะสมของแป้งในหัวมันสำปะหลัง โดยทั่วไปปริมาณแป้งจะสะสมเพิ่มขึ้นเมื่อใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมจนถึงระดับ 12.8 กก. K&amp;lt;sub&amp;gt;2&amp;lt;/sub&amp;gt;O/ไร่ จากนั้นปริมาณแป้งจะลดลงเมื่อใช้อัตราสูงขึ้นไปกว่านี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมจะลดปริมาณไซยาไนด์หัวมันสำปะหลัง อีกทั้งช่วยเพิ่มต้านทานโรค และแมลง ปริมาณโพแทสเซียมที่เพียงพอ ยังช่วยในการเจริญเติบโตของลำต้น และคุณภาพของท่อนพันธุ์ด้วย อาการขาดแคลนปุ๋ยโพแทสเซียมมักจะเกิดในดินที่มีเนื้อโปร่งบาง เช่นดินร่วนทราย ดินทราย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การใช้ปุ๋ยโพแทสเซียม (K)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการใส่โพแทสเซียมที่เหมาะสมที่สุดคือใส่ในขั้นตอนการปลูก หรือหลังจากนั้น 30 วัน โดยโรยเป็นแถบข้างท่อนพันธุ์ หรือต้นมันสำปะหลัง จากนั้นพรวนดินกลบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     การป้องกันไม่ให้ปุ๋ยโพแทสเซียมหมดไป แนะนำให้ใส่ในปริมาณ 12.8 – 19.2 กก. K&amp;lt;sub&amp;gt;2&amp;lt;/sub&amp;gt;O/ไร่ เพื่อชดเชยปุ๋ยโพแทสเซียมที่มันสำปะหลังนำไปผลิตเป็นหัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธาตุอาหารที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นธาตุอาหารหลักที่สำคัญของมันสำปะหลัง สัดส่วนของธาตุปุ๋ยหลักจะขึ้นอยู่กับสมบัติดินและผลวิเคราะห์ดิน ชนิดปุ๋ยที่แนะนำประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     ปุ๋ยสูตร 15-7-18 หรือ 16-8-16 (เรโช 2:1:2 หรือ 2:1:3 หรือ 3:1:2) ขึ้นอยู่กับราคาต่อหน่วยของเนื้อปุ๋ย ใช้กับดินทั่วไปที่มีปริมาณธาตุปุ๋ยต่ำ หรือดินที่มีการปลูกมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน เหมาะสำหรับดินทราย ดินร่วนทราย ดินร่วนเหนียว ฯลฯ ปุ๋ยสูตร 15-15-15 แนะนำให้ใช้ในดินเหนียวปนกรวด เพราะมีสมบัติตรึงธาตุฟอสฟอรัส (P-fixation) สูง ทำให้ดึงธาตุฟอสฟอรัสไว้กับดิน พืชดึงไปใช้ได้ยาก จึงต้องใส่ธาตุฟอสฟอรัสมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== 2 อัตราปุ๋ย ===&lt;br /&gt;
อัตราปุ๋ยที่แนะนำโดยทั่วไปจะขึ้นอยู่กับสมบัติดิน และพันธุ์มันสำปะหลัง พันธุ์ที่ตอบสนองต่อปุ๋ยในอัตราสูงได้ดี ได้แก่ พันธุ์ห้วยบง 80  ระยอง 5  ระยอง 7 ระยอง 9 และระยอง 11 อัตราที่แนะนำส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 30-100 กิโลกรัมต่อไร่ หากเป็นการใส่ในอัตราสูงเช่น 100 กิโลกรัมต่อไร่ ควรมีการแบ่งใส่เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญเสียปุ๋ยโดยการชะละลายออกจากเขตรากมันสำปะหลังเมื่อมีฝนตกหนัก โดยปกติหากมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมด้วย ในอัตรา 1-2 ตันต่อไร่ ควรลดปริมาณปุ๋ยเคมีลงมาครึ่งหนึ่งของอัตราที่ใส่ปุ๋ยเคมีชนิดเดียว รายละเอียดอัตราปุ๋ยตามลักษณะดิน มีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     ดินเหนียว ใส่ในอัตรา 30-40 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ครั้งเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     ดินร่วนเหนียว ใส่ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ครั้งเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     ดินทราย ดินร่วน ดินร่วนปนทราย และดินทรายปนดินร่วน ใส่ในอัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== 3 ระยะเวลาใส่ปุ๋ย ===&lt;br /&gt;
การใส่ปุ๋ยมันสำปะหลังมีระยะเวลาการใส่ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     กลุ่มดินเนื้อปานกลางและเนื้อละเอียด ควรใส่ครั้งเดียว เมื่อมันสำปะหลังอายุประมาณ 1-2 เดือนหลังปลูก ให้พิจารณาจากขนาดของทรงพุ่ม โดยควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของทรงพุ่มประมาณ 25-30 เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความชื้น และการเตรียมดินว่ามีผลทำให้การเจริญเติบโตรวดเร็วเพียงใด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
·     กลุ่มดินเนื้อหยาบ ควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อมันสำปะหลังอายุได้ 1-2 เดือน และครั้งที่สองควรทิ้งระยะห่างจากครั้งแรกอย่างน้อย 2 เดือน แต่ไม่ควรใส่ปุ๋ยหลังจากมันสำปะหลังอายุเกิน 4 เดือน เนื่องจากรากมันสำปะหลังจะเปลี่ยนจากรากหาอาหารไปเป็นรากสะสมอาหารทำให้ประสิทธิภาพการดูดใช้ปุ๋ยลดน้อยลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         ข้อควรระวังในการใส่ปุ๋ยคือ จะต้องมีการกำจัดวัชพืชก่อนการใส่ปุ๋ยเสมอเพื่อไม่ให้วัชพืชแก่งแย่งปุ๋ยที่ใส่ลงไปจากมันสำปะหลัง ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาดของวัชพืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== 4 วิธีการใส่ปุ๋ย ===&lt;br /&gt;
วิธีการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม ควรใส่ปุ๋ยตรงสันร่อง 2 ข้างลำต้นบริเวณขอบทรงพุ่ม (ขึ้นอยู่กับอายุพืชและขนาดของทรงพุ่ม) โดยการใช้จอบขุดเป็นหลุมขนาดเล็กลึกประมาณ 5-10 เซนติเมตร แล้วใช้ดินกลบ หากไม่กลบอาจทำให้เกิดการสูญเสียปุ๋ยมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์การใส่ปุ๋ยเคมีต้องดำเนินการในขณะที่ดินมีความชื้น และต้องกลบปุ๋ยด้วย การใส่ปุ๋ยรองพื้นมันสำปะหลังไม่ควรทำเพราะรากมันสำปะหลังยังมีปริมาณไม่มากพอที่จะดูดใช้ได้ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีฝนตกค่อนข้างมากหลังจากการเสียบท่อนพันธุ์ ส่วนการใส่ปุ๋ยด้านข้างร่องอาจจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน โดยการโรยและไถกลบ แต่ไม่เหมาะสมกับมันสำปะหลังพันธุ์แนะนำที่มีระยะปลูกระหว่างต้นประมาณ 80-100 เซนติเมตร เพราะปลายรากพืชไม่สามารถดูดใช้ปุ๋ยได้ทั่วถึง และหากฝนตกแล้วมีการไหลของน้ำในร่องมันสำปะหลังก็จะทำให้เกิดการสูญเสีย สำหรับการหว่านปุ๋ยไม่แนะนำโดยสิ้นเชิงสำหรับการปลูกมันสำปะหลัง (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2556)&amp;lt;ref&amp;gt;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2556) เทคโนโลยี 52 สัปดาห์ มันสำปะหลัง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์:กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== 5 วิธีการเลือกซื้อปุ๋ย ===&lt;br /&gt;
การเลือกซื้อปุ๋ยให้ได้คุณภาพมีวิธีการเลือกซื้อดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# ตามพระราชบัญญัติปุ๋ยปี พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับ 2) ปี พ.ศ. 2550 ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการเขียนข้อความที่สำคัญต่างเป็นภาษาไทย หรือที่เรียกว่า “ฉลากปุ๋ย” ไว้ที่กระสอบปุ๋ยให้เด่นชัด คือ&lt;br /&gt;
## ชื่อทางการค้าและมีคำว่าปุ๋ยเคมี ปุ๋ยเคมีมาตรฐาน หรือปุ๋ยอินทรีย์เคมีแล้วแต่กรณี&lt;br /&gt;
## เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายอื่นใด แสดงที่ภาชนะหรือหีบห่อบรรจุปุ๋ยเคมี&lt;br /&gt;
## ปริมาณธาตุอาหารรับรอง&lt;br /&gt;
## น้ำหนักสุทธิหรือขนาดบรรจุของปุ๋ยเคมีตามระบบเมตริก&lt;br /&gt;
## ชื่อผู้ผลิต และที่ตั้งสำนักงานและสถานที่ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า&lt;br /&gt;
## ชื่อทางเคมีและปริมาณของสารเป็นพิษที่อยู่ในปุ๋ยเคมี (ทัศนีย์ และ ประทีป. 2552)&amp;lt;ref&amp;gt;ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ และ ประทีป วีระพัฒนนิรันดร์. 2552.  ธรรมชาติของดินและปุ๋ย. ครั้งที่ 7 หจก. กร ครีเอชั่น. กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
# ตรวจสอบเลขทะเบียนของปุ๋ยที่ขึ้นกับกรมวิชาการเกษตรด้วยแอพเคชั่นของกรมวิชาการเกษตร บนช่องทางเครื่องมือสื่อสาร [[ไฟล์:Image 51.png|thumb|ภาพแสดงรูปแบบของ application DOA Agri Factor]]&lt;br /&gt;
# ไม่หลงเชื้อคำโฆษณาชวนเชื่อ เกินราคา เกินความจริง เช่น ใช้ซองเดียวข้าวได้เป็นตันๆ&lt;br /&gt;
# เกษตรกรควรมีความรู้ เพื่อป้องกันการโดนหลอกขายปุ๋ย ขายยา โดยสามารถหาความรู้ได้ทางช่องทางอินเตอร์เน็ต หรือตามหน่วยงานด้านการเกษตร ทราบถึงธาตุอาหารที่พืชต้องการ ระยะเวลาการใส่ปุ๋ย ปริมาณที่พอเหมาะ&lt;br /&gt;
# ไม่หลงเชื่อคำพูดของของเกษตรกรผู้ปลูกด้วยกันง่ายๆ อาจเพราะการบอกว่าใช้ดีอาจหมายถึงเป็นตัวแทนขาย หรือได้รับผลประโยชน์&lt;br /&gt;
# ไม่หลงเชื่อโฆษณาตามอินเตอร์เน็ต หรือวิทยุได้ง่ายๆ (ควายดำทำเกษตร, 2563)&amp;lt;ref&amp;gt;ควายดำทำเกษตร. 2563. ทำอย่างไรไม่ให้โดนหลอกซื้อ. ที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.facebook.com/blackbuffalofarmer/posts/1213896028960629&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. วันที่สืบค้น 20 มีนาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
                  &lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image_51.png&amp;diff=428</id>
		<title>ไฟล์:Image 51.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image_51.png&amp;diff=428"/>
		<updated>2021-07-12T07:06:36Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ภาพแสดงรูปแบบของ application DOA Agri Factor&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=427</id>
		<title>การใส่ปุ๋ยและปรับปรุงดิน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;diff=427"/>
		<updated>2021-07-12T07:00:57Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีความอ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เนื่องจากอินทรียวัตถุ และธาตุอาหรภายในดินต่ำ จึงส่งผลให้ผลผลิตมันสำปะหลังต่ำตามไปด้วย จึงจำเป็นต้องมีปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์พร้อมสำหรับการปลูกมันสำปะหลัง และใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มธาตุอาหารช่วยในกรเจริญเติบโตแก่มันสำปะหลัง องค์การอาหารและเกษตรแห่งประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) ได้มีกรทดลองเรื่องปุ๋ยเคมีสำหรับมันสำปะหลังเมื่อปี พ.ศ.2523 – 2533 พบว่ามันสำปหลังตอบสนองกับปุ๋ยไนโตรเจน (N) เป็นส่วนใหญ่ ตามด้วยโพแทสเซียม (K) และฟอสฟอรัส (F) (Reinhardt Howeler and Tin Maung Aye, 2015)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
# [[หลักการพิจารณาการใส่ปุ๋ยมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
# [[การวิเคราะห์เนื้อดินอย่างง่าย]] &lt;br /&gt;
# [[การใส่ปุ๋ยตามเนื้อดินจากการประเมินอย่างง่าย]]&lt;br /&gt;
# [[การใส่ปุ๋ยและปรับปรุงดินตามค่าวิเคราะห์ดิน]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=426</id>
		<title>อาการขาดธาตุอาหาร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=426"/>
		<updated>2021-07-12T06:54:12Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;พืชที่แสดงความผิดปกติต่างมีสาเหตุหลัก 2 สาเหตุคือการแสดงอาการโรคพืชที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตเข้าทำลาย และการแสดงอาการของโรคที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต ซึ่งโรคที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิตจะมีสาเหตุดังเช่น การขาดปุ๋ย ขาดธาตุอาหารรอง สภาพดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่างมากเกินไป หรือดินเปรี้ยว สภาพอากาศที่ร้อนจัด หรือเย็นจัด ตลอดจนความร้อนหรือแสงมากหรือน้อยเกินไป รวมไปถึงการขาดออกซิเจน เกิดมลภาวะหรืออากาศเป็นพิษ ทั้งหมดล้วนส่งผลให้พืชเจริญเติบโตผิดปกติมีขนาดเล็กและโตช้า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขาดธาตุอาหารในพืช ตามปกติขาดธาตุอาหารรอง (Secondary macronutrients) และธาตุอาหารเสริม (Micronutrients) ต่างๆ โดยส่วนใหญ่ไม่ใช่ธาตุอาหารหลัก (Primary macronutrients) ได้แก่ธาตุ N P K ซึ่งมีอยู่ในดินเพียงพอต่อความต้องการของพืชอยู่แล้ว แต่อยู่ในรูปที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยพืชที่ปลูกในดินที่เป็นด่างจัด มักมีปัญหาเรื่องการขาดธาตุแมงกานีส ในขณะที่ปลูกในดินที่มีความเป็นกรดจัด จะมีเกลือของแมงกานีสและอลูมิเนียมอยู่ในรูปที่พืชเอาไปใช้ประโยชน์ได้ แต่มากจนเกินไปซึ่งอาจทำให้เป็นพิษต่อพืชได้ (พิสุทธิ์. 2563)&amp;lt;ref&amp;gt;พิสุทธิ์ เอกอำนวย.  2563. โรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญ. บริษัททอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* '''[[ลักษณะการขาดธาตุอาหาร]]'''&lt;br /&gt;
* [[วิธีการแก้ไขอาการขาดธาตุ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8&amp;diff=425</id>
		<title>วิธีการแก้ไขอาการขาดธาตุ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8&amp;diff=425"/>
		<updated>2021-07-12T06:48:09Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# ถ้าพืชขาดธาตุอาหารหลักพวก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม นิยมใส่ปุ๋ยให้ทางดิน เพราะพืชต้องการมาก การให้ปุ๋ยทางใบโดยปกติจะช่วยเสริมให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีในช่วงแรกๆ ปุ๋ยที่ใช้ควรเลือกสูตรให้เหมาะสมตามลักษณะที่พืชขาด ตัวเลขสูตรปุ๋ย เช่น 30-20-10 หมายถึงปริมาณของ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม ในปุ๋ยนั้นตามลำดับ&lt;br /&gt;
# ถ้าพืชแสดงอาการขาด แคลเซียม หรือ แมกนีเซียม ซึ่งโดยปกติจะพบในดินที่เป็นกรด แก้ไขได้โดยการใส่ปูน ถ้าขาดแคลเซียมอาจใช้ปูนมาร์ล ปูนขาวหรือหินปูนบด แต่ถ้าขาด แมกนีเซียม ด้วยควรใช้ปูนโดโลไมต์ เพราะมีทั้ง แคลเซียม และ แมกนีเซียม&lt;br /&gt;
# ถ้าพืชขาดจุลธาตุ ควรปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน pH ให้มีค่าประมาณ 5.5-7 เพราะดินในสภาพนี้จุลธาตุจะละลายออกมาให้พืชใช้ได้พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่ถ้าดินมีธาตุเหล่านี้น้อยนิยมเพิ่มในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เพราะปุ๋ยพวกนี้มีธาตุเหล่านี้อยู่ด้วย อย่างไรก็ตามการใส่ปุ๋ยให้ทางดินอาจจะช้าแก้ไขได้ไม่ทันการ ดังนั้นอาจมีการฉีดพ่นให้ทางใบด้วย ในปัจจุบันมีปุ๋ยที่มีพวกจุลธาตุผสมอยู่มาก เช่น ปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยเกร็ดละลายน้ำ แต่ถ้าทราบว่าขาดจุลธาตุเพียง 1 หรือ 2 ตัว ก็อาจหาซื้อปุ๋ยที่มีเฉพาะธาตุนั้นๆ มาฉีดให้ทางใบก็ได้ เช่น เหล็กคีเลทให้ธาตุเหล็ก แมงกานีสซัลเฟตให้ แมงกานีสและกำมะถัน ซิงซัลเฟตให้สังกะสีและกำมะถัน คอปเปอร์ซัลเฟตให้ทองแดงและกำมะถัน โบแร็กซ์ให้โบรอน แอมโมเนียมโมลิบเดทให้โมลิบดินัมและไนโตรเจน และอื่นๆ อีกมาก (108 พรรณไม้, 2021&amp;lt;ref&amp;gt;108 พรรณไม้. 2021. พืชจะแสดงอาการอย่างไรเมื่อขาดธาตุ. ที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.panmai.com/Tip/Tip02/Tip02.shtml&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. วันที่ 20 พฤษภาคม 2564&amp;lt;/ref&amp;gt; )&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=416</id>
		<title>ลักษณะการขาดธาตุอาหาร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=416"/>
		<updated>2021-07-08T04:57:06Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== การขาดธาตุไนโตรเจน (N) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image 21.png|thumb|ลักษณะอาการขาดธาตุไนโตรเจนในมันสำปะหลัง (CIAT, 2014)&amp;lt;ref&amp;gt;CIAT.  2014. How to get high and stable yields in cassava? New and better varieties. Jakarta, Indonesia. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.slideshare.net/FOODCROPS/2013-ceballos-new-and-better-cassava-varieties&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 7 June 2021.&amp;lt;/ref&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
ธาตุไนโตรเจนเป็นธาตุที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต และสร้างโปรตีน หากได้รับมากจนเกินไป พืชจะมีอาการอ่อนแอ อวบน้ำ โรคและแมลงสามารถเข้าทำลายได้ง่าย ในขนะเดียวกันหากได้รับไนโตรเจนไม่เพียงพอส่งผลให้พืชมีลักษณะแคระแกรน ใบแก่จะมีสีเหลืองและร่วง (สุเทพ, ม.ป.พ.&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;สุเทพ ทองแพ.  ม.ป.พ. ดิน-ปุ๋ย-น้ำ. เอกสารประกอบการอบรมดิน-ปุ๋ย-น้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
108 พรรณไม้.  2021. พืชจะแสดงอาการอย่างไรเมื่อขาดธาตุ.  ที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.panmai.com/Tip/Tip02/Tip02.shtml&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. วันที่ 20 พฤษภาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;) โดยในมันสำปะหลังที่ขาดไนโตรเจน อาจจะไม่แสดงอาการให้เห็น แต่ต้นจะเตี้ยและโตช้ากว่าปกติมันสำปะหลังบางพันธุ์ที่ขาดธาตุ N อย่างรุนแรงจะแสดงอาการใบสีซีดอ่อนลงเล็กน้อย อาการใบซีดค่อนข้างสม่ำเสมอทั่วไปทั้งต้นการขาด N ที่รุนแรงมักจะเกิดในดินทรายที่มีอินทรียวัตถุต่ำแต่ก็อาจจะพบในดินที่เป็นกรดมากๆ และมีอินทรียวัตถุสูงได้เช่นกัน ทั้งนี้ สาเหตุหลักเป็นเพราะว่าอัตราการสลายตัวของอินทรียวัตถุช้าซึ่งต่อไปจะเกิดขบวนการไนโตรเจนมินเนอรัลไลเซชั่น (N mineralization)                         &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุฟอสฟอรัส (P) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image22.png|thumb|ลักษณะอาการขาดธาตุฟอสฟอรัส (Grundon 1987)&amp;lt;ref&amp;gt;Grundon, N.J. 1987. Hungry Crops Department of Primary Industries, Brisbane.&amp;lt;/ref&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
ธาตุฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่ช่วยส่งเสริมการออกดอกผล การเจริญของรา การใส่ปุ๋ยชนิดนี้มากเกินไปจะส่งผลไปลดความเป็นประโยชน์ของจุลธาตุบางตัวในดินเช่น สังกะสี เหล็ก ส่งผลให้พืชขาดจุลธาตุเหล่านี้ได้ ถ้าพืชได้รับฟอสฟอรัสไม่เพียงพอจะทำให้การออกดอกผลลดน้อยลง พืชแคระแกรนและใบแก่มักจะมีสีเหลืองหรือสีอื่นปะปน (สุเทพ, มปป.)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt;  ในมันสำปะหลังการขาดฟอสฟอรัสจะไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็นชัดเจน แต่มันสำปะหลังจะแสดงอาการต้นเตี้ยสั้น และอ่อนแอ ลำต้นผอมเล็ก และใบจะแคบกว่าต้นปกติ ผลผลิตหัวมันสำปะหลังอาจลดลงอย่างรุนแรงจากการขาดุฟอสฟอรัส ในกรณีที่รุนแรงมากๆ ใบล่างๆ ของพืชจะเป็นสีเหลืองคล้ำหรือสีส้ม ซึ่งต่อไปจะเป็นแผลเนื้อตายและเหี่ยวแห้งหลุดร่วงไป ในกรณีที่พืชไม่แสดงอาหารขาดฟอสฟอรัส ที่ชัดเจน การวินิจฉัยสามารถดูได้จากการวิเคราะห์ดินหรือการวิเคราะห์พืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุโพแทสเซียม (K) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image 23.png|thumb|แสดงอาการขาดธาตุโพแทสเซียมในมันสำปะหลัง (Susan, 2010)&amp;lt;ref&amp;gt;Susan John, K., G. Suja, M.N. Sheela, and C.S. Ravindran. 2010. Potassium: The Key Nutrient for Cassava Production, Tuber Quality and Soil Productivity - An Overview. Journal of Root Crops 36:132-144.&amp;lt;/ref&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
ธาตุโพแทสเซียมเป็นธาตุที่ช่วยในการสร้างและสะสมอาหาร (สร้างผล สร้างหัว) และทำให้พืชมีคุณภาพดี การขาดโพแทสเซียมจะทำให้ความสูงของต้นและความแข็งแรงลดลง ข้อปล้องจะสั้นลงอย่างเห็นได้ชัดลำต้นส่วนบนจะแข็งเป็นเนื้อไม้ทำให้ลำต้นโตแบบหักซิกแซก โดยทั่วไปลำต้นจะแน่นและแตกกิ่งก้านมากทำให้ทรงต้นแผ่กว้าง (วัลลีย์, 2551) &amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;วัลลีย์ อมรพล. 2551. เอกสารวิชาการ เรื่อง ธาตุอาหารพืช และการใช้ปุ๋ยกับมันสำปะหลังในภาคตะวันออก. กรมวิชาการเกษตร. กรุงเทพ.&amp;lt;/ref&amp;gt;ในมันสำปะหลังมักจะไม่แสดงอาการขาดโพแทสเซียมที่ชัดเจน ในสภาพไร่มันสำปะหลังใบมักจะไม่แสดงอาการซีดหรือ สีเขียวอ่อน แต่ใบบนๆ จะเล็กและใบล่างๆ อาจจะเหลืองและขอบใบแห้ง แผลแห้งตายจากการขาดโพแทสเซียม จะเป็นช่องทางให้เชื้อโรคโดยเฉพาะโรคแอนแทรกโนสเข้าทำลายพืช ใบล่างๆ อาจจะมีอาการขอบใบม้วนขึ้นคล้ายกับการขาดน้ำในหน้าแล้ง โดยทั่วไป การขาดโพแทสเซียม จะเกิดขึ้นได้ในดินทรายที่มีปริมาณสำรองของโพแทสเซียมต่ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแปลงที่ปลูกมันสำปะหลังติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุแคลเซียม (Ca) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image23.png|thumb|ลักษณะอาการขาดธาตุแคลเซียม (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;มาลินี พิทักษ์ และ วิลาวัลย์ วงษ์เกษม.  2558.  '''การจัดการมันสำปะหลังอย่างยั่งยืนในเอเชียจากงานวิจัยสู่การปฏิบัติ'''. เวียดนาม. แปลจาก H. Reinhardt and M.A. Tin. '''Centro International de Agricultura Tropical (CIAT)'''. คาลิ, โคลัมเบีย. &amp;lt;/ref&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
ธาตุแคลเซียมเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ ช่วยในการแบ่งเซลล์พืช โดยเฉพาะในส่วนยอดหรือปลายรากจะพบว่ามีแคลเซียมแพคเทต (Calcium pectate) ช่วยในการผสมเกสร การงอกของเมล็ด ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของรากพืช (วัลลีย์, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; อาการขาดแคลเซียมมักจะไม่ค่อยพบในแปลงมันสำปะหลัง แต่ในกรณีดินเป็นกรดสูงและปริมาณ แคลเซียม ที่เป็นประโยชน์ต่ำพืชจะตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยแคลเซียม การขาดแคลเซียมจะทำให้รากลดการเจริญเติบโต ดังนั้น ต้นจะมีขนาดเล็กและเตี้ยกว่า และระบบรากจะไม่แตกและรากหยาบ ในสภาวะการขาดแคลเซียมอย่างรุนแรงใบแก่จะยังคงเขียวเป็นปกติแต่ปลายใบอ่อนจะม้วนลงและอาจแห้งตาย การขาดแคลเซียมจะมีผลกระทบต่อจุดเจริญเติบโตทั้งส่วนยอดและราก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุแมกนีเซียม (Mg) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image24.png|thumb|แสดงอาการขาดธาตุแมกนีเชียม]]&lt;br /&gt;
ธาตุแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบของส่วนที่เป็นสีเขียวของพืช และคลอโรฟิลล์ซึ่งทำหน้าที่ในการสังเคราะห์แสงส่งเสริมการดูดกินและนำพาฟอสฟอรัสขึ้นสู่ลำต้น ช่วยในการสังเคราะห์กรดอะมิโน วิตามิน ไขมัน มีส่วนช่วยในการสร้างน้ำมันเมื่ออยู่ร่วมกับกำมะถันนอกจากนี้ยังทำหน้าที่หลายอย่างที่มีความสำคัญต่อการหายใจของเซลล์พืช (วัลลีย์, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;  อาการขาดธาตุแมกนีเชียมในมันสำปะหลังจะไม่เหมือนการขาดธาตุอื่นๆ คืออาการจะสังเกตเห็นได้ง่ายมาก ถ้าขาดแมกนีเชียม ใบล่างๆ ของมันสำปะหลังจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองบนใบและขอบใบ ทำให้เห็นเส้นใบสีเขียวชัดเจนบนใบสีเหลืองคล้าย “ก้างปลา” อาการนี้เรียกว่า“ใบเหลืองระหว่างเส้นใบ” หรือ “คลอโรซีส” (chlorosis) อาการใบเหลืองจะเริ่มที่ใบแก่ที่สุดก่อนแล้วทยอยเหลืองขึ้นไปลำต้นส่วนบน แต่ใบบนๆ จะไม่แสดงอาการนี้ ความสูงของต้นมักจะไม่ลดลงและใบจะไม่ผิดรูปร่างการขาดแมกนีเชียมส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในดินที่เป็นกรดจัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุซัลเฟอร์ (S) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image25.png|thumb|แสดงอาการขาดธาตุซัลเฟอร์ (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
ธาตุซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบของโปรตีน กรดอะมีโน วิตามิน และโคเอนไซด์ เอ ในพืช ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลด์และน้ำมัน ควบคุมโครงสร้างของโปรตีนในพืช นอกจากนี้ยังมีผลทางอ้อมต่อการแบ่งเซลล์และการเจริญเติบโตส่วนยอดของพืช (วัลลีย์, 2551) &amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;การขาดซัลเฟอร์ ในมันสำปะหลังจะมีอาการใบบนๆ จะเหลืองสม่ำเสมอเป็นรูปแบบคล้ายกับอาการขาดไนโตรเจนภายใต้สถานการณ์ที่รุนแรงพืชจะเหลืองทั่วไปทั้งต้นจากการสูญเสียคลอโรฟิลล์ และใบจะยังคงเล็ก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุโบรอน (B) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image26.png|thumb|ลักษณะอาการขาดธาตุโบรอน (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
เป็นธาตุที่จำเป็นต่อการแบ่งเซลล์และออกดอกของพืช ช่วยในการสร้างแป้ง น้ำตาล และโปรตันในพืช ช่วยในการคายน้ำ การดูดใช้ไนโตรเจน และแคลเซียมได้ดีขึ้น ทำหน้าที่เป็นตัวปรับสัดส่วนระหว่างโพแทสเซี่ยมและแคลเซียมในพืช นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในกระบวนการ Metabolism ของคาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และฮอร์โมนอีกด้วย (วัลลีย์, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; อาการขาดธาตุโบรอนมักจะไม่ค่อยพบในไร่มันสำปะหลัง เนื่องจากโบรอนจะไม่เคลื่อนย้ายภายในต้น (เช่นเดียวกับแคลเซียม) อาการที่ขาดโบรอนรุนแรงจะพบได้บริเวณจุดเจริญของรากและยอด ต้นจะเตี้ยสั้นรากฝอยจะหนาและสั้น ใบที่ส่วนยอดจะเล็กผิดรูปและเป็นสีเขียวเข้มข้อส่วนบนของลำต้นจะสั้นมาก บางครั้งก้านใบและลำต้นจะมียางสีน้ำตาลไหลซึมออกมาและจะเปลี่ยนไปเป็นจุดสีน้ำตาล ในกรณีที่ขาดไม่รุนแรงต้นมันสำปะหลังจะมีอาการใบสีอ่อนเป็นจุดๆ เนื่องจากการสูญเสียคลอโรฟิลล์โดยเป็นบนใบกลางๆ หรือใบล่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุเหล็ก (Fe) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image27.png|thumb|แสดงลักษณะการขาดธาตุเหล็ก ]]&lt;br /&gt;
ธาตุเหล็กเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายชนิด มีความสำคัญในการสร้างคลอโรฟิลล์ช่วยในการสร้างแป้งและน้ำตาล เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) และรีดักชัน (Reduction) ช่วยในการหายใจและดูดธาตุอาหารอื่นๆ นอกจากนี้ยังช่วยสังเคราะห์โปรตีนที่มีอยู่ในเซลล์พืชได้อีกด้วย (วัลลีย์, 2551) &amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;อาการขาดเหล็กในมันสำปะหลังจะมีลักษณะใบเหลืองสม่ำเสมอทั่วไปทั้งต้นโดยที่ตัวใบไม่เปลี่ยนรูปร่างในกรณีที่ขาดรุนแรงใบบนๆ และก้านใบอาจจะเป็นสีขาวเกือบทั้งหมดปัญหาการขาดเหล็กนี้จะพบได้เฉพาะในดินที่เป็นด่างหรือดินที่สลายตัวจากหินปูน หรือพบเป็นจุดๆ บริเวณที่เป็นจอมปลวกเก่าในดินกรด อาการขาด เหล็ก จะแสดงให้เห็นช่วงฤดูแล้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุสังกะสี (Zn) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image28.png|thumb|อาการขาดธาตุสังกะสี  ]]&lt;br /&gt;
ธาตุสังกะสีเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายชนิดในพืชช่วยสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซิน (Auxins) เพื่อการเจริญเติบโตของพืชช่วยสร้างโปรตีนและคลอโรฟิลในพืช กระตุ้นให้มีการสร้างแป้งและน้ำตาลช่วยในการยืดตัวของเซลล์พืช (วัลลีย์, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; อาการขาดธาตุมันสำปะหลังเป็นพืชที่ไวต่อการขาดสังกะสีโดยเฉพาะในช่วงแรกของการเจริญเติบโต อาการขาดสังกะสีจะปรากฏเป็นจุดขาวหรือเส้นขาวบนใบอ่อนเมื่ออาการรุนแรงใบทั้งหมดจะเป็นสีซีดขาว ความหยักของใบจะเล็กและ       แคบกว่า และใบจะชี้ออกไปจากลำต้น ใบล่างจะเป็นแผลจุดสีขาวหรือ      น้ำตาล ต้นจะไม่โตและอ่อนแอ ต้นที่แสดงอาการเริ่มขาดสังกะสีอาจจะกลับมาตั้งตัวได้หลังจากที่ระบบรากเจริญเติบโตดีแล้วและรากได้รับเชื้อราไมโคไรซ่าในดินแล้วถ้าขาดรุนแรงมันสำปะหลังอาจตายหรือให้ผลผลิตต่ำมากๆ (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=414</id>
		<title>ลักษณะการขาดธาตุอาหาร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=414"/>
		<updated>2021-07-08T04:56:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== การขาดธาตุไนโตรเจน (N) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image 21.png|thumb|ลักษณะอาการขาดธาตุไนโตรเจนในมันสำปะหลัง (CIAT, 2014)&amp;lt;ref&amp;gt;CIAT.  2014. How to get high and stable yields in cassava? New and better varieties. Jakarta, Indonesia. &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.slideshare.net/FOODCROPS/2013-ceballos-new-and-better-cassava-varieties&amp;lt;/nowiki&amp;gt;, 7 June 2021.&amp;lt;/ref&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
ธาตุไนโตรเจนเป็นธาตุที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต และสร้างโปรตีน หากได้รับมากจนเกินไป พืชจะมีอาการอ่อนแอ อวบน้ำ โรคและแมลงสามารถเข้าทำลายได้ง่าย ในขนะเดียวกันหากได้รับไนโตรเจนไม่เพียงพอส่งผลให้พืชมีลักษณะแคระแกรน ใบแก่จะมีสีเหลืองและร่วง (สุเทพ, ม.ป.พ.&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot;&amp;gt;สุเทพ ทองแพ.  ม.ป.พ. ดิน-ปุ๋ย-น้ำ. เอกสารประกอบการอบรมดิน-ปุ๋ย-น้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
108 พรรณไม้.  2021. พืชจะแสดงอาการอย่างไรเมื่อขาดธาตุ.  ที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.panmai.com/Tip/Tip02/Tip02.shtml&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. วันที่ 20 พฤษภาคม 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;) โดยในมันสำปะหลังที่ขาดไนโตรเจน อาจจะไม่แสดงอาการให้เห็น แต่ต้นจะเตี้ยและโตช้ากว่าปกติมันสำปะหลังบางพันธุ์ที่ขาดธาตุ N อย่างรุนแรงจะแสดงอาการใบสีซีดอ่อนลงเล็กน้อย อาการใบซีดค่อนข้างสม่ำเสมอทั่วไปทั้งต้นการขาด N ที่รุนแรงมักจะเกิดในดินทรายที่มีอินทรียวัตถุต่ำแต่ก็อาจจะพบในดินที่เป็นกรดมากๆ และมีอินทรียวัตถุสูงได้เช่นกัน ทั้งนี้ สาเหตุหลักเป็นเพราะว่าอัตราการสลายตัวของอินทรียวัตถุช้าซึ่งต่อไปจะเกิดขบวนการไนโตรเจนมินเนอรัลไลเซชั่น (N mineralization)     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุฟอสฟอรัส (P) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image22.png|thumb|ลักษณะอาการขาดธาตุฟอสฟอรัส (Grundon 1987)&amp;lt;ref&amp;gt;Grundon, N.J. 1987. Hungry Crops Department of Primary Industries, Brisbane.&amp;lt;/ref&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
ธาตุฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่ช่วยส่งเสริมการออกดอกผล การเจริญของรา การใส่ปุ๋ยชนิดนี้มากเกินไปจะส่งผลไปลดความเป็นประโยชน์ของจุลธาตุบางตัวในดินเช่น สังกะสี เหล็ก ส่งผลให้พืชขาดจุลธาตุเหล่านี้ได้ ถ้าพืชได้รับฟอสฟอรัสไม่เพียงพอจะทำให้การออกดอกผลลดน้อยลง พืชแคระแกรนและใบแก่มักจะมีสีเหลืองหรือสีอื่นปะปน (สุเทพ, มปป.)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:0&amp;quot; /&amp;gt;  ในมันสำปะหลังการขาดฟอสฟอรัสจะไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็นชัดเจน แต่มันสำปะหลังจะแสดงอาการต้นเตี้ยสั้น และอ่อนแอ ลำต้นผอมเล็ก และใบจะแคบกว่าต้นปกติ ผลผลิตหัวมันสำปะหลังอาจลดลงอย่างรุนแรงจากการขาดุฟอสฟอรัส ในกรณีที่รุนแรงมากๆ ใบล่างๆ ของพืชจะเป็นสีเหลืองคล้ำหรือสีส้ม ซึ่งต่อไปจะเป็นแผลเนื้อตายและเหี่ยวแห้งหลุดร่วงไป ในกรณีที่พืชไม่แสดงอาหารขาดฟอสฟอรัส ที่ชัดเจน การวินิจฉัยสามารถดูได้จากการวิเคราะห์ดินหรือการวิเคราะห์พืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุโพแทสเซียม (K) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image 23.png|thumb|แสดงอาการขาดธาตุโพแทสเซียมในมันสำปะหลัง (Susan, 2010)&amp;lt;ref&amp;gt;Susan John, K., G. Suja, M.N. Sheela, and C.S. Ravindran. 2010. Potassium: The Key Nutrient for Cassava Production, Tuber Quality and Soil Productivity - An Overview. Journal of Root Crops 36:132-144.&amp;lt;/ref&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
ธาตุโพแทสเซียมเป็นธาตุที่ช่วยในการสร้างและสะสมอาหาร (สร้างผล สร้างหัว) และทำให้พืชมีคุณภาพดี การขาดโพแทสเซียมจะทำให้ความสูงของต้นและความแข็งแรงลดลง ข้อปล้องจะสั้นลงอย่างเห็นได้ชัดลำต้นส่วนบนจะแข็งเป็นเนื้อไม้ทำให้ลำต้นโตแบบหักซิกแซก โดยทั่วไปลำต้นจะแน่นและแตกกิ่งก้านมากทำให้ทรงต้นแผ่กว้าง (วัลลีย์, 2551) &amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot;&amp;gt;วัลลีย์ อมรพล. 2551. เอกสารวิชาการ เรื่อง ธาตุอาหารพืช และการใช้ปุ๋ยกับมันสำปะหลังในภาคตะวันออก. กรมวิชาการเกษตร. กรุงเทพ.&amp;lt;/ref&amp;gt;ในมันสำปะหลังมักจะไม่แสดงอาการขาดโพแทสเซียมที่ชัดเจน ในสภาพไร่มันสำปะหลังใบมักจะไม่แสดงอาการซีดหรือ สีเขียวอ่อน แต่ใบบนๆ จะเล็กและใบล่างๆ อาจจะเหลืองและขอบใบแห้ง แผลแห้งตายจากการขาดโพแทสเซียม จะเป็นช่องทางให้เชื้อโรคโดยเฉพาะโรคแอนแทรกโนสเข้าทำลายพืช ใบล่างๆ อาจจะมีอาการขอบใบม้วนขึ้นคล้ายกับการขาดน้ำในหน้าแล้ง โดยทั่วไป การขาดโพแทสเซียม จะเกิดขึ้นได้ในดินทรายที่มีปริมาณสำรองของโพแทสเซียมต่ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแปลงที่ปลูกมันสำปะหลังติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุแคลเซียม (Ca) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image23.png|thumb|ลักษณะอาการขาดธาตุแคลเซียม (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot;&amp;gt;มาลินี พิทักษ์ และ วิลาวัลย์ วงษ์เกษม.  2558.  '''การจัดการมันสำปะหลังอย่างยั่งยืนในเอเชียจากงานวิจัยสู่การปฏิบัติ'''. เวียดนาม. แปลจาก H. Reinhardt and M.A. Tin. '''Centro International de Agricultura Tropical (CIAT)'''. คาลิ, โคลัมเบีย. &amp;lt;/ref&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
ธาตุแคลเซียมเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ ช่วยในการแบ่งเซลล์พืช โดยเฉพาะในส่วนยอดหรือปลายรากจะพบว่ามีแคลเซียมแพคเทต (Calcium pectate) ช่วยในการผสมเกสร การงอกของเมล็ด ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของรากพืช (วัลลีย์, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; อาการขาดแคลเซียมมักจะไม่ค่อยพบในแปลงมันสำปะหลัง แต่ในกรณีดินเป็นกรดสูงและปริมาณ แคลเซียม ที่เป็นประโยชน์ต่ำพืชจะตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยแคลเซียม การขาดแคลเซียมจะทำให้รากลดการเจริญเติบโต ดังนั้น ต้นจะมีขนาดเล็กและเตี้ยกว่า และระบบรากจะไม่แตกและรากหยาบ ในสภาวะการขาดแคลเซียมอย่างรุนแรงใบแก่จะยังคงเขียวเป็นปกติแต่ปลายใบอ่อนจะม้วนลงและอาจแห้งตาย การขาดแคลเซียมจะมีผลกระทบต่อจุดเจริญเติบโตทั้งส่วนยอดและราก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุแมกนีเซียม (Mg) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image24.png|thumb|แสดงอาการขาดธาตุแมกนีเชียม]]&lt;br /&gt;
ธาตุแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบของส่วนที่เป็นสีเขียวของพืช และคลอโรฟิลล์ซึ่งทำหน้าที่ในการสังเคราะห์แสงส่งเสริมการดูดกินและนำพาฟอสฟอรัสขึ้นสู่ลำต้น ช่วยในการสังเคราะห์กรดอะมิโน วิตามิน ไขมัน มีส่วนช่วยในการสร้างน้ำมันเมื่ออยู่ร่วมกับกำมะถันนอกจากนี้ยังทำหน้าที่หลายอย่างที่มีความสำคัญต่อการหายใจของเซลล์พืช (วัลลีย์, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;  อาการขาดธาตุแมกนีเชียมในมันสำปะหลังจะไม่เหมือนการขาดธาตุอื่นๆ คืออาการจะสังเกตเห็นได้ง่ายมาก ถ้าขาดแมกนีเชียม ใบล่างๆ ของมันสำปะหลังจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองบนใบและขอบใบ ทำให้เห็นเส้นใบสีเขียวชัดเจนบนใบสีเหลืองคล้าย “ก้างปลา” อาการนี้เรียกว่า“ใบเหลืองระหว่างเส้นใบ” หรือ “คลอโรซีส” (chlorosis) อาการใบเหลืองจะเริ่มที่ใบแก่ที่สุดก่อนแล้วทยอยเหลืองขึ้นไปลำต้นส่วนบน แต่ใบบนๆ จะไม่แสดงอาการนี้ ความสูงของต้นมักจะไม่ลดลงและใบจะไม่ผิดรูปร่างการขาดแมกนีเชียมส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในดินที่เป็นกรดจัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุซัลเฟอร์ (S) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image25.png|thumb|แสดงอาการขาดธาตุซัลเฟอร์ (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
ธาตุซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบของโปรตีน กรดอะมีโน วิตามิน และโคเอนไซด์ เอ ในพืช ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลด์และน้ำมัน ควบคุมโครงสร้างของโปรตีนในพืช นอกจากนี้ยังมีผลทางอ้อมต่อการแบ่งเซลล์และการเจริญเติบโตส่วนยอดของพืช (วัลลีย์, 2551) &amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;การขาดซัลเฟอร์ ในมันสำปะหลังจะมีอาการใบบนๆ จะเหลืองสม่ำเสมอเป็นรูปแบบคล้ายกับอาการขาดไนโตรเจนภายใต้สถานการณ์ที่รุนแรงพืชจะเหลืองทั่วไปทั้งต้นจากการสูญเสียคลอโรฟิลล์ และใบจะยังคงเล็ก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุโบรอน (B) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image26.png|thumb|ลักษณะอาการขาดธาตุโบรอน (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;]]&lt;br /&gt;
เป็นธาตุที่จำเป็นต่อการแบ่งเซลล์และออกดอกของพืช ช่วยในการสร้างแป้ง น้ำตาล และโปรตันในพืช ช่วยในการคายน้ำ การดูดใช้ไนโตรเจน และแคลเซียมได้ดีขึ้น ทำหน้าที่เป็นตัวปรับสัดส่วนระหว่างโพแทสเซี่ยมและแคลเซียมในพืช นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในกระบวนการ Metabolism ของคาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และฮอร์โมนอีกด้วย (วัลลีย์, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; อาการขาดธาตุโบรอนมักจะไม่ค่อยพบในไร่มันสำปะหลัง เนื่องจากโบรอนจะไม่เคลื่อนย้ายภายในต้น (เช่นเดียวกับแคลเซียม) อาการที่ขาดโบรอนรุนแรงจะพบได้บริเวณจุดเจริญของรากและยอด ต้นจะเตี้ยสั้นรากฝอยจะหนาและสั้น ใบที่ส่วนยอดจะเล็กผิดรูปและเป็นสีเขียวเข้มข้อส่วนบนของลำต้นจะสั้นมาก บางครั้งก้านใบและลำต้นจะมียางสีน้ำตาลไหลซึมออกมาและจะเปลี่ยนไปเป็นจุดสีน้ำตาล ในกรณีที่ขาดไม่รุนแรงต้นมันสำปะหลังจะมีอาการใบสีอ่อนเป็นจุดๆ เนื่องจากการสูญเสียคลอโรฟิลล์โดยเป็นบนใบกลางๆ หรือใบล่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุเหล็ก (Fe) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image27.png|thumb|แสดงลักษณะการขาดธาตุเหล็ก ]]&lt;br /&gt;
ธาตุเหล็กเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายชนิด มีความสำคัญในการสร้างคลอโรฟิลล์ช่วยในการสร้างแป้งและน้ำตาล เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) และรีดักชัน (Reduction) ช่วยในการหายใจและดูดธาตุอาหารอื่นๆ นอกจากนี้ยังช่วยสังเคราะห์โปรตีนที่มีอยู่ในเซลล์พืชได้อีกด้วย (วัลลีย์, 2551) &amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt;อาการขาดเหล็กในมันสำปะหลังจะมีลักษณะใบเหลืองสม่ำเสมอทั่วไปทั้งต้นโดยที่ตัวใบไม่เปลี่ยนรูปร่างในกรณีที่ขาดรุนแรงใบบนๆ และก้านใบอาจจะเป็นสีขาวเกือบทั้งหมดปัญหาการขาดเหล็กนี้จะพบได้เฉพาะในดินที่เป็นด่างหรือดินที่สลายตัวจากหินปูน หรือพบเป็นจุดๆ บริเวณที่เป็นจอมปลวกเก่าในดินกรด อาการขาด เหล็ก จะแสดงให้เห็นช่วงฤดูแล้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุสังกะสี (Zn) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image28.png|thumb|อาการขาดธาตุสังกะสี  ]]&lt;br /&gt;
ธาตุสังกะสีเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายชนิดในพืชช่วยสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซิน (Auxins) เพื่อการเจริญเติบโตของพืชช่วยสร้างโปรตีนและคลอโรฟิลในพืช กระตุ้นให้มีการสร้างแป้งและน้ำตาลช่วยในการยืดตัวของเซลล์พืช (วัลลีย์, 2551)&amp;lt;ref name=&amp;quot;:1&amp;quot; /&amp;gt; อาการขาดธาตุมันสำปะหลังเป็นพืชที่ไวต่อการขาดสังกะสีโดยเฉพาะในช่วงแรกของการเจริญเติบโต อาการขาดสังกะสีจะปรากฏเป็นจุดขาวหรือเส้นขาวบนใบอ่อนเมื่ออาการรุนแรงใบทั้งหมดจะเป็นสีซีดขาว ความหยักของใบจะเล็กและ       แคบกว่า และใบจะชี้ออกไปจากลำต้น ใบล่างจะเป็นแผลจุดสีขาวหรือ      น้ำตาล ต้นจะไม่โตและอ่อนแอ ต้นที่แสดงอาการเริ่มขาดสังกะสีอาจจะกลับมาตั้งตัวได้หลังจากที่ระบบรากเจริญเติบโตดีแล้วและรากได้รับเชื้อราไมโคไรซ่าในดินแล้วถ้าขาดรุนแรงมันสำปะหลังอาจตายหรือให้ผลผลิตต่ำมากๆ (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558&amp;lt;ref name=&amp;quot;:2&amp;quot; /&amp;gt;)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=413</id>
		<title>ลักษณะการขาดธาตุอาหาร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=413"/>
		<updated>2021-07-08T04:49:20Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== การขาดธาตุไนโตรเจน (N) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image 21.png|thumb|ลักษณะอาการขาดธาตุไนโตรเจนในมันสำปะหลัง (CIAT, 2014)]]&lt;br /&gt;
ธาตุไนโตรเจนเป็นธาตุที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต และสร้างโปรตีน หากได้รับมากจนเกินไป พืชจะมีอาการอ่อนแอ อวบน้ำ โรคและแมลงสามารถเข้าทำลายได้ง่าย ในขนะเดียวกันหากได้รับไนโตรเจนไม่เพียงพอส่งผลให้พืชมีลักษณะแคระแกรน ใบแก่จะมีสีเหลืองและร่วง (สุเทพ, ม.ป.พ.) โดยในมันสำปะหลังที่ขาดไนโตรเจน อาจจะไม่แสดงอาการให้เห็น แต่ต้นจะเตี้ยและโตช้ากว่าปกติมันสำปะหลังบางพันธุ์ที่ขาดธาตุ N อย่างรุนแรงจะแสดงอาการใบสีซีดอ่อนลงเล็กน้อย อาการใบซีดค่อนข้างสม่ำเสมอทั่วไปทั้งต้นการขาด N ที่รุนแรงมักจะเกิดในดินทรายที่มีอินทรียวัตถุต่ำแต่ก็อาจจะพบในดินที่เป็นกรดมากๆ และมีอินทรียวัตถุสูงได้เช่นกัน ทั้งนี้ สาเหตุหลักเป็นเพราะว่าอัตราการสลายตัวของอินทรียวัตถุช้าซึ่งต่อไปจะเกิดขบวนการไนโตรเจนมินเนอรัลไลเซชั่น (N mineralization)     &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุฟอสฟอรัส (P) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image22.png|thumb|ลักษณะอาการขาดธาตุฟอสฟอรัส (Grundon 1987)]]&lt;br /&gt;
ธาตุฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่ช่วยส่งเสริมการออกดอกผล การเจริญของรา การใส่ปุ๋ยชนิดนี้มากเกินไปจะส่งผลไปลดความเป็นประโยชน์ของจุลธาตุบางตัวในดินเช่น สังกะสี เหล็ก ส่งผลให้พืชขาดจุลธาตุเหล่านี้ได้ ถ้าพืชได้รับฟอสฟอรัสไม่เพียงพอจะทำให้การออกดอกผลลดน้อยลง พืชแคระแกรนและใบแก่มักจะมีสีเหลืองหรือสีอื่นปะปน (สุเทพ, มปป.)  ในมันสำปะหลังการขาดฟอสฟอรัสจะไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็นชัดเจน แต่มันสำปะหลังจะแสดงอาการต้นเตี้ยสั้น และอ่อนแอ ลำต้นผอมเล็ก และใบจะแคบกว่าต้นปกติ ผลผลิตหัวมันสำปะหลังอาจลดลงอย่างรุนแรงจากการขาดุฟอสฟอรัส ในกรณีที่รุนแรงมากๆ ใบล่างๆ ของพืชจะเป็นสีเหลืองคล้ำหรือสีส้ม ซึ่งต่อไปจะเป็นแผลเนื้อตายและเหี่ยวแห้งหลุดร่วงไป ในกรณีที่พืชไม่แสดงอาหารขาดฟอสฟอรัส ที่ชัดเจน การวินิจฉัยสามารถดูได้จากการวิเคราะห์ดินหรือการวิเคราะห์พืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุโพแทสเซียม (K) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image 23.png|thumb|แสดงอาการขาดธาตุโพแทสเซียมในมันสำปะหลัง (Susan, 2010)]]&lt;br /&gt;
ธาตุโพแทสเซียมเป็นธาตุที่ช่วยในการสร้างและสะสมอาหาร (สร้างผล สร้างหัว) และทำให้พืชมีคุณภาพดี การขาดโพแทสเซียมจะทำให้ความสูงของต้นและความแข็งแรงลดลง ข้อปล้องจะสั้นลงอย่างเห็นได้ชัดลำต้นส่วนบนจะแข็งเป็นเนื้อไม้ทำให้ลำต้นโตแบบหักซิกแซก โดยทั่วไปลำต้นจะแน่นและแตกกิ่งก้านมากทำให้ทรงต้นแผ่กว้าง (วัลลีย์, 2551) ในมันสำปะหลังมักจะไม่แสดงอาการขาดโพแทสเซียมที่ชัดเจน ในสภาพไร่มันสำปะหลังใบมักจะไม่แสดงอาการซีดหรือ สีเขียวอ่อน แต่ใบบนๆ จะเล็กและใบล่างๆ อาจจะเหลืองและขอบใบแห้ง แผลแห้งตายจากการขาดโพแทสเซียม จะเป็นช่องทางให้เชื้อโรคโดยเฉพาะโรคแอนแทรกโนสเข้าทำลายพืช ใบล่างๆ อาจจะมีอาการขอบใบม้วนขึ้นคล้ายกับการขาดน้ำในหน้าแล้ง โดยทั่วไป การขาดโพแทสเซียม จะเกิดขึ้นได้ในดินทรายที่มีปริมาณสำรองของโพแทสเซียมต่ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแปลงที่ปลูกมันสำปะหลังติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุแคลเซียม (Ca) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image23.png|thumb|ลักษณะอาการขาดธาตุแคลเซียม (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558)]]&lt;br /&gt;
ธาตุแคลเซียมเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ ช่วยในการแบ่งเซลล์พืช โดยเฉพาะในส่วนยอดหรือปลายรากจะพบว่ามีแคลเซียมแพคเทต (Calcium pectate) ช่วยในการผสมเกสร การงอกของเมล็ด ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของรากพืช (วัลลีย์, 2551) อาการขาดแคลเซียมมักจะไม่ค่อยพบในแปลงมันสำปะหลัง แต่ในกรณีดินเป็นกรดสูงและปริมาณ แคลเซียม ที่เป็นประโยชน์ต่ำพืชจะตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยแคลเซียม การขาดแคลเซียมจะทำให้รากลดการเจริญเติบโต ดังนั้น ต้นจะมีขนาดเล็กและเตี้ยกว่า และระบบรากจะไม่แตกและรากหยาบ ในสภาวะการขาดแคลเซียมอย่างรุนแรงใบแก่จะยังคงเขียวเป็นปกติแต่ปลายใบอ่อนจะม้วนลงและอาจแห้งตาย การขาดแคลเซียมจะมีผลกระทบต่อจุดเจริญเติบโตทั้งส่วนยอดและราก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุแมกนีเซียม (Mg) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image24.png|thumb|แสดงอาการขาดธาตุแมกนีเชียม]]&lt;br /&gt;
ธาตุแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบของส่วนที่เป็นสีเขียวของพืช และคลอโรฟิลล์ซึ่งทำหน้าที่ในการสังเคราะห์แสงส่งเสริมการดูดกินและนำพาฟอสฟอรัสขึ้นสู่ลำต้น ช่วยในการสังเคราะห์กรดอะมิโน วิตามิน ไขมัน มีส่วนช่วยในการสร้างน้ำมันเมื่ออยู่ร่วมกับกำมะถันนอกจากนี้ยังทำหน้าที่หลายอย่างที่มีความสำคัญต่อการหายใจของเซลล์พืช (วัลลีย์, 2551)  อาการขาดธาตุแมกนีเชียมในมันสำปะหลังจะไม่เหมือนการขาดธาตุอื่นๆ คืออาการจะสังเกตเห็นได้ง่ายมาก ถ้าขาดแมกนีเชียม ใบล่างๆ ของมันสำปะหลังจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองบนใบและขอบใบ ทำให้เห็นเส้นใบสีเขียวชัดเจนบนใบสีเหลืองคล้าย “ก้างปลา” อาการนี้เรียกว่า“ใบเหลืองระหว่างเส้นใบ” หรือ “คลอโรซีส” (chlorosis) อาการใบเหลืองจะเริ่มที่ใบแก่ที่สุดก่อนแล้วทยอยเหลืองขึ้นไปลำต้นส่วนบน แต่ใบบนๆ จะไม่แสดงอาการนี้ ความสูงของต้นมักจะไม่ลดลงและใบจะไม่ผิดรูปร่างการขาดแมกนีเชียมส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในดินที่เป็นกรดจัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุซัลเฟอร์ (S) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image25.png|thumb|แสดงอาการขาดธาตุซัลเฟอร์ (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558)]]&lt;br /&gt;
ธาตุซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบของโปรตีน กรดอะมีโน วิตามิน และโคเอนไซด์ เอ ในพืช ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลด์และน้ำมัน ควบคุมโครงสร้างของโปรตีนในพืช นอกจากนี้ยังมีผลทางอ้อมต่อการแบ่งเซลล์และการเจริญเติบโตส่วนยอดของพืช (วัลลีย์, 2551) การขาดซัลเฟอร์ ในมันสำปะหลังจะมีอาการใบบนๆ จะเหลืองสม่ำเสมอเป็นรูปแบบคล้ายกับอาการขาดไนโตรเจนภายใต้สถานการณ์ที่รุนแรงพืชจะเหลืองทั่วไปทั้งต้นจากการสูญเสียคลอโรฟิลล์ และใบจะยังคงเล็ก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุโบรอน (B) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image26.png|thumb|ลักษณะอาการขาดธาตุโบรอน (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558)]]&lt;br /&gt;
เป็นธาตุที่จำเป็นต่อการแบ่งเซลล์และออกดอกของพืช ช่วยในการสร้างแป้ง น้ำตาล และโปรตันในพืช ช่วยในการคายน้ำ การดูดใช้ไนโตรเจน และแคลเซียมได้ดีขึ้น ทำหน้าที่เป็นตัวปรับสัดส่วนระหว่างโพแทสเซี่ยมและแคลเซียมในพืช นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในกระบวนการ Metabolism ของคาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และฮอร์โมนอีกด้วย (วัลลีย์, 2551) อาการขาดธาตุโบรอนมักจะไม่ค่อยพบในไร่มันสำปะหลัง เนื่องจากโบรอนจะไม่เคลื่อนย้ายภายในต้น (เช่นเดียวกับแคลเซียม) อาการที่ขาดโบรอนรุนแรงจะพบได้บริเวณจุดเจริญของรากและยอด ต้นจะเตี้ยสั้นรากฝอยจะหนาและสั้น ใบที่ส่วนยอดจะเล็กผิดรูปและเป็นสีเขียวเข้มข้อส่วนบนของลำต้นจะสั้นมาก บางครั้งก้านใบและลำต้นจะมียางสีน้ำตาลไหลซึมออกมาและจะเปลี่ยนไปเป็นจุดสีน้ำตาล ในกรณีที่ขาดไม่รุนแรงต้นมันสำปะหลังจะมีอาการใบสีอ่อนเป็นจุดๆ เนื่องจากการสูญเสียคลอโรฟิลล์โดยเป็นบนใบกลางๆ หรือใบล่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุเหล็ก (Fe) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image27.png|thumb|แสดงลักษณะการขาดธาตุเหล็ก ]]&lt;br /&gt;
ธาตุเหล็กเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายชนิด มีความสำคัญในการสร้างคลอโรฟิลล์ช่วยในการสร้างแป้งและน้ำตาล เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) และรีดักชัน (Reduction) ช่วยในการหายใจและดูดธาตุอาหารอื่นๆ นอกจากนี้ยังช่วยสังเคราะห์โปรตีนที่มีอยู่ในเซลล์พืชได้อีกด้วย (วัลลีย์, 2551) อาการขาดเหล็กในมันสำปะหลังจะมีลักษณะใบเหลืองสม่ำเสมอทั่วไปทั้งต้นโดยที่ตัวใบไม่เปลี่ยนรูปร่างในกรณีที่ขาดรุนแรงใบบนๆ และก้านใบอาจจะเป็นสีขาวเกือบทั้งหมดปัญหาการขาดเหล็กนี้จะพบได้เฉพาะในดินที่เป็นด่างหรือดินที่สลายตัวจากหินปูน หรือพบเป็นจุดๆ บริเวณที่เป็นจอมปลวกเก่าในดินกรด อาการขาด เหล็ก จะแสดงให้เห็นช่วงฤดูแล้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุสังกะสี (Zn) ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image28.png|thumb|อาการขาดธาตุสังกะสี  ]]&lt;br /&gt;
ธาตุสังกะสีเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายชนิดในพืชช่วยสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซิน (Auxins) เพื่อการเจริญเติบโตของพืชช่วยสร้างโปรตีนและคลอโรฟิลในพืช กระตุ้นให้มีการสร้างแป้งและน้ำตาลช่วยในการยืดตัวของเซลล์พืช (วัลลีย์, 2551) อาการขาดธาตุมันสำปะหลังเป็นพืชที่ไวต่อการขาดสังกะสีโดยเฉพาะในช่วงแรกของการเจริญเติบโต อาการขาดสังกะสีจะปรากฏเป็นจุดขาวหรือเส้นขาวบนใบอ่อนเมื่ออาการรุนแรงใบทั้งหมดจะเป็นสีซีดขาว ความหยักของใบจะเล็กและ       แคบกว่า และใบจะชี้ออกไปจากลำต้น ใบล่างจะเป็นแผลจุดสีขาวหรือ      น้ำตาล ต้นจะไม่โตและอ่อนแอ ต้นที่แสดงอาการเริ่มขาดสังกะสีอาจจะกลับมาตั้งตัวได้หลังจากที่ระบบรากเจริญเติบโตดีแล้วและรากได้รับเชื้อราไมโคไรซ่าในดินแล้วถ้าขาดรุนแรงมันสำปะหลังอาจตายหรือให้ผลผลิตต่ำมากๆ (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image28.png&amp;diff=412</id>
		<title>ไฟล์:Image28.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image28.png&amp;diff=412"/>
		<updated>2021-07-08T04:47:19Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;อาการขาดธาตุสังกะสี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image27.png&amp;diff=411</id>
		<title>ไฟล์:Image27.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image27.png&amp;diff=411"/>
		<updated>2021-07-08T04:46:39Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;แสดงลักษณะการขาดธาตุเหล็ก&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image26.png&amp;diff=410</id>
		<title>ไฟล์:Image26.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image26.png&amp;diff=410"/>
		<updated>2021-07-08T04:46:02Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ลักษณะอาการขาดธาตุโบรอน (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image25.png&amp;diff=409</id>
		<title>ไฟล์:Image25.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image25.png&amp;diff=409"/>
		<updated>2021-07-08T04:45:25Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;แสดงอาการขาดธาตุซัลเฟอร์ (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image24.png&amp;diff=408</id>
		<title>ไฟล์:Image24.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image24.png&amp;diff=408"/>
		<updated>2021-07-08T04:44:47Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;แสดงอาการขาดธาตุแมกนีเชียม&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image23.png&amp;diff=407</id>
		<title>ไฟล์:Image23.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image23.png&amp;diff=407"/>
		<updated>2021-07-08T04:44:08Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ลักษณะอาการขาดธาตุแคลเซียม (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image_23.png&amp;diff=406</id>
		<title>ไฟล์:Image 23.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image_23.png&amp;diff=406"/>
		<updated>2021-07-08T04:43:29Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;แสดงอาการขาดธาตุโพแทสเซียมในมันสำปะหลัง (Susan, 2010)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image22.png&amp;diff=405</id>
		<title>ไฟล์:Image22.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image22.png&amp;diff=405"/>
		<updated>2021-07-08T04:41:21Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ลักษณะอาการขาดธาตุฟอสฟอรัส (Grundon 1987)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image_21.png&amp;diff=404</id>
		<title>ไฟล์:Image 21.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image_21.png&amp;diff=404"/>
		<updated>2021-07-08T04:40:48Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ลักษณะอาการขาดธาตุไนโตรเจนในมันสำปะหลัง (CIAT, 2014)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8&amp;diff=392</id>
		<title>วิธีการแก้ไขอาการขาดธาตุ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8&amp;diff=392"/>
		<updated>2021-07-06T04:00:36Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;# ถ้าพืชขาดธาตุอาหารหลักพวก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทส...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;# ถ้าพืชขาดธาตุอาหารหลักพวก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม นิยมใส่ปุ๋ยให้ทางดิน เพราะพืชต้องการมาก การให้ปุ๋ยทางใบโดยปกติจะช่วยเสริมให้สามารถแก้ไขได้ทันท่วงทีในช่วงแรกๆ ปุ๋ยที่ใช้ควรเลือกสูตรให้เหมาะสมตามลักษณะที่พืชขาด ตัวเลขสูตรปุ๋ย เช่น 30-20-10 หมายถึงปริมาณของ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม ในปุ๋ยนั้นตามลำดับ&lt;br /&gt;
# ถ้าพืชแสดงอาการขาด แคลเซียม หรือ แมกนีเซียม ซึ่งโดยปกติจะพบในดินที่เป็นกรด แก้ไขได้โดยการใส่ปูน ถ้าขาดแคลเซียมอาจใช้ปูนมาร์ล ปูนขาวหรือหินปูนบด แต่ถ้าขาด แมกนีเซียม ด้วยควรใช้ปูนโดโลไมต์ เพราะมีทั้ง แคลเซียม และ แมกนีเซียม&lt;br /&gt;
# ถ้าพืชขาดจุลธาตุ ควรปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน pH ให้มีค่าประมาณ 5.5-7 เพราะดินในสภาพนี้จุลธาตุจะละลายออกมาให้พืชใช้ได้พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่ถ้าดินมีธาตุเหล่านี้น้อยนิยมเพิ่มในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เพราะปุ๋ยพวกนี้มีธาตุเหล่านี้อยู่ด้วย อย่างไรก็ตามการใส่ปุ๋ยให้ทางดินอาจจะช้าแก้ไขได้ไม่ทันการ ดังนั้นอาจมีการฉีดพ่นให้ทางใบด้วย ในปัจจุบันมีปุ๋ยที่มีพวกจุลธาตุผสมอยู่มาก เช่น ปุ๋ยน้ำหรือปุ๋ยเกร็ดละลายน้ำ แต่ถ้าทราบว่าขาดจุลธาตุเพียง 1 หรือ 2 ตัว ก็อาจหาซื้อปุ๋ยที่มีเฉพาะธาตุนั้นๆ มาฉีดให้ทางใบก็ได้ เช่น เหล็กคีเลทให้ธาตุเหล็ก แมงกานีสซัลเฟตให้ แมงกานีสและกำมะถัน ซิงซัลเฟตให้สังกะสีและกำมะถัน คอปเปอร์ซัลเฟตให้ทองแดงและกำมะถัน โบแร็กซ์ให้โบรอน แอมโมเนียมโมลิบเดทให้โมลิบดินัมและไนโตรเจน และอื่นๆ อีกมาก (108 พรรณไม้, 2021 )&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=391</id>
		<title>ลักษณะการขาดธาตุอาหาร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=391"/>
		<updated>2021-07-06T03:58:24Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;== การขาดธาตุไนโตรเจน (N) == ธาตุไนโตรเจนเป็นธาตุที่ช่วยส่...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== การขาดธาตุไนโตรเจน (N) ==&lt;br /&gt;
ธาตุไนโตรเจนเป็นธาตุที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต และสร้างโปรตีน หากได้รับมากจนเกินไป พืชจะมีอาการอ่อนแอ อวบน้ำ โรคและแมลงสามารถเข้าทำลายได้ง่าย ในขนะเดียวกันหากได้รับไนโตรเจนไม่เพียงพอส่งผลให้พืชมีลักษณะแคระแกรน ใบแก่จะมีสีเหลืองและร่วง (สุเทพ, ม.ป.พ.) โดยในมันสำปะหลังที่ขาดไนโตรเจน อาจจะไม่แสดงอาการให้เห็น แต่ต้นจะเตี้ยและโตช้ากว่าปกติมันสำปะหลังบางพันธุ์ที่ขาดธาตุ N อย่างรุนแรงจะแสดงอาการใบสีซีดอ่อนลงเล็กน้อย อาการใบซีดค่อนข้างสม่ำเสมอทั่วไปทั้งต้นการขาด N ที่รุนแรงมักจะเกิดในดินทรายที่มีอินทรียวัตถุต่ำแต่ก็อาจจะพบในดินที่เป็นกรดมากๆ และมีอินทรียวัตถุสูงได้เช่นกัน ทั้งนี้ สาเหตุหลักเป็นเพราะว่าอัตราการสลายตัวของอินทรียวัตถุช้าซึ่งต่อไปจะเกิดขบวนการไนโตรเจนมินเนอรัลไลเซชั่น (N mineralization) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุฟอสฟอรัส (P) ==&lt;br /&gt;
ธาตุฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่ช่วยส่งเสริมการออกดอกผล การเจริญของรา การใส่ปุ๋ยชนิดนี้มากเกินไปจะส่งผลไปลดความเป็นประโยชน์ของจุลธาตุบางตัวในดินเช่น สังกะสี เหล็ก ส่งผลให้พืชขาดจุลธาตุเหล่านี้ได้ ถ้าพืชได้รับฟอสฟอรัสไม่เพียงพอจะทำให้การออกดอกผลลดน้อยลง พืชแคระแกรนและใบแก่มักจะมีสีเหลืองหรือสีอื่นปะปน (สุเทพ, มปป.)  ในมันสำปะหลังการขาดฟอสฟอรัสจะไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็นชัดเจน แต่มันสำปะหลังจะแสดงอาการต้นเตี้ยสั้น และอ่อนแอ ลำต้นผอมเล็ก และใบจะแคบกว่าต้นปกติ ผลผลิตหัวมันสำปะหลังอาจลดลงอย่างรุนแรงจากการขาดุฟอสฟอรัส ในกรณีที่รุนแรงมากๆ ใบล่างๆ ของพืชจะเป็นสีเหลืองคล้ำหรือสีส้ม ซึ่งต่อไปจะเป็นแผลเนื้อตายและเหี่ยวแห้งหลุดร่วงไป ในกรณีที่พืชไม่แสดงอาหารขาดฟอสฟอรัส ที่ชัดเจน การวินิจฉัยสามารถดูได้จากการวิเคราะห์ดินหรือการวิเคราะห์พืช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุโพแทสเซียม (K) ==&lt;br /&gt;
ธาตุโพแทสเซียมเป็นธาตุที่ช่วยในการสร้างและสะสมอาหาร (สร้างผล สร้างหัว) และทำให้พืชมีคุณภาพดี การขาดโพแทสเซียมจะทำให้ความสูงของต้นและความแข็งแรงลดลง ข้อปล้องจะสั้นลงอย่างเห็นได้ชัดลำต้นส่วนบนจะแข็งเป็นเนื้อไม้ทำให้ลำต้นโตแบบหักซิกแซก โดยทั่วไปลำต้นจะแน่นและแตกกิ่งก้านมากทำให้ทรงต้นแผ่กว้าง (วัลลีย์, 2551) ในมันสำปะหลังมักจะไม่แสดงอาการขาดโพแทสเซียมที่ชัดเจน ในสภาพไร่มันสำปะหลังใบมักจะไม่แสดงอาการซีดหรือ สีเขียวอ่อน แต่ใบบนๆ จะเล็กและใบล่างๆ อาจจะเหลืองและขอบใบแห้ง แผลแห้งตายจากการขาดโพแทสเซียม จะเป็นช่องทางให้เชื้อโรคโดยเฉพาะโรคแอนแทรกโนสเข้าทำลายพืช ใบล่างๆ อาจจะมีอาการขอบใบม้วนขึ้นคล้ายกับการขาดน้ำในหน้าแล้ง โดยทั่วไป การขาดโพแทสเซียม จะเกิดขึ้นได้ในดินทรายที่มีปริมาณสำรองของโพแทสเซียมต่ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแปลงที่ปลูกมันสำปะหลังติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุแคลเซียม (Ca) ==&lt;br /&gt;
ธาตุแคลเซียมเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ ช่วยในการแบ่งเซลล์พืช โดยเฉพาะในส่วนยอดหรือปลายรากจะพบว่ามีแคลเซียมแพคเทต (Calcium pectate) ช่วยในการผสมเกสร การงอกของเมล็ด ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของรากพืช (วัลลีย์, 2551) อาการขาดแคลเซียมมักจะไม่ค่อยพบในแปลงมันสำปะหลัง แต่ในกรณีดินเป็นกรดสูงและปริมาณ แคลเซียม ที่เป็นประโยชน์ต่ำพืชจะตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยแคลเซียม การขาดแคลเซียมจะทำให้รากลดการเจริญเติบโต ดังนั้น ต้นจะมีขนาดเล็กและเตี้ยกว่า และระบบรากจะไม่แตกและรากหยาบ ในสภาวะการขาดแคลเซียมอย่างรุนแรงใบแก่จะยังคงเขียวเป็นปกติแต่ปลายใบอ่อนจะม้วนลงและอาจแห้งตาย การขาดแคลเซียมจะมีผลกระทบต่อจุดเจริญเติบโตทั้งส่วนยอดและราก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุแมกนีเซียม (Mg) ==&lt;br /&gt;
ธาตุแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบของส่วนที่เป็นสีเขียวของพืช และคลอโรฟิลล์ซึ่งทำหน้าที่ในการสังเคราะห์แสงส่งเสริมการดูดกินและนำพาฟอสฟอรัสขึ้นสู่ลำต้น ช่วยในการสังเคราะห์กรดอะมิโน วิตามิน ไขมัน มีส่วนช่วยในการสร้างน้ำมันเมื่ออยู่ร่วมกับกำมะถันนอกจากนี้ยังทำหน้าที่หลายอย่างที่มีความสำคัญต่อการหายใจของเซลล์พืช (วัลลีย์, 2551)  อาการขาดธาตุแมกนีเชียมในมันสำปะหลังจะไม่เหมือนการขาดธาตุอื่นๆ คืออาการจะสังเกตเห็นได้ง่ายมาก ถ้าขาดแมกนีเชียม ใบล่างๆ ของมันสำปะหลังจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองบนใบและขอบใบ ทำให้เห็นเส้นใบสีเขียวชัดเจนบนใบสีเหลืองคล้าย “ก้างปลา” อาการนี้เรียกว่า“ใบเหลืองระหว่างเส้นใบ” หรือ “คลอโรซีส” (chlorosis) อาการใบเหลืองจะเริ่มที่ใบแก่ที่สุดก่อนแล้วทยอยเหลืองขึ้นไปลำต้นส่วนบน แต่ใบบนๆ จะไม่แสดงอาการนี้ ความสูงของต้นมักจะไม่ลดลงและใบจะไม่ผิดรูปร่างการขาดแมกนีเชียมส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในดินที่เป็นกรดจัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุซัลเฟอร์ (S) ==&lt;br /&gt;
ธาตุซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบของโปรตีน กรดอะมีโน วิตามิน และโคเอนไซด์ เอ ในพืช ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลด์และน้ำมัน ควบคุมโครงสร้างของโปรตีนในพืช นอกจากนี้ยังมีผลทางอ้อมต่อการแบ่งเซลล์และการเจริญเติบโตส่วนยอดของพืช (วัลลีย์, 2551) การขาดซัลเฟอร์ ในมันสำปะหลังจะมีอาการใบบนๆ จะเหลืองสม่ำเสมอเป็นรูปแบบคล้ายกับอาการขาดไนโตรเจนภายใต้สถานการณ์ที่รุนแรงพืชจะเหลืองทั่วไปทั้งต้นจากการสูญเสียคลอโรฟิลล์ และใบจะยังคงเล็ก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุโบรอน (B) ==&lt;br /&gt;
เป็นธาตุที่จำเป็นต่อการแบ่งเซลล์และออกดอกของพืช ช่วยในการสร้างแป้ง น้ำตาล และโปรตันในพืช ช่วยในการคายน้ำ การดูดใช้ไนโตรเจน และแคลเซียมได้ดีขึ้น ทำหน้าที่เป็นตัวปรับสัดส่วนระหว่างโพแทสเซี่ยมและแคลเซียมในพืช นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในกระบวนการ Metabolism ของคาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และฮอร์โมนอีกด้วย (วัลลีย์, 2551) อาการขาดธาตุโบรอนมักจะไม่ค่อยพบในไร่มันสำปะหลัง เนื่องจากโบรอนจะไม่เคลื่อนย้ายภายในต้น (เช่นเดียวกับแคลเซียม) อาการที่ขาดโบรอนรุนแรงจะพบได้บริเวณจุดเจริญของรากและยอด ต้นจะเตี้ยสั้นรากฝอยจะหนาและสั้น ใบที่ส่วนยอดจะเล็กผิดรูปและเป็นสีเขียวเข้มข้อส่วนบนของลำต้นจะสั้นมาก บางครั้งก้านใบและลำต้นจะมียางสีน้ำตาลไหลซึมออกมาและจะเปลี่ยนไปเป็นจุดสีน้ำตาล ในกรณีที่ขาดไม่รุนแรงต้นมันสำปะหลังจะมีอาการใบสีอ่อนเป็นจุดๆ เนื่องจากการสูญเสียคลอโรฟิลล์โดยเป็นบนใบกลางๆ หรือใบล่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุเหล็ก (Fe) ==&lt;br /&gt;
ธาตุเหล็กเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายชนิด มีความสำคัญในการสร้างคลอโรฟิลล์ช่วยในการสร้างแป้งและน้ำตาล เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) และรีดักชัน (Reduction) ช่วยในการหายใจและดูดธาตุอาหารอื่นๆ นอกจากนี้ยังช่วยสังเคราะห์โปรตีนที่มีอยู่ในเซลล์พืชได้อีกด้วย (วัลลีย์, 2551) อาการขาดเหล็กในมันสำปะหลังจะมีลักษณะใบเหลืองสม่ำเสมอทั่วไปทั้งต้นโดยที่ตัวใบไม่เปลี่ยนรูปร่างในกรณีที่ขาดรุนแรงใบบนๆ และก้านใบอาจจะเป็นสีขาวเกือบทั้งหมดปัญหาการขาดเหล็กนี้จะพบได้เฉพาะในดินที่เป็นด่างหรือดินที่สลายตัวจากหินปูน หรือพบเป็นจุดๆ บริเวณที่เป็นจอมปลวกเก่าในดินกรด อาการขาด เหล็ก จะแสดงให้เห็นช่วงฤดูแล้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การขาดธาตุสังกะสี (Zn) ==&lt;br /&gt;
ธาตุสังกะสีเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของเอนไซม์หลายชนิดในพืชช่วยสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซิน (Auxins) เพื่อการเจริญเติบโตของพืชช่วยสร้างโปรตีนและคลอโรฟิลในพืช กระตุ้นให้มีการสร้างแป้งและน้ำตาลช่วยในการยืดตัวของเซลล์พืช (วัลลีย์, 2551) อาการขาดธาตุมันสำปะหลังเป็นพืชที่ไวต่อการขาดสังกะสีโดยเฉพาะในช่วงแรกของการเจริญเติบโต อาการขาดสังกะสีจะปรากฏเป็นจุดขาวหรือเส้นขาวบนใบอ่อนเมื่ออาการรุนแรงใบทั้งหมดจะเป็นสีซีดขาว ความหยักของใบจะเล็กและ       แคบกว่า และใบจะชี้ออกไปจากลำต้น ใบล่างจะเป็นแผลจุดสีขาวหรือ      น้ำตาล ต้นจะไม่โตและอ่อนแอ ต้นที่แสดงอาการเริ่มขาดสังกะสีอาจจะกลับมาตั้งตัวได้หลังจากที่ระบบรากเจริญเติบโตดีแล้วและรากได้รับเชื้อราไมโคไรซ่าในดินแล้วถ้าขาดรุนแรงมันสำปะหลังอาจตายหรือให้ผลผลิตต่ำมากๆ (มาลินี และ วิลาวัลย์, 2558)&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=389</id>
		<title>อาการขาดธาตุอาหาร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3&amp;diff=389"/>
		<updated>2021-07-06T03:51:14Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;พืชที่แสดงความผิดปกติต่างมีสาเหตุหลัก 2 สาเหตุคือการแ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;พืชที่แสดงความผิดปกติต่างมีสาเหตุหลัก 2 สาเหตุคือการแสดงอาการโรคพืชที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตเข้าทำลาย และการแสดงอาการของโรคที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต ซึ่งโรคที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิตจะมีสาเหตุดังเช่น การขาดปุ๋ย ขาดธาตุอาหารรอง สภาพดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่างมากเกินไป หรือดินเปรี้ยว สภาพอากาศที่ร้อนจัด หรือเย็นจัด ตลอดจนความร้อนหรือแสงมากหรือน้อยเกินไป รวมไปถึงการขาดออกซิเจน เกิดมลภาวะหรืออากาศเป็นพิษ ทั้งหมดล้วนส่งผลให้พืชเจริญเติบโตผิดปกติมีขนาดเล็กและโตช้า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขาดธาตุอาหารในพืช ตามปกติขาดธาตุอาหารรอง (Secondary macronutrients) และธาตุอาหารเสริม (Micronutrients) ต่างๆ โดยส่วนใหญ่ไม่ใช่ธาตุอาหารหลัก (Primary macronutrients) ได้แก่ธาตุ N P K ซึ่งมีอยู่ในดินเพียงพอต่อความต้องการของพืชอยู่แล้ว แต่อยู่ในรูปที่พืชไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยพืชที่ปลูกในดินที่เป็นด่างจัด มักมีปัญหาเรื่องการขาดธาตุแมงกานีส ในขณะที่ปลูกในดินที่มีความเป็นกรดจัด จะมีเกลือของแมงกานีสและอลูมิเนียมอยู่ในรูปที่พืชเอาไปใช้ประโยชน์ได้ แต่มากจนเกินไปซึ่งอาจทำให้เป็นพิษต่อพืชได้ (พิสุทธิ์. 2563) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* '''[[ลักษณะการขาดธาตุอาหาร]]'''&lt;br /&gt;
* [[วิธีการแก้ไขอาการขาดธาตุ]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81_(Wet_rot)&amp;diff=339</id>
		<title>โรคเน่าเปียก (Wet rot)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81_(Wet_rot)&amp;diff=339"/>
		<updated>2021-07-01T06:14:34Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Image11.png|thumb|แสดงลักษณะอาการของโรคเน่าเปียกในมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
เชื้อสาเหตุเกิดจาก เชื้อรา ''Choanephora'' sp. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ลักษณะอาการ ==&lt;br /&gt;
เชื้อราเข้าทำลายส่วนของปลายยอด ขอบใบ หรือส่วนที่เป็นแผลเนื้อเยื่อยุบตัวลง จะสังเกตเห็นเส้นใยสีเทา ก้านชูสปอร์และมีสปอร์สีดำ ระบาดมากในฤดูฝนโดยเฉพาะ หากมีอากาศร้อนจัดแล้วฝนตกจะพบอาการลุกลามอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อสาเหตุมักเข้าทำลายซ้ำเติมร่วมกับโรคใบไหม้ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยพบเชื้อราเจริญอยู่บนใบที่มีอาการไหม้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การแพร่ระบาด ==&lt;br /&gt;
พบการแพร่ระบาดด้วยวิธีการสร้างสปอร์สามารถปลิวไปกับลมและฝนได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การป้องกันกำจัด ==&lt;br /&gt;
ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราในกลุ่ม Zygomycota หรือในกลุ่มราชั้นต่ำ เช่น ไทอะเบนดาโซล (thiabendazole) แมนโคแซบ (mancozeb) (อุดมศักดิ์, 2555)&amp;lt;ref&amp;gt;อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช.  2555. โรคและแมลงศัตรูของมันสำปะหลัง. สุพรีมพริ้นท์ จำกัด, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:โรค]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image11.png&amp;diff=338</id>
		<title>ไฟล์:Image11.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image11.png&amp;diff=338"/>
		<updated>2021-07-01T06:12:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;แสดงลักษณะอาการของโรคเน่าเปียกในมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B9%89_(witches_broom)&amp;diff=337</id>
		<title>โรคพุ่มแจ้ (witches broom)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B9%89_(witches_broom)&amp;diff=337"/>
		<updated>2021-07-01T06:11:23Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;เชื้อสาเหตุเกิดจากเชื้อ ไฟโตพลาสมา (''Phytoplasma'') พบการระบาดครั้งแรกในไป พ.ศ. 2557 ที่จังหวัดระยอง ต่อมาพบการระบากในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังภาคตะวันออก และบางอำเภอในจังหวัดกำแพงเพชร และนครราชสีมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ลักษณะอาการ ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image10.png|thumb|ลักษณะอาการแตกยอดมีลักษณะเป็นพุ่มของโรคแตกพุ่มแจ้ของมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
บริเวณยอกจะมีการแตกยอดมากกว่าปกติ ข้อปล้องสั้น และใบมีขนาดเล็กลง สังเกตได้จากยอดมีลักษณะเป็นพุ่ม เมื่อทำการลอกเปลือกออกดูจะพบใต้เปลือกมีเส้นสีดำเป็นแนวยาว ส่งผลให้แสดงอาการยอดเป็นพุ่ม ใบเหลือง และยืนต้นตายในที่สุด  ในระยะมันสำปะหลังอายุ 4-5 เดือน พบต้นมีลักษณะแคระแกรนแตกยอดเป็นพุ่มฝอย ในระยะเก็บเกี่ยวเชื้อลามลงหัว ทำให้หัวมีเส้นสีดำตามแนวยาวอยู่ใต้เปลือก คุณภาพผลผลิตเสียหาย และเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การแพร่ระบาด ==&lt;br /&gt;
เชื้อสามารถแพร่ระบาดไปได้กับท่อนพันธุ์ และมีแมลงพาหะเป็นเพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การป้องกันกำจัด ==&lt;br /&gt;
ใช้ท่อนพันธุ์ปลอดโรค โดยเลือกจากแหลงที่ไม่มีการแพร่ระบาด เมื่อปลูกในระยะ 1 เดือนหากพบต้นที่แตกยอดเป็นพุ่มผิดปกติให้ทำการถอนทิ้งทันที ในระยะ 4 เดือนหลังปลูก หากพบต้นที่แตกพุ่ม ให้หักกิ่งต่ำลงจากยอดพุ่มประมาณ 30 เซนติเมตร ทิ้งและพ่นสารกำจัดแมลงให้ทั่วแปลง เนื่องจากโรคนี้สามารถถ่ายทอดได้โดยแมลงพาหะ จากนั้นทำการกำจัดวัชพืชทั้งในและโดยรอบแปลง โดยเฉพาะสาบม่วง ที่เป็นแหล่งอาศัยของโรค และทำการบำรุงรักษาต้นมันสำปะหลัง โดยการให้น้ำ ปุ๋ย และปรุบปรุงดินอย่างเหมาะสม เพื่อให้ต้นแข็งแรง (สำนักงานวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช, 2559)&amp;lt;ref&amp;gt;ลักษณะอาการของโรคลำต้นไหม้บริเวณลำต้นของมันสำปะหลัง&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:โรค]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image10.png&amp;diff=336</id>
		<title>ไฟล์:Image10.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image10.png&amp;diff=336"/>
		<updated>2021-07-01T06:11:12Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ลักษณะอาการแตกยอดมีลักษณะเป็นพุ่มของโรคแตกพุ่มแจ้ของมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89_(stem_blight_disease)&amp;diff=335</id>
		<title>โรคลำต้นไหม้ (stem blight disease)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89_(stem_blight_disease)&amp;diff=335"/>
		<updated>2021-07-01T06:10:16Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;เชื้อสาเหตุเกิดจากเชื้อรา ''Phoma eupyrena'' มีการเริ่มระบาดในปี 2557 ในหลายพื้นที่ของจังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ ระยอง สระแก้ว สระบุรี นครราชสีมา กาฬสินธุ์ และอุบลราชธานี ส่งผลให้เกษตรกรเกิดการขาดแคลนท่อนพันธุ์  เนื่องจากโรคดังกล่าวมีการแพร่ระบาดไปกับท่อนพันธุ์ได้ ทำให้มันสำปะหลังแห้งตายตั้งแต่ระยะ 1 – 2 เดือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ลักษณะอาการ ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image9.png|thumb|ลักษณะอาการของโรคลำต้นไหม้บริเวณลำต้นของมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
เชื้อรามีการเข้าทำลายตรงรอยตัดส่วนบนของท่อนพันธุ์ ทำให้ยอดด้านบนแห้งตาย และเชื้อลามลงมาสู่โคนต้น บริเวณเปลือกลำต้นจะมีรอยปริแตก เป็นกลุ่มสปอร์เป็นเม็ดกลมสีดำปรากฏอยู่จำนวนมาก เมื่อยอดถูกทำลายจะทำให้มันสำปะหลังแตกตาข้างมากกว่าปกติ หากอาการรุนแรงต้นกล้าจะแสดงอาการใบเหลือง แห้ง ร่วง และยืนต้นตายในที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การแพร่ระบาด ==&lt;br /&gt;
โรคนี้มีการแพร่ระบาดไปกับท่อนพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การป้องกันกำจัด ==&lt;br /&gt;
ใช้ท่อนพันธุ์ที่สมบูรณ์และปลอดโรค หลีกเลี่ยงท่อนพันธุ์ที่อ่อนเกินไป ก่อนปลูกควรแช่ท่อนพันธุ์ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรานาน 15 – 20 นาที โดยเลือกใช้สารเคมีดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตารางที่1 สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา ''Phoma eupyrena''&lt;br /&gt;
{| class=&amp;quot;wikitable&amp;quot;&lt;br /&gt;
|ชื่อสามัญ&lt;br /&gt;
|อัตราต่อน้ำ20 ลิตร&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|โปรคลอราซ (prochloraz 45% EC)&lt;br /&gt;
|10 ซีซี&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|แมนเซ็ป (mancozeb 80% WP)&lt;br /&gt;
|60 กรัม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ไพราโคสโตรบิน (pyraclostrobim 25% EC)&lt;br /&gt;
|20 ซีซี&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|เมทาแลคซิล+แมนโคเซ็ป (metalaxyl+mancozeb 4%+64% WP)&lt;br /&gt;
|80 กรัม&lt;br /&gt;
|-&lt;br /&gt;
|ฟลูโอไพแรม+ทีบูโคลนาโซน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(fluopyram+tebuconazole 20%+20% W/V SC)&lt;br /&gt;
|10 ซีซี&lt;br /&gt;
|}&lt;br /&gt;
หากไม่ทำการแช่ท่อนพันธุ์ และพบว่ามีการแพร่ระบาดรุนแรงในระยะ 1-2 เดือนหลังปลูก ควรพ่นสารกำจัดโรคดังตารางที่ 1 ให้ทั่วทั้งต้น (สำนักงานวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช, 2559)&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช.  2559. คู่มือการจัดการ ปัญหาศัตรูมันสำปะหลังแบบผสมผสาน. การันตี, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:โรค]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image9.png&amp;diff=334</id>
		<title>ไฟล์:Image9.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image9.png&amp;diff=334"/>
		<updated>2021-07-01T06:10:03Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ลักษณะอาการของโรคลำต้นไหม้บริเวณลำต้นของมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87_(cassava_Root-knot)&amp;diff=333</id>
		<title>โรครากปมมันสำปะหลัง (cassava Root-knot)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87_(cassava_Root-knot)&amp;diff=333"/>
		<updated>2021-07-01T06:01:01Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;เชื้อสาเหตุเกิดจากไส้เดือนฝอยรากปม ''Meloidogyne incognita''&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ลักษณะอาการ ==&lt;br /&gt;
เมื่อไส้เดือนฝอยเข้าทำลายส่วนของรากมันสำปะหลังจะแสดงอาการเป็นปุ่มปม และจะไม่ทำการสะสมอาหาร ในกรณีที่ถูกไส้เดือนฝอยเข้าทำลายรุนแรงจะพบอาการเหี่ยวเฉาที่ใบและกิ่งแห้ง หรือลำต้นเหี่ยว และอาจทำให้ยืนต้นตายได้ โดยสามารถส่งผลกระทบต่อผลผลิตได้ตั้งแต่ 70% ขึ้นไปในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดรุนแรง  (สำนักงานวิจัยพัฒนาอารักขาพืช, 2559)&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช.  2559. คู่มือการจัดการ ปัญหาศัตรูมันสำปะหลังแบบผสมผสาน. การันตี, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การแพร่ระบาด ==&lt;br /&gt;
ไส้เดือนฝอยรากปมสามารถแพร่ระบาดได้ดีในพื้นที่เป็นดินร่วนปนทราย สามารถแพร่ระบาดไปได้กับระบบการให้น้ำ หรือไหลไปกับน้ำฝน รวมทั้งติดไปกับดิน หรือติดไปกับเครื่องมือการเกษตรต่างๆ เช่นล้อรถไถ จอบ และเครื่องมืออื่นๆ นอกจากนี้ยังสามารถติดไปกับรองเท้าของเกษตรกรได้เช่นกัน (นุชนารถ, 2016)&amp;lt;ref&amp;gt;นุชนารถ ตั้งจิตสมคิด.  2016.  โรครากปม. ที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://microorganism.expertdoa.com/disease_1_%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A1.php&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. กรรมวิชาการเกษตร. วันที่ 5 พฤษภาคม 2564&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การป้องกันกำจัด ==&lt;br /&gt;
ควรหลีกเลี่ยงการปลูกมันสำปะหลังซ้ำในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค ควรปลูกพืชแบบสลับ เช่น ปอเทือง เพื่อลดจำนวนประชากรไส้เดือนฝอยหรือหมั่นตรวจแปลงมันสำปะหลัง ในกรณีที่พบอาการเหี่ยวเฉาที่ใบและกิ่งแห้งทั้งต้น หรือใช้พันธุ์ต้านทาน ระยอง 72 (สำนักงานวิจัยพัฒนาอารักขาพืช, 2559)&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช.  2559. คู่มือการจัดการ ปัญหาศัตรูมันสำปะหลังแบบผสมผสาน. การันตี, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:โรค]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2_(Root_and_tuber_rot)&amp;diff=331</id>
		<title>โรครากเน่าและหัวเน่า (Root and tuber rot)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2_(Root_and_tuber_rot)&amp;diff=331"/>
		<updated>2021-07-01T05:58:16Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;เป็นโรคที่ส่งผลต่อผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยพบโรคนี้มากในพื้นที่ที่ระบายน้ำไม่ดี มีปริมาณน้ำฝนมากเกินไปหรือเป็นพื้นที่ที่เคยมีการปลูกกาแฟ ยาง หรือเป็นป่าไม้มาก่อน ในบางครั้งสามารถพบในพื้นที่ที่มีการชะล้างสูง สามารถเกิดได้ทั้งระยะ ต้นกล้า และระยะลงหัวแล้ว สาเหตุโรครากเน่าและหัวเน่าเกิดจากเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด เช่น  ''Phytophthora'' sp., ''Sclerotium'' sp., ''Rigidoporus'' (Fomes) ''lignosus'' &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ลักษณะอาการ ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image8.png|thumb|ลักษณะอาการของโรครากเน่าและหัวเน่าบริเวณหัวของมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
จากเชื้อรา ''Phytophthora'' sp. แสดงอาการที่รากเป็นรอยช้ำสีน้ำตาลและเน่า บนต้นจะแสดงอาการเหี่ยวเฉา หากเข้าทำลายในระยะลงหัวจะทำให้หัวเน่าอย่างรวดเร็ว และมีกลิ่นเหม็น ใบเหี่ยวหลุดร่วง ถ้ารุนแรงจะส่งผลให้ต้นมันสำปะหลังตายได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
         จากเชื้อรา ''Sclerotium'' sp. จะสังเกตเห็นเส้นใยสีขาวเจริญอยู่ในดินบริเวณรอบโคนท่อนพันธุ์และราก บางครั้งอาจพบบนท่อนพันธุ์มีเม็ดกลมเล็กๆ ขนาดเท่าเมล็ดผักกาดเรียกว่า sclerotia ที่สร้างโดยเส้นใยเชื้อราชนิดนี้อยู่ ซึ่งจะเป็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อ สามารถอยู่ในดินได้เป็นเวลานานหลายปี เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมเหมาะสมเม็ด sclerotia จะเจริญเติบโตเป็นเส้นใยเข้าทำลายต้นอื่นต่อไป เส้นใยของเชื้อจะเข้าทำลายมันสำปะหลังทำให้ระบบรากเน่า ใบเหี่ยวและตายในที่สุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การแพร่ระบาด ==&lt;br /&gt;
โดยส่วนใหญ่จะเกิดปัญหาเฉพาะบางพื้นที่และในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำได้ไม่ดี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การป้องกันกำจัด ==&lt;br /&gt;
เริ่มจากการเตรียมแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำได้ดี ไม่ควรปลูกในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง หรือใกล้ทางระบายน้ำ หากดินระบายน้ำไม่ดีควรปลูกแบบยกร่อง และทำความสะอาดแปลงก่อนการปลูก ทำลายหัวมันเน่าที่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคและคิดเลือกท่อนพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ปราศจากโรคมาปลูก (อุดมศักดิ์, 2555)&amp;lt;ref&amp;gt;อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช.  2555. โรคและแมลงศัตรูของมันสำปะหลัง. สุพรีมพริ้นท์ จำกัด, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:โรค]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image8.png&amp;diff=330</id>
		<title>ไฟล์:Image8.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image8.png&amp;diff=330"/>
		<updated>2021-07-01T05:57:59Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ลักษณะอาการของโรครากเน่าและหัวเน่าบริเวณหัวของมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%AA_(Anthracnose)&amp;diff=329</id>
		<title>โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%AA_(Anthracnose)&amp;diff=329"/>
		<updated>2021-07-01T05:56:27Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;== ลักษณะอาการ ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image7.png|thumb|ลักษณะอาการของโรคแอนแทรคโนสบริเวณยอด ก้านใบ และกิ่ง ของมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
จะแสดงอาการในส่วนของยอด ลำต้น ก้านใบ และใบ โดยในส่วนยอดจะแสดงอาการยอดตายแผลมีขอบชัดเจน สีน้ำตาลถึงดำ ก้านใบจะแสดงเป็นรอยไหม้ที่โคนก้านใบติดกับลำต้น และก้านใบที่อยู่ติดกับตัวใบหักลู่ลงในที่สุดจะหลุดร่วงทั้งต้น ใบ มีอาการไหม้ที่ขอบใบ และปลายใบ ขยายตัวเข้าสู่กลางใบและไหม้หมดในที่สุด  ถ้าเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอมาก จะมีอาการยืนต้นตาย หรือพันธุ์ที่ค่อนข้างทนทานต่อโรค ยอดจะหักทำให้มีการแตกกิ่งหรือยอดใหม่มาทดแทน นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการงอกของเมล็ดพันธุ์และท่อนพันธุ์ที่นำไปปลูก ทำให้อัตราการงอกและความสมบูรณ์ของต้นลดลง (สำนักงานวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช, 2559)&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช.  2559. คู่มือการจัดการ ปัญหาศัตรูมันสำปะหลังแบบผสมผสาน. การันตี, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การแพร่ระบาด ==&lt;br /&gt;
โรคนี้สามารถระบาดไปกับท่อนพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การป้องกันกำจัด ==&lt;br /&gt;
ตัดส่วนที่ป็นโรคไปเผาทำลาย พ่นสารเบโนมิล (benomyl) หรือการใช้เชื้อราปฏิปักษ์ไตรโคเดอร์มา ฮาเซียนัม (''Trichoderma harzianum'') พ่นควบคุมโรค 3 – 5 ครั้งจนกว่าโรคจะหยุดระบาด (สำนักงานวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช, 2559)&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช.  2559. คู่มือการจัดการ ปัญหาศัตรูมันสำปะหลังแบบผสมผสาน. การันตี, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:โรค]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image7.png&amp;diff=328</id>
		<title>ไฟล์:Image7.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image7.png&amp;diff=328"/>
		<updated>2021-07-01T05:54:47Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ลักษณะอาการของโรคแอนแทรคโนสบริเวณยอด ก้านใบ และกิ่ง ของมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87_(Cassava_mosaic_disease)&amp;diff=327</id>
		<title>โรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava mosaic disease)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87_(Cassava_mosaic_disease)&amp;diff=327"/>
		<updated>2021-07-01T05:53:41Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Image6.png|thumb|ลักษณะอาการโรคใบด่างมันสำปะหลังบริเวณใบของมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
เชื้อสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส ''Cassava Mosaic Virus'' อยู่ในวงศ์ (Family) Geminiviridae สกุล (Genus)  Begomovirus โดยมีชนิดของสารพันธุ์กรรมเป็น ดีเอ็นเอสายเดี่ยวขดเป็นวง ที่มีจำนวน 2 โมเลกุล (Bipartite genomes) เรียกว่า DNA-A และ DNA-B (สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช. 2561) ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในทางแอฟริกา โดยมีชื่อว่า ''African Cassava Virus'' (ACMV) ทั่วโลกเรียกว่า ACMV จนมาเจอเชื้อที่มีลักษณะเหมือน ACMV แต่ไม่ทำปฏิกิริยากับเซรุ่มวิทยากับ anti ACMV โดยพบการระบาดอยู่ในประเทศ เคนย่า ทางทิศตะวันออกของทวีปจึงได้ชื่อว่า ''East African Cassava Mosaic Virus'' (EACMV) เพื่อให้ทราบว่าเชื้อมีถิ่นกำเนิดทางภาคตะวันออก จากนั้นได้มีการพบเชื้อเพิ่มขึ้นอีกหลายชนิดในแถบแอฟริกา และอีก 2 ชนิดในแถบอินเดียและศรีลังกา คือ ''Indian Cassava Mosaic Virus'' (ICMV) และ ''Srilankan Cassava Mosaic Virus'' (SLCMV) จากนั้นได้มีการระบาดครั้งแรกในปี 2559 ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ประเทศเวียดนาม และกัมพูชา สายพันธุ์ ''Sri Lankan cassava mosaic virus'' (SLCMV) ต่อมาในปี 2561 ได้มีการรายงานพบโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย จังหวัด ปราจีนบุรี สุรินทร์ และศรีสะเกษ จากกรมวิชาการเกษตร และได้ดำเนินการกำจัดเรียบร้อย จากนั้นพบอาการใบด่างในจังหวัดสระแก้ว ในปี 2562 (ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ, 2563&amp;lt;ref&amp;gt;ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ.  2563. วิเคราะห์สถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลัง. สำนักงานเศรษฐกิจเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรุงเทพฯ. ที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.nabc.go.th/disaster/baidang&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 8 กุมภาพันธ์ 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;) และได้มีการพบการแพร่ระบาดในพื้นที่ 29 จังหวัด พื้นที่ระบาดรวมทั้งสิ้น 442,564 ไร่ โดยจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา สระแก้ว และบุรีรัมย์ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2563&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร.  2563.  สศก. ลุยโคราช แหล่งระบาดใหญ่ โรคใบด่างมันฯ แนะเกษตรกรหมั่นสังเกต หากพบรีบแจ้ง จนท./ผู้นำชุมชน. กระทรงเกษตรและสหกรณ์, กรุงเทพฯ. ที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;http://www.oae.go.th/view/1/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%20%E0%B8%AA%E0%B8%A8%E0%B8%81./34863/TH-TH&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. 8 กุมภาพันธ์ 2564.&amp;lt;/ref&amp;gt;) ซึ่งสร้างความเสียหายต่อผลผลิต 80 – 100%&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ลักษณะอาการ ==&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image5.png|thumb|ลักษณะอาการโรคใบด่างมันสำปะหลังบริเวณใบของมันสำปะหลัง]]&lt;br /&gt;
มันสำปะหลังที่แสดงอาการของโรคใบด่างจะแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการด่างเหลือง ลำต้นมีลักษณะแคระแกร็น หัวมันสำปะหลังมีขนาดเล็กกว่าปกติ โดยอาการจะเริ่มต้นที่ใบยอดก่อนโดยเริ่มจากอาการเส้นใบใส จากนั้นเปลี่ยนเป็นใบด่างคล้ายลายหินขัด (mosaic) ในเนื้อใบส่วนที่มีสีซีดมักบางหรือเจริญลดลงทำให้ใบมีลักษณะผิดรูป (distort) หรือบิดเบี้ยว (crinkling) ในมันสำปะหลังบางพันธ์ หรือในสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง อาจแสดงอาการของโรคไม่ชัดเจน เนื่องมาจากมีการตอบโต้ป้องกันตัวเองจากมันสำปะหลัง ในขณะที่มีการปลูกมันสำปะหลังในพันธุ์เดิมพื้นที่เดิม อาจส่งผลให้เกิดการระบาดรุนแรงขึ้น หากเกิดการกลายพันธุ์หรือมีการเข้าทำลายร่วมกับเชื้อชนิดอื่น จะส่งผลให้มันสำปะหลังที่เป็นโรคมีขนาดหัวมัน จำนวน และเปอร์เซ็นต์แป้งลดลง (โสภณ, 2560&amp;lt;ref&amp;gt;โสภณ วงศ์แก้ว.  2560.  ไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง: วายร้ายระดับโลก. &amp;lt;/ref&amp;gt;)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การแพร่ระบาด ==&lt;br /&gt;
เชื้อไวรัส ''Cassava mosaic virus'' สามารถแพร่ระบาดได้โดยติดไปกับท่อนพันธุ์ และวิธีการถ่ายทอดผ่านแมลงหวี่ขาวยาสูบ (อุดมศักดิ์, 2555&amp;lt;ref&amp;gt;อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช.  2555. โรคและแมลงศัตรูของมันสำปะหลัง. สุพรีมพริ้นท์ จำกัด, กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;) แมลงหวี่ขาวยาสูบ (tobacco whitefly) ชื่อวิทยาศาสตร์ ''Bemisia tabaci'' (Gennadius) โดยแมลงหวี่ขาวยาสูบจะไปดูดกินน้ำเลี้ยงของต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค จากนั้นอนุภาคไวรัสจะติดที่ปลายปากของแมลงหวี่ขาว และเข้าไปเพิ่มปริมาณในตัว จากนั้นการถ่ายทอดเชื้อไวรัสจะเกิดขึ้นเมื่อแมลงไปดูดกินน้ำเลี้ยงของมันสำปะหลังในต้นต่อไป (วันวิสา. 2561&amp;lt;ref&amp;gt;วันวิสา ศิริวรรณ์.  2561.  โรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง. ที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://www.tapiocathai.org/P.html&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. วันที่สืบค้น 11 กุมภาพันธ์ 2563.&amp;lt;/ref&amp;gt;)โดยตัวเต็มวัยของแมลงมีความยาว 1 มิลลิเมตร ปีกสีขาว ลำตัวสีเหลืองอ่อน มักพบเกาะตามใบมันสำปะหลัง วางไข่และฟักตัวอ่อนจนครบวงจรชีวิต (สำนักงานวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืช. 2561&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช.  2561.  คู่มือการสำรวจและเฝ้าระวังโรคใบด่างของมันสำปะหลัง. กรมวิชาการเกษตร. กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;) โดยแมลงหวี่ขาวยาสูบมีพืชอาศัยหลายชนิด เช่น กะเพรา โหระพา ผักชีฝรั่ง พืชตระกูลพริก มะเขือ มันฝรั่ง และพืชตระกูลแตง ส่งผลให้เชื้อไวรัสสามารถแพร่ระบาดไปได้อย่างกว้างขวาง (สำนักงานข่าวประชาสัมพันธ์. 2563&amp;lt;ref&amp;gt;สำนักงานข่าวประชาสัมพันธ์.  2563. เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง. ที่มา: &amp;lt;nowiki&amp;gt;https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG200810184913696&amp;lt;/nowiki&amp;gt;. วันที่สืบค้น 11 กุมภาพันธ์ 2564. &amp;lt;/ref&amp;gt;)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การป้องกันกำจัด ==&lt;br /&gt;
หากมีการพบมันสำปะหลังที่แสดงอาการมากกว่า 10 ต้นต่อไร่ ทำการถอนทำลายต้นมันสำปะหลังทิ้งทั้งแปลง โดยไม่ให้เหลือเศษซากพืชหรือชิ้นส่วนของต้นมันสำปะหลังหลงเหลืออยู่ในแปลง จากนั้นทำการฝังกลบในหลุมลึกไม่น้อยกว่า 2 – 3 เมตร ราดด้วยสารกำจัดวัชพืช อะมีทรีน 80% WG และกลบด้วยดินหนาไม่น้อยกว่า 0.5 เมตร ทำการพ่นด้วยสารฆ่าแมลงเพื่อกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบ ด้วยสารเคมี อิมิดาโคลพริด 70 % WG อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนฟูแรน 10% SL อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร บนต้นมันสำปะหลังในแปลงที่พบอาการใบด่าง และแปลงงข้างเคียง (กรมวิชาการเกษตร, ม.ป.ป.&amp;lt;ref&amp;gt;กรมวิชาการเกษตร.  ม.ป.ป. โรคใบด่างมันสำปะหลัง. เอกสารวิชาการ: แนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง. กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== อ้างอิง ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
* &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:โรค]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image6.png&amp;diff=325</id>
		<title>ไฟล์:Image6.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image6.png&amp;diff=325"/>
		<updated>2021-07-01T05:48:06Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ลักษณะอาการโรคใบด่างมันสำปะหลังบริเวณใบภายใต้แสงส่องผ่าน&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image5.png&amp;diff=324</id>
		<title>ไฟล์:Image5.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Image5.png&amp;diff=324"/>
		<updated>2021-07-01T05:46:41Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ลักษณะอาการโรคใบด่างมันสำปะหลังบริเวณใบของมันสำปะหลัง&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5_(brown_leaf_spot_disease)&amp;diff=322</id>
		<title>โรคใบจุดสีน้ำตาล (brown leaf spot disease)</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://icassava.eng.ku.ac.th/wiki/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5_(brown_leaf_spot_disease)&amp;diff=322"/>
		<updated>2021-07-01T05:45:28Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;กนกพร ฉัตรไชยศิริ: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;โรคนี้อาจเรียกว่าโรค BLS เกิดจากเชื้อรา ''Cercosporidium henningsii'' หรือ ''Cercospora henningsii'' เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อราที่ทำความเสียหายให้แก่มันสำปะหลังที่สำคัญโรคหนึ่ง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้มันสำปะหลังที่เป็นโรคมีจุดสีเหลืองกระจายอยู่ทั่วทั้งใบ เป็นการลดพื้นที่ใบในการสังเคราะห์แสง (เจริญศักดิ์, 2532&amp;lt;ref&amp;gt;เจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์. 2532.  มันสำปะหลัง การปลูก อุตสาหกรรมแปรรูป และการใช้ประโยชน์. ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.&amp;lt;/ref&amp;gt;) ส่วนทางอ้อมพบว่าโรคใบจุดสีน้ำตาลทำให้ใบมันสำปะหลังร่วงหลังจากปลูก และร่วงมากขึ้นเมื่อปลูกไปแล้ว 5 เดือน (เจริญศักดิ์, 2529&amp;lt;ref&amp;gt;เจริญศักดิ์ โรจนฤทธิ์พิเชษฐ์ ปิยะวุฒิ พูลสงวน สมยศ พุทธเจริญ จำลอง เจียมจำนรรจา             ลมัย ศรีจันทร์ดี และวิทยา แสงแก้วสุข.  2529.  ความสำคัญทางเศรษฐกิจของโรคใบจุดสีน้ำตาลของมันสำปะหลังในประเทศไทย.  ใน การประชุมวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 24. &amp;lt;/ref&amp;gt;) โรคนี้ทำให้ใบของมันสำปะหลังร่วงก่อนกำหนดเป็นผลให้วัชพืชขึ้นแก่งแย่งแข่งขันได้ดี ทำให้มันสำปะหลังสร้างหัวใต้ดินน้อย และผลผลิตลดลงในที่สุด โรคใบจุดสีน้ำตาลแสดงอาการผิดปกติเฉพาะส่วนใบเท่านั้น พบอาการใบจุดในตำแหน่งของใบที่อยู่ด้านล่างมากกว่าใบที่อยู่ด้านบน โดยแสดงอาการผิดปกติใน 2 ระยะ คือ ระยะแรกด้านใบมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลค่อนข้างเหลี่ยมตามเส้นใบ มีขอบชัดเจน และเมื่อสังเกตด้านหลังใบพบจุดแผลมีสีเทา เนื่องจากเส้นใยของเชื้อขึ้นปกคลุมส่วนใน ระยะที่สองปรากฏขอบแผลสีเหลืองรอบจุดสีน้ำตาลและ ถ้ารุนแรงขึ้นตรงกลางแผลมีอาการแห้งและหลุดออกเป็นรูกลวง (ศานิต, 2557&amp;lt;ref&amp;gt;ศานิต สวัสดิกาญจน์.  2557.  พืชอุตสาหกรรม(Industrial Field crops).  โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. กรุงเทพมหานคร.&amp;lt;/ref&amp;gt;) &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:Image4.png|thumb|ลักษณะอาการของโรคใบจุดสีน้ำตาลบริเวณใบมันสำปะหลัง]] &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== ลักษณะอาการ ==&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปต้นที่เป็นโรคมีการเจริญเติบโตเป็นปกติ จะพบอาการของโรคบนใบล่างๆ มากกว่าใบบนซึ่งมีอายุน้อยกว่า มีรายงานว่าใบมันสำปะหลังอายุ 5 - 15 วัน จะทนทานต่อการเกิดโรค และจะอ่อนแอ พบเป็นโรคเมื่ออายุ 25 วันขึ้นไป โดยเกิดอาการใบจุดค่อนข้างเหลี่ยมตามเส้นใบมีความสม่ำเสมอ สีน้ำตาล ขนาด 3 - 15 มิลลิเมตร มีขอบชัดเจนจุดแผลด้านหลังใบมีสีเทา เนื่องจากมีเส้นใยและส่วนขยายพันธุ์ (fruiting bodies) ของเชื้อสาเหตุในพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรค แผลจะล้อมรอบด้วยวงสีเหลือง (yellow halo) และตรงกลางแผลอาจจะแห้งและหลุดเป็นรู (รัตติกาล และณัฐวุฒิ, 2555&amp;lt;ref&amp;gt;รัตติกาล สู้ภัยพาล และ ณัฐวุฒิ ศิริมานะ.  2555.  การประเมินระดับความรุนแรงของโรคพืชด้วยการวิเคราะห์ภาพ. โครงงานวิศวกรรมเกษตร. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, นครปฐม&amp;lt;/ref&amp;gt;)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เชื้อรา ''C. henningsii'' มี perfect stage ที่ชื่อว่า ''Mycosphaerella henningsii'' ลักษณะสำคัญของเชื้อรานี้ สร้างก้านชูสปอร์ (conidiophores) เกิดเป็นกลุ่มเกาะกันอยู่ ก้านสปอร์มีลักษณะรูปร่างเรียวยาว ปลายของก้านชูสปอร์โค้งเล็กน้อย หรือบางครั้งก้านชูสปอร์สามารถแตกแขนงได้ มีสีซีดจางไปจนถึง สีน้ำตาล มีผนังกั้น (septate) ซึ่งมีรอยของ scar เห็นได้ชัด โคนิเดีย (conidia) มีสีซีดจนถึงน้ำตาลอ่อน โคนิเดียมีขนาด 3.5 - 5 x 14 - 18 ไมครอน มี 3 - 7 เซลล์ (Charles, 1953&amp;lt;ref&amp;gt;Charles, C.  1953.  A monograph of the fungi genus Cercospora. Plant pathology. 667 p.&amp;lt;/ref&amp;gt;; Pattana ''et al''., 1980&amp;lt;ref&amp;gt;Pattana, S., P Prapaisri, C. Wirat and G. Piya.  1980. Plant Pathogenic Cercosporae in Thailand. Plant pathology and Microbiology Division Department of Agriculture.  Ministry of agriculture and Cooperatives, Bangkok&amp;lt;/ref&amp;gt;; Vasudeva, 1963&amp;lt;ref&amp;gt;Vasudeva, R.S.  1963.  Indian Cercosporae. Indian Council of Agricultural Research, New Deli.&amp;lt;/ref&amp;gt;)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การแพร่ระบาด ==&lt;br /&gt;
เชื้อราสาเหตุของโรคสามารถอาศัยอยู่ได้บนใบมันสำปะหลังที่ร่วงอยู่ในไร่ และจะขยายพันธุ์โดยการสร้างสปอร์ เมื่อมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สปอร์เหล่านี้จะแพร่กระจายโดยลม หรือน้ำฝนไปตกบนใบปกติ ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคได้ต่อไป สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการแพร่ระบาดของโรค ได้แก่ ความชื้น อุณหภูมิ และอายุของพืช การสร้างสปอร์หรือโคนิเดีย (spores of conidia) จะเกิดขึ้นเมื่อมีความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 50-90 เปอร์เซ็นต์ และอุณหภูมิที่ทำให้สปอร์งอกได้ดีที่สุดอยู่ระหว่าง 39-43 องศาเซลเซียส ดังนั้นเราจึงสามารถพบโรคใบจุดสีน้ำตาลในพื้นที่ที่มีสภาพความชื้นต่ำและแห้งแล้งได้ โดยปกติโรคจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตไม่มาก แต่กรณีที่เกิดโรครุนแรงอาจมีผลกระทบต่อพันธุ์อ่อนแอ การศึกษาความต้านทานของมันสำปะหลังต่อโรคใบจุดสีน้ำตาลพบว่า พันธุ์ ระยอง 90 และ ห้วยบง 60 มีความต้านทานต่อโรคใบจุดสีน้ำตาลมากกว่าพันธุ์ เกษตรศาสตร์ 50, ห้วยบง 80, MCKU 34-114-235, MCKU 34-114-245, ระยอง 1, ระยอง 5, ระยอง 60 และระยอง 72 ซึ่งมีความต้านทานโรคในระดับปานกลาง และมีรายงานว่าโรคนี้ทำให้ผลผลิตลดลง 14-20 เปอร์เซ็นต์ในพันธุ์ระยอง 1 เนื่องจากทำให้ใบมันสำปะหลังร่วงเร็วกว่าปกติ นอกเหนือจากมันสำปะหลังแล้ว เชื้อโรคนี้ยังสามารถอาศัยในพืชอื่นได้ เช่น ''M. glaziovii M. piauhynsis'' และ มันเทศ (''Ipomoea batatas'') (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2556&amp;lt;ref&amp;gt;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. (2556) เทคโนโลยี 52 สัปดาห์ มันสำปะหลัง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์:กรุงเทพฯ.&amp;lt;/ref&amp;gt;)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
== การป้องกันกำจัด ==&lt;br /&gt;
ใช้สารเคมี เช่น สารประกอบทองแดง (copper compound) หรือสารเบโนมิล (benomyl) พ่นให้ทั่วบริเวณที่เป็นโรคอย่างน้อย 1-2 ครั้ง เพื่อลดการระบาดของโรค การใช้พันธุ์ต้านทาน และควรกำจัดใบที่เป็นโรคออกจากแปลง&lt;br /&gt;
[[หมวดหมู่:โรค]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>กนกพร ฉัตรไชยศิริ</name></author>
	</entry>
</feed>